HOME Search

ผลการค้นหาพบ – 42 รายการเกี่ยวกับ เที่ยวญี่ปุ่น

ไปเที่ยวญี่ปุ่นต้องไม่พลาด “น้ำดื่มมหัศจรรย์” ดื่มแล้วหลับสบาย

ครบรอบ 1 ปีแล้วนะ ที่บริษัทโคคาโคล่าของประเทศญี่ปุ่น ได้ประกาศเปิดตัว Glaceau Sleep Water อย่างเป็นทางการกับสินค้าน้ำดื่มตัวใหม่ เจ้าน้ำแร่ในขวดสีน้ำเงินนี้เป็นสุดยอดน้ำดื่มที่ทางผู้ผลิตเคลมว่า ถ้าได้ดื่มก่อนนอนแล้วจะทำให้หลับสบาย คลายกังวล ตื่นมาสดชื่นแจ่มใสอีกครั้ง

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ผลิตโค้กต้องผลิตน้ำดื่มหลับสบายตัวนี้ขึ้นมา ก็เป็นเพราะว่าไลฟ์สไตล์ของคนญี่ปุ่นนั้น จะเน้นหนักไปที่การทำงาน บางคนทำงานมากกว่า 12 ชั่วโมงต่อวัน และมีภาวะความเครียดสูงมาก จึงประสบกับภาวะหลับยาก เพื่อเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ทางโคคาโคล่าเลยคิดค้นสูตรผสมที่ทำให้เราหลับสบายมากยิ่งขึ้น ก็มาจากการผสมสารอาหารสำคัญที่เรียกว่า L-Theanine และ กรดอะมิโน ซึ่งเชื่อว่าสามารถช่วยลดภาวะความเครียด และคลายกังวลได้ อีกทั้งยังช่วยให้เราดูสดชื่นแจ่มใสมากขึ้น ในเช้าวันถัดไปขึ้นมานั่นเอง

ต่อไป ถ้าเกิดอาการเจ็ทแลคตอนบินไปญี่ปุ่นแล้วนอนไม่หลับ ก็อย่าลืมไปแวะหา Glaceau Sleep Water ตามร้านค้าสะดวกซื้อมาดื่มกันสักขวดก่อนนอนดูล่ะ รับรองว่าหลับเต็มตื่น มีแรงเที่ยววันต่อไปอย่างแน่นอน

 

แหล่งที่มาและภาพประกอบ: http://www.odditycentral.com/funny/coca-cola-japan-launches-sleep-water-it-claims-could-help-you-sleep-better.html



F.I.T Fair งานเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง 2017

“งานเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง 2017” Visit Japan F.I.T. Travel Fair 2017

จัดโดย   องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) 

ในวันที่ 22 – 24 กันยายน 2560

ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ชั้น 5

ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น.

อย่ารอช้า!! ภายในงานพบกับกิจกรรมมากมายสำหรับผู้ที่สนใจเดินทางไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ได้แก่...

・การจำหน่ายแพ็คเกจเที่ยวอิสระ ตั๋วเครื่องบิน ที่พัก บัตรรถไฟแบบเหมาจ่ายใบเดียว บัตรเข้าสวนสนุก และบัตรสุดคุ้มอื่นๆ ในราคาพิเศษ เป็นต้น รวมทั้งจำหน่ายสินค้าทัวร์ไปญี่ปุ่นอีกด้วย ทั้งนี้เป็นการออกบูธโดยผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั้งจากญี่ปุ่นและจากไทย เช่น บริษัททัวร์ชั้นนำ โรงแรม และสายการบิน รวมทั้งสิ้นมากกว่า  100 บูธ

・การแจกเอกสารและการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นที่บูธของ JNTO และที่บูธจากจังหวัดต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่นที่มาเข้าร่วมงาน

・ชมมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังแสดง และ ร่วมพูดคุยถึงประสบการณ์ในการเดินทางท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น บนเวที

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมายที่คุณสามารถร่วมสนุกเพื่อลุ้นรับของที่ระลึกกลับบ้านอีกด้วย

Comments Off on F.I.T Fair งานเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง 2017


บินเดี่ยว เที่ยวญี่ปุ่น – ไป “โอซาก้า” คนเดียว ไม่ง้อทัวร์

อยากไปญี่ปุ่น แต่ไม่มีคนไปด้วย เอาไงดี? หลายคนคงมีคำถามนี้บ่อยๆ โสดไม่รู้จะไปยังไง เพื่อนก็เทเราหมด นกในนก

แต่ ฮัลโหล... สมัยนี้ สายสตรองคือผู้อยู่รอดเท่านั้นค่ะ  ญี่ปุ่นน่ะเป็นประเทศที่ลุยเดี่ยวเที่ยวเอง สบายใจ ปลอดภัยหายห่วง ยิ่งไปคนเดียวก็ยิ่งชิลล์ จะขยับตัวไปไหนก็คล่อง อยากกินอะไรก็ไม่ต้องมีคนขัด แถมการเดินทางก็ง่าย จะถ่ายรูปนานแค่ไหนก็ไม่มีใครบ่น อีกทั้งสถานที่น่าสนใจมีให้เลือกเที่ยวเป็นจำนวนมาก จะไปแถบคันโต คันไซ หรือคิวชู ที่ไหนก็ดี้ดี

ซึ่งครั้งนี้ wom japan ขออาสาพาเพื่อนๆ ไปเที่ยวโอซาก้าแบบฉบับไปเที่ยวคนเดียว ให้โลกรู้กันเลยว่า แล้วไงใครแคร์

 

เริ่มกันด้วยการเดินทางจากกรุงเทพฯไปลงที่สนามบินคันไซ (KIX) ซึ่งมีหลากหลายสายการบินทั้ง Full Service และ Low Cost ที่บินจากกรุงเทพฯไปสนามบินคันไซ ให้เลือกบินกัน ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมงครึ่ง

วิธีซื้อตั๋วเครื่องบินที่ได้ราคาดีที่สุดแนะนำให้ซื้อผ่าน Traveloka เพราะนอกจากจะได้ตั๋วราคาดีแล้ว การใช้งานก็สะดวก เพราะเขาเปรียบเทียบราคาแต่ละสายการบินให้เห็นกันชัดๆ และยังสามารถซื้อตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นได้แม้ไม่มีบัตรเครดิต                                              

เอาหล่ะ พอเราถึงสนามบินคันไซ ก็มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองโอซาก้าโดยรถไฟด่วนพิเศษ HARUKA เพียงแค่ 30 นาที หรือหากใครจะเลือกนั่งรถบัสที่มีบริการตลอดทั้งวันก็ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง

ใครที่ไปเที่ยวคนเดียวก็เหมาะมากที่จะพักโรงแรมแคปซูลหรือโฮสเทล มีให้เลือกหลากหลายสไตล์ในราคาย่อมเยา บางทีอาจได้เพื่อนใหม่หลากหลายชาติ หรือเพื่อนร่วมเดินทางด้วยก็ได้นะ

และโรงแรมที่เราไปพักในครั้งนี้คือ First Cabin Midousuji-Namba  ด้วยราคาที่สบายกระเป๋า สามารถเดินจากสถานีรถไฟฟ้านัมบะแค่ 5 นาที  แถมยังมีอ่างน้ำให้แช่กันสบายๆ อีกด้วย สามารถเลือกจองที่พักกับ Traveloka ได้ตรงนี้เลย

Dotonburi

เริ่มทริปด้วย ย่านโดทงโบริ แลนด์มาร์คของโอซาก้าที่ไม่ว่าจะมาเดินเล่น ชอปปิ้ง หาอะไรกิน จะมากลางวันหรือกลางคืนก็ไม่มีผิดหวังจริงๆ  (ขอบอกว่ากลางคืนจะคึกคักยึกยักกว่ามาก) และไม่ว่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหรือคนญี่ปุ่นเองที่มาเยือนโอซาก้า ก็พลาดไม่ได้ที่จะมาทำท่าชูมือ กระโดดขาหย่องแชะภาพคู่กับคุณ Glico Man  หรือใครจะโรแมนติกเดินชมแสงสีเพลินๆ ไปจนถึงสะพานนิปปงบาชิได้เลยนะ จะไปก็รีบไปนะ เพราะร้านค้าจะเริ่มปิดกันตอนประมาณสี่ทุ่ม

Osaka Castle

ปราสาทโอซาก้า”  อีกหนึ่งสถานที่สำคัญของโอซาก้าที่ห้ามพลาด ยิ่งถ้าหากมาในช่วงเดือนเมษายนนั้น แถบปราสาทโอซาก้าจะมีต้นซากุระถึง 600 ต้น บานสะพรั่งกันงดงามเต็มไปหมด มาคนเดียวก็อาจเปลี่ยวเหงานิดหน่อย เพราะคนญี่ปุ่นมักจะมาเป็นคู่ นั่งเดทกันใต้ต้นซากุระ เห็นแล้วอาจจะเจ็บหัวใจ ดั่งไฟสุมทรวงก็ได้นะ

Kaiyukan Aquarium

 พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยุคัง จะไม่เหมาะกับมาคนเดียวได้อย่างไร เพราะอยากจะหยุดยืนดูปลาฉลามวาฬไฮไลท์ของที่นี่ในแทงค์มหาสมุทรแปซิฟิค นานเท่าไหร่ก็ยืนดูได้แบบไม่ต้องรีบ จะคุยกับเจ้านาก เจ้าเพนกวินผ่านตู้กระจกด้วยเสียงสาม หรือถ่ายรูปจนฉ่ำยังไงก็ได้ เห็นไหมล่ะ บอกแล้วว่ามาคนเดียวดีกว่าเป็นไหนๆ ค่าเข้าก็ไม่แพงเมื่อเทียบกับสิ่งที่จะได้สัมผัสด้านในพิพิธภัณฑ์

Universal Studios Japan

USJ ไปคนเดียวก็มันส์ได้จริงๆ นะ (แค่อาจจะต้องมีสกิลความอโลนสูงหน่อย) แต่ขอบอกว่าไปคนเดียวยิ่งดี เพราะว่ามีแถว Single Rider อยู่ สามารถไปต่อแถวขึ้นเครื่องเล่นได้เร็วกว่าแถวปกติอยู่หลายเท่า และเครื่องเล่นที่เจ๋งจนต้องอ้าปากร้องหู้วว พลาดไม่ได้ ก็เห็นจะเป็นสไปเดอร์แมน และ The Wizarding World of Harry Potter™  ที่เหล่ามักเกิ้ลทั้งหลายจะได้ไปเดินเล่นในหมู่บ้านฮอกส์มี้ดและสัมผัสโลกเวทมนต์ในปราสาทฮอควอตส์

Nara Town

ลองออกมานอกโอซาก้าที่สามารถไปเช้า-เย็นกลับกันได้บ้าง ซึ่งใกล้ๆ โอซาก้านั้นจะมีสถานที่น่าสนใจอีกมากมาย ที่แรกที่อยากแนะนำคือ เมืองนารา โดยสามารถเดินทางได้ผ่าน JR Yamatoji Line ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เมื่อเดินทางมาถึงก็สามารถไปชม วัดโทไดจิที่โด่งดังในนารา เพราะทั้งตัววัดเองและบริเวณสวนข้างๆ มีกวางให้ชมเต็มไปหมด ไปคนเดียวก็สามารถไปให้อาหารกวาง เซลฟี่คู่กวางกี่ล้านรอบก็ได้ไม่มีใครว่า มีเวลาเหลือก็ไปเดินเล่นที่ พระราชวังเฮโจ ซึ่งเป็นพระราชวังที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก มาทีเดียวต้องเที่ยวให้คุ้ม

ญี่ปุ่นนี้เรียกได้ว่าเป็นเมืองมินิมอล เรียบๆ ง่ายๆ ที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการจะหัดเที่ยวคนเดียวเป็นครั้งแรก เพราะคนญี่ปุ่นนั้นใจดี มีมารยาท และหากเราต้องการความช่วยเหลือถึงแม้เขาจะพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ ก็จะพยายามอย่างมากในการช่วยเหลือเรา เรียกได้ว่าเป็นเมือง Tourist Friendly จริงๆ ใครจะไปก็อย่าลืมเข้าไปดูตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่น และที่พักโอซาก้ากับ Traveloka หละ รับรองว่าราคาดีโดนใจไม่ผิดหวังแน่นอน



โซโล่ญี่ปุ่นครั้งแรก..เอาไงดี?! เทคนิคการเตรียมตัวสำหรับสาวๆมือใหม่ที่กำลังจะไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง

ญี่ปุ่นถือว่าเป็นอีกจุดหมายปลายทางหนึ่งที่หลายคนอยากไปเยือน และความใฝ่ฝันของผู้หญิงหลายคนอย่างหนึ่งคือการได้ออกไปเที่ยวคนเดียว ไหนๆก็มีโอกาสแล้ว อย่าปล่อยให้หลุดลอยไปค่ะ
ก่อนจะออกไปเที่ยวกันครั้งนี้เลยอยากจะแชร์เทคนิคไว้ให้สาวๆได้เตรียมตัวกันสักนิดเพื่อเป็นแนวทางกันสักหน่อยดีกว่า

เลือก Flight บินให้ถึงญี่ปุ่นตอนเช้า:

ใครที่เดินทางไปญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก แม้ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความปลอดภัยแต่ก็ประมาทไม่ได้ เวลาเลือกตั๋วเครื่องบิน แนะนำว่าให้เลือกเที่ยวบินที่เดินทางไปถึงญี่ปุ่นในเวลาเช้า เพราะนอกจากจะช่วยประหยัดเรื่องค่าที่พักไปหนึ่งคืนแล้ว ยังไม่ต้องกังวลกับการกลัวการตกรถที่จะนั่งเข้าเมืองไปหาที่พักในช่วงกลางคืนอีกด้วยนะ

ที่พักต้องไม่เปลี่ยว:

จริงๆเรื่องของที่พักนี่แล้วแต่คนชอบ บ้างคนชอบที่อยู่ใกล้แหล่งช้อปปิ้ง บางคนชอบแหล่งที่เดินทางสะดวก แต่ไม่ว่าจะเลือกพักที่หนึ่ง อันดับแรกสำหรับนักเดินทางที่เป็นผู้หญิงที่ควรจะให้ความสำคัญคือ "เข้าออกต้องไม่เปลี่ยว" เข้าออกในที่นี้หมายถึง แม้เราจะกลับเข้าที่พักในเวลาดึกแค่ไหน ต้องไม่มืดและดูน่ากลัวจนเกินไป อาจจะจริงที่ว่าที่พักที่อยู่ไกลจะสถานีอาจจะถูกกว่า แต่หากต้องเดินเท้าไกลๆ เข้าซอยเปลี่ยวเกินไปก็ไม่ควรเสี่ยง
เพิ่มเงินอีกสักนิดแลกกับความสบายใจและความปลอดภัยดีกว่านะ

ฝึกภาษาก่อนไป:

หัดภาษาไว้นิดหน่อยก็ยังดี โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่คนส่วนใหญ่สื่อสารด้วยภาษาอังกฤษไม่ค่อยคล่อง คำที่ควรจดจำไว้บ้าง เช่น คำทักทาย ขอโทษ ขอบคุณ หรือประโยคสั้นๆอย่าง "ห้องน้ำไปทางไหน" ไว้ใช้ในยามขับขัน
แต่อยากให้ทำใจว่า หากเราถามเป็นภาษาญี่ปุ่นออกไปเพียงไม่กี่คำ คนญี่ปุ่นจะคิดว่าเราเข้าใจจากนั้นก็รัวภาษาญี่ปุ่นกลับมาชุดใหญ่ ถึงตอนนั้นคงต้องเอาตัวรอดด้วยภาษามือแล้วหล่ะ

อย่าพึ่งดวงมากเกินไป:

ก่อนเดินทางควรให้ความสำคัญกับการหาข้อมูลเล็กๆน้อยๆ เช่น พยากรณ์อากาศ วันและเวลาเปิดปิดของสถานที่เราจะเดินทางไป คงไม่ดีแน่หากเดินทางไปถึงแล้วเมฆครื้มพายุเข้า หรือร้านปิด โอกาสที่จะได้มาเยือนไม่ได้มีบ่อยครั้ง หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมาอาจจะทำให้หมดสนุกได้ไปทั้งวัน ก่อนจะพึ่งเรื่องดวงควรพึงพาตัวเองด้วยการเตรียมข้อมูลเสียก่อน จะได้ไม่เสียใจภายหลังนะจ้ะ

พกเงินสดติดตัวไว้บ้าง:

การเตรียมเงินสดให้พร้อมก็เป็นเรื่องสำคัญ หากเกิดเหตุขับคันเมื่อเดินทางคนเดียวไม่สามารถพึ่งพาใครได้ เพราะไม่ใช่ทุกที่ในญี่ปุ่นทีพร้อมสำหรับบัตรเครดิต เตรียมเงินสดไปดีกว่า เหลือมาดีกว่าขาด
แต่ต้องไม่ลืมที่จะพกเงินติดไว้กับตัว กระเป๋าลับ หรือเก็บในที่ๆปลอดภัย หลีกเลี่ยงต่อการให้คนอื่นเห็นที่เก็บเงินของเราด้วยล่ะ

สุขภาพก็เป็นเรื่องสำคัญ:

การเจ็บป่วยในทริปจะทำให้ความสนุกในการทางเที่ยวลดลงไปทันที ก่อนเดินทางสาวๆควรฟิตซ้อมร่างกาย เตรียมยาติดตัวไปด้วย ทั้งยาประจำตัวและยาสามัญทั่วไปสำหรับความเจ็บป่วยขึ้นได้ระหว่างการเดินทาง เช่น ยาแก้ปวด ยาแก้ท้องเสีย ยานวดคลายปวดกล้ามเนื้อ เป็นต้น เพราะในบางประเทศการซื้อยาในร้านขายยาเป็นเรื่องยุ่งยาก ทั้งอุปสรรคด้านภาษา หรือในบางที่เภสัชก็ไม่จ่ายยาให้ถ้าไม่มีใบสั่งแพทย์
นอกจากนี้ทำประกันการเดินทางก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง หากเจ็บป่วยรุนแรงหรือฉุกเฉินขึ้นมาจะได้อุ่นใจ กันไว้ดีกว่าแก้เสมอ



แนะนำสถานที่ชมดอกวิสทีเรียและอุโมงค์ดอกไม้แสนสวยต้อนรับฤดูใบไม้ผลิที่กำลังมา

   ดอกวิสทีเรีย (Wisteria) หรือภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า "ดอกฟุจิ" มีลักษณะเป็นดอกไม้เล็กๆ จำนวนมากรวมตัวกันเป็นพวงระย้า มีสีม่วง ชมพู และขาว บานสะพรั่งเต็มที่หลังสิ้นสุดฤดูกาลของดอกซากุระในช่วงตั้งแต่เดือนเมษายนไปจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม ซึ่งตรงกับสงกรานต์บ้านเรา ใครจะแวะไปเที่ยวญี่ปุ่นช่วงนั้นเนื่องจากหยุดยาวพอดี ลองแวะไปเที่ยวดูนะ ซึ่งจะว่าไปแล้วมีสถานที่มากมายที่สามารถชมดอกวิสทีเรียสวยๆ ได้หลายแห่งไม่ว่าจะเป็น เท็นโนงะวะปาร์ค,วัดเบียคุโกจิ,สวนโยโกะสึกะ โชบุ เอ็น แต่ครั้งนี้เราขอแนะนำท็อป 3 ลำดับแรก จะมีที่ไหนบ้างไปดูกันเลยค่ะ!

1. สวนดอกไม้ อาชิคางะ จังหวัดโทชิกิ

สวนดอกไม้ อาชิคางะ เป็นสวนที่ได้รับเลือกจาก CNN ให้เป็นหนึ่งใน 10 แหล่งท่องเที่ยวในฝันของโลกปี 2014 ที่นี่จะมีดอกไม้สวยๆ บานตลอดปี โดยช่วงกลางเดือนเมษายน - พฤษภาคม มีไฮไลท์อยู่ที่ อุโมงค์ต้นวิสทีเรีย และต้นวิสทีเรีย มากกว่า 350 พันธุ์ โดยเฉพาะต้นวิสทีเรียที่เก่าแก่ที่สุดของสวนนี้ มีอายุมากกว่า 130 ปี ยาวเกือบ 80 เมตร ชื่อว่า “Great Miracle Wisteria” ซึ่งจะเปิดจนถึงดึก มีการเปิดไฟส่องที่ดอก และต้นของวิสทีเรียด้วย ทำให้ได้บรรยากาศการชมที่แตกต่างออกไปจากตอนกลางวันอีก อยู่ที่จังหวัดโทชิกิ (เมืองอาชิคางะ ห่างจากโตเกียวประมาณ 2 ชั่วโมงเท่านั้น ใช้เวลาเดิน 13 นาที จากสถานี JR Tomita
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.ashikaga.co.jp/english/index.html

   2. ศาลเจ้าคะเมอิโดะ เท็นจิน จังหวัดโตเกียว

ศาลเจ้าคะเมอิโดะ เท็นจิน ศาลเจ้าเก่าแก่ที่ได้รับขนานนามว่าเป็นศาลเจ้าที่ดีที่สุดในโตเกียว โด่งดังในด้านวิว ทิวทัศน์ที่งดงาม โดยเฉพาะสะพานไทโคะบาชิ  ซึ่งเป็นสะพานโค้งสีแดงกลางสระน้ำ กับดอกวิสทีเรียสีม่วง เป็นจุดชมดอกวิสทีเรียชื่อดังเพียงแห่งเดียวของเมืองด้วยโดยจะออกดอกสีม่วงบานสะพรั่งในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม ของทุกปี และจะมีการจัดงาน เทศกาลชมดอกวิสทีเรีย ซึ่งจะมีการจัดไลท์อัพในตอนกลางคืนอีกด้วย และมีร้านของกินมาออกร้านมากมาย ให้ชิม ช็อปกันอย่างจุใจ สามารถเดิน 15 นาทีจากสถานี JR Kameido บนสาย Sobu หรือสถานี Subway Kinshicho บน Hanzomon Line

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : http://kameidotenjin.or.jp/

 

3. อุโมงค์ดอกวิสทีเรียที่สวนคาวาชิฟูจิ จังหวัดฟุกุโอกะ

อุโมงค์ดอกวิสทีเรียที่สวนคาวาชิฟูจิ เป็นหนึ่งใน “10 สุดยอดสถานที่วิวสวยที่สุดในโลก” ทำให้มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากมายในแต่ละปี ไฮไลท์คือ อุโมงค์ดอกวิสทีเรียจาก 22 สายพันธุ์ที่บานสะพรั่งเต็มพื้นที่กว้างใหญ่คลุมทางเดินยาวประมาณ 100 เมตร เพลิดเพลินไปกับการถ่ายภาพท่ามกลางกลิ่นหอมของดอกไม้ และธรรมชาติ จุดชมดอกไม้ก็มีหลากหลายไม่ว่าจะเป็นซุ้มโค้งครึ่งวงกลม และซุ้มสี่เหลี่ยมขนาดกว้าง รอบๆ จะมีม้านั่งให้นั่งชมดอกไม้อยู่หลายจุด สวนคาวาจิ ฟูจิ การ์เด้น เปิดให้เข้าชมปีละ 2 ช่วงฤดู คือ ฤดูชมดอกวิสทีเรีย (กลางเดือนเมษายน ถึงกลางเดือนพฤษภาคม) เวลา 9.00 น. -18.00 น. และฤดูชมใบไม้เปลี่ยนสี (กลางเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนธันวาคม) เวลา 9.00 น. -18.00 น.

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.gururich-kitaq.com/en/search/category/detail.php?id=40



รู้แล้วชีวิตจะง่ายขึ้น!! กับการวางแผนการเดินทางและท่องเที่ยวในญี่ปุ่น จากคู่มือท่องเที่ยวล่าสุด ปี 2018!!

            ญี่ปุ่นเป็นจุดหมายปลายทางต่อไปที่คุณตั้งใจจะไปท่องเที่ยวหรือไม่? คุณวางแผนการเดินทางไปแล้วหรือยัง? การวางแผนเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นอาจเป็นงานที่น่าวิตกจริงๆ หากคุณยังไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน
            เมื่อใดก็ตามที่ฉันวางแผนที่จะไปเที่ยวต่างประเทศ สิ่งแรกที่ฉันจะให้ความสำคัญจริงๆ คือ จะเดินทางจาก A ถึง Z ได้อย่างไร? นี่เป็นสิ่งที่คุณควรใส่ใจเช่นเดียวกันนะคะ การบินไปญี่ปุ่นมันง่ายมาก แต่หลังจากที่คุณผ่านสนามบินออกไปแล้ว นั้นแหละ!! ที่คุณต้องวางแผนให้ดีค่ะ

 

ภูเขาไฟฟูจิและทะเลสาบคาวางูจิในฤดูใบไม้ร่วง เครดิตภาพ: skyseeker at Flickr

ถ้าคุณไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นการเดินทางของคุณอย่างไร นี่เริ่มจะอันตรายแล้วละค่ะ มันไม่เพียงแต่จะฆ่าเวลาของคุณเท่านั้น แต่อาจทำให้คุณเสียเงินมากขึ้น นี้เป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้นะคะ!

แต่ถ้าคุณมีแผนท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบ สำหรับการเดินทางไปยังสถานที่ที่คุณตั้งใจจะไปจริงๆ ทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นไปตามที่คุณคาดหวัง นี่เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆเลยค่ะ! ดังนั้นคำแนะนำคือ คุณควรวางแผนการท่องเที่ยวของคุณล่วงหน้า วิธีที่จะทำให้แผนท่องเที่ยวลุล่วงไปทุกอย่างนั้น มันขึ้นอยู่กับหลายๆสิ่ง และในความเป็นจริง คุณต้องศึกษาหาข้อมูลมาก่อนด้วย วัฒนธรรมที่นั่นอาจจะแตกต่างกับที่คุณเคยพบเจออย่างสิ้นเชิง ดังนั้น ฉันจึงอยากแนะนำบางสิ่งที่จะทำให้การวางแผนท่องเที่ยวมันง่ายมากขึ้น!! ลองมาดูกันเลยค่ะ

1) ถามตัวเอง - คุณชอบกิจกรรมอะไรมากที่สุด?

ถึงแม้จะเป็นต้นฤดูใบไม้ผลิในญี่ปุ่น แต่ก็ยังเห็นภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะได้ เครดิตภาพ: Go Uryu ที่ Flickr

อย่าเพิ่งงงนะคะ เพราะนี่เป็นคำถามที่ถามทะลุเป้าตรงๆเลย เพื่อที่จะช่วยให้คุณก้าวไปสู่ขั้นต่อไปได้ง่ายขึ้น จริงๆแล้ว นี่ไม่ได้เกี่ยวกับการเลือกจุดหมายที่แน่นอนของคุณในดินแดนอาทิตย์อุทัย แต่ในขั้นตอนนี้ สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือความรักหรือความชอบของคุณ และงานอดิเรกหรือความสนใจเป็นพิเศษในงานเทศกาล เฟสติวัลและอีเว้นท์ต่างๆ

คุณต้องนึกไว้เสมอว่า ทุกปลายทางไม่เหมาะกับกิจกรรมทุกประเภท แม้ว่าญี่ปุ่นจะมี activity หรือกิจกรรมดีๆมากมายให้คุณได้ลองทำทั้งสี่ฤดู แต่! อย่าเพิ่งจำกัดตัวเองให้เข้าร่วมแค่กิจกรรมเดียว ญี่ปุ่นติดอันดับหนึ่งของโลก ของประเทศที่มีกิจกรรมให้คุณได้ทำนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะฤดูไหนก็ตาม เพราะฉะนั้น ไปเที่ยวตอนไหน ลองเช็คให้ดีค่ะ ว่ามีอะไรที่ดีๆ หรือที่ไหนสวยๆ ให้เราไปเยี่ยมชมบ้าง

2) ตอนนี้ก็ตัดสินใจว่าคุณจะไปที่ไหนบ้าง

ทุ่งลาเวนเดอร์ใน Furano ความงามในช่วงฤดูร้อนของฮอกไกโด! เครดิตภาพ: sii_side at Flickr

ฉันหวังว่าคุณจะตัดสินใจได้ว่าคุณจะทำอะไรที่ญี่ปุ่นจริงๆ ตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วละ ที่จะตัดสินใจว่าคุณต้องการไปที่ไหน หากคุณมีเลือดของนักปั่นจักรยานหรือนักปีนเขาอยู่ ก็จะต้องเลือกงานอดิเรกให้เข้ากับฤดูกาล แล้วคุณจะสามารถเลือกปลายทางที่ถูกต้องได้ ตัวอย่างเช่น การปีนเขาที่ฮอกไกโดในช่วงฤดูใบไม้ร่วง เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมเป็นอย่างยิ่ง สภาพอากาศและเส้นทางที่นั่น แทบจะไม่เห็นหิมะใดๆ ที่มาคอยขัดขวางให้ลำบากยิ่งขึ้น ไม่มีคำพูดใดๆที่จะมาอธิบายการปีนเขาที่ฮอกไกโดในช่วงนั้นได้ เพราะมันสวยเวอร์วังมากจริงๆ! นอกจากนี้ แถวนั้นก็ขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเลที่ทั้งสดและใหม่ รวมทั้งยังมีสกีรีสอร์ทที่สามารถทำกิจกรรมสันทนาการกลางแจ้งในช่วงฤดูหนาวได้อีกด้วย

วัดเจดีย์ห้าชั้นของเมืองโคฟุกุจิในนารา เครดิตภาพ: Roy Chan ที่ Flickr

หากคุณมีความสนใจเป็นพิเศษในด้านโบราณคดีและต้องการสำรวจวัดและศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศ มุ่งหน้าไปที่เกียวโตเลยค่ะ ในขณะที่ ถ้าคุณต้องการสูบธรรมชาติเข้ามายังจิตวิญญาณของคุณ การท่องเที่ยวสวนสาธารณะสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิมในโตเกียว มันก็เข้ากับคุณดีนะ!

และอีกหนึ่งซีเคร็ตเล็กๆที่อยากจะเปิดเผยที่นี่คือ นักปั่นจักรยานทุกคนมีโอกาสที่จะได้ปั่นไปทั่วญี่ปุ่นเลยนะ เพราะญี่ปุ่นมีเส้นทางการปั่นจักรยานที่ดีมาก เพื่อสร้างความประทับใจให้กับนักปั่นที่เดินทางมาจากทั่วโลก

3) คุณจะอยู่ที่นี่นานแค่ไหน?

 

Maiko 4 คนในเกียวโต เครดิตภาพ: Norio NAKAYAMA ที่ Flickr

ทุกคนมักจะมองหาแผนการการเที่ยวที่ประหยัดและเหมาะกับงบในกระเป๋า ใช่เลยค่ะ เรากำลังพูดถึงเรื่องเวลาและงบเที่ยวของคุณ ไม่ใช่แค่ญี่ปุ่นเท่านั้น! ก่อนที่คุณจะเดินทางไปที่ไหนสักแห่งทั่วโลก 2 สิ่งนี้มีความสำคัญมาก หากคุณเป็นเศรษฐีและเงินไม่ใช่ปัญหา ก็มั่นใจได้ว่า คุณจะมีทริปที่ดีมาก เพราะจริงๆแล้ว ยิ่งคุณอยู่ในญี่ปุ่นมากเท่าใด คุณก็จะสามารถสำรวจแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม วัฒนธรรม ผู้คน ธรรมชาติและประวัติศาสตร์ได้มากขึ้นเท่านั้น

ภูเขา Bandai และทะเลสาบ Inawashiro ในช่วงฤดูหนาว Fukushima เครดิตภาพ: นี่คือ Fukushima ที่ Flickr

คุณควรลองเขียนค่าใช้จ่ายที่เป็นไปได้ทั้งหมดที่ควรจะเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางไปญี่ปุ่นลงกระดาษ ถ้าคุณคิดว่าคุณยังมีเวลา 5-6 เดือนก่อนการเดินทาง คุณควรเริ่มประหยัดเงินได้แล้ว อย่างไรก็ตาม ควรตัดสินใจระยะเวลาทริปของคุณก่อน นี่จะช่วยให้คุณสามารถคำนวณงบประมาณการเดินทางทั้งหมดของคุณได้ ไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง?? คุณสามารถหาวิธีการเดินทางทั่วโลกที่จำกัดงบประมาณได้ที่ Google และดูรีวิวว่า แบ็คแพ็คเกอร์จัดการเรื่องนี้ได้อย่างไร ที่นั้นมีไอเดียมากมายที่ช่วยคุณประหยัดเงินได้แน่ๆ จำนวนเงินที่คุณเซฟได้ตรงนี้ คุณก็สามารถซื้อของที่ระลึกได้เพิ่ม ถ้าศึกษามาดี ก็มีชัยไปกว่าครึ่งนะคะ!

4) สมัครวีซ่าท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น

ซากุระบานในสวน Hama-Rikyu, Tokyo เครดิตภาพ: Wenjie, Zhang ที่ Flickr

หากคุณเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่น โปรดตรวจสอบว่าคุณมีหนังสือเดินทางที่ถูกต้องและยังคงใช้ได้ตลอดระยะเวลาที่คุณอยู่ การท่องเที่ยวระยะสั้นนั้น คนไทยไม่จำเป็นต้องใช้วีซ่าท่องเที่ยว แต่ถ้าคุณต้องการมากกว่านั้น คุณก็ต้องทำวีซ่าแล้วละค่ะ สามารถเช็คข้อมูลวีซ่าได้ที่เว็บนี้ http://www.mofa.go.jp/j_info/visit/visa/index.html

ประเทศที่ไม่ได้รับการยกเว้นวีซ่าและต้องการวีซ่าเพื่อเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นจะต้องยื่นขอวีซ่า คุณต้องให้เอกสารและข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมดที่ถูกต้อง รอจนกว่าคุณจะได้รับวีซ่า บางทีคุณอาจต้องแสดงตั๋วเครื่องบินและเอกสารการจองโรงแรมเมื่อยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยวด้วย ขอให้โชคดีนะคะ!

5) การวางแผนท่องเที่ยวแบบง่ายๆ มันก็เป็นอะไรที่ดีนะ

วิวกอไม้ไผ่สองข้างทาง ณ ภูเขา Arashi เกียวโต เครดิตภาพ: Casey Yee ที่ Flickr

เราแนะนำให้คุณวางแผนการเที่ยวโดยเลือกฤดูกาลด้วย ลองมาดูการจัดทริปเที่ยวฮอกไกโดช่วงฤดูร้อนกัน! อะไรนะ ไม่ดีหรอคะ?? ยังไงฉันก็จะคงวางแผนให้มันเรียบง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในช่วงฤดูร้อนของฮอกไกโดด้วย จากประสบการณ์แล้ว ฉันบอกคุณได้เลยว่า คุณไม่ต้องไปตามทริปแบบว่า "7 วัน การท่องเที่ยวญี่ปุ่น 7 วันสำหรับทริปโตเกียว, เกียวโต, นาราและ 1 สัปดาห์การเที่ยวเกียวโต" เส้นทางเหล่านี้ไม่ค่อยใช้ได้จริง ในเวลาเดียวกัน พวกเขาก็ทำให้คุณบรรลุเป้าหมายไม่ได้

การดูชมดอกไอริสใน Koishikawa Korakuen (สวนญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมในโตเกียว) เป็นสิ่งที่ต้องทำในช่วงฤดูร้อน เครดิตภาพ: Yoshikazu TAKADA ที่ Flickr

ความจริงแล้วมันก็อาจจะดีก็ได้ ถ้ากิจกรรมที่คุณอยากทำไม่ได้อยู่ในฤดูที่คุณไป แต่อย่าลืมว่า ไม่ว่าฤดูไหน ญี่ปุ่นก็มีกิจกรรมดีๆที่แตกต่างกัน ดังนั้น หากคุณหาวันลาช่วงไหนได้ ก็ควรจะพิจารณากิจกรรมตามฤดูนั้นๆ ฉันรู้มาว่าชมดอกบ๊วยบานที่โตเกียวมันน่าทึ่งและสวยงามมากกว่านาโกย่า ตอนนี้ คุณเข้าใจหรือยังว่าทำไมมันจึงสำคัญมาก? เช่นเดียวกัน คุณจะไปโอกินาว่าในช่วงฤดูหนาวไม่ได้ หากคุณไม่มีไกด์ไลน์ที่ถูกต้อง

6) จองเที่ยวบิน เช่ารถ หาที่พัก

ชินคันเซน Yamagata เครดิตภาพ: Yamaguchi Yoshiaki ที่ Flickr

ยินดีด้วยค่ะ!! ฉันหวังว่าคุณจะมีแผนการที่สมบูรณ์แบบในขณะนี้ ไม่ว่าคุณจะสร้างขึ้นเองหรือหาจากที่อื่นก็ได้ ขั้นตอนต่อไป คือ การจองเที่ยวบิน รถเช่าและห้องพักโรงแรมพร้อมกับการซื้อตั๋ว Japan Rail Pass โปรดจำไว้ว่า อย่าซื้อ JR pass ถ้าคุณเข้าพักไม่ถึง 7 วัน เว้นเสียแต่ว่าคุณจะอยู่ที่ญี่ปุ่น 7 วันหรือมากกว่านั้น และตั้งใจที่จะเดินทางไปยังสถานที่ไกลๆ ถ้าไม่ ก็ควรหลีกเลี่ยงนะคะ

ก่อนที่คุณจะจองเที่ยวบิน ขอให้คุณเช็คโปรโมชั่นของแต่ละสายการบินให้ดี นี่เป็นวิธีที่ดีในการประหยัดเงินสำหรับการเดินทางของคุณ เมื่อพูดถึงการจองห้องพักโรงแรมในญี่ปุ่น สิ่งแรกที่คุณควรพิจารณาคือ การจองล่วงหน้าและนโยบายการยกเลิก จะดีกว่าเสมอ ถ้าคุณจองห้องพักในโรงแรมที่ใกล้สถานีรถไฟ เพื่อให้คุณสามารถเดินเท้าได้อย่างง่ายดาย และช่วยประหยัดเงิน!

ฤดูใบไม้ผลิเป็นช่วงไฮซีซันในญี่ปุ่น ทุกๆปีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเพื่อเข้าร่วมเทศกาล Hanami (ชมดอกซากุระ) ในบางเมืองสำคัญ ๆ ในญี่ปุ่น เช่น โตเกียว โอซาก้า เกียวโต เซ็นได และนาโกย่า ก็ไม่ค่อยว่างที่จะรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้นบางครั้ง การได้ห้องพักก็เป็นเรื่องที่ยากมากที่จะจอง! เพื่อทำให้ปัญหานี้หมดไป ควรจองห้องพักล่วงหน้า 3 - 2 เดือน

สายการบิน Japan Airlines เครดิตภาพ: byeangel ที่ Flickr

ที่นั่นมีสถานที่ ที่มีความงามตามธรรมชาติกลางแจ้งมากมาย บางแห่งที่การคมนาคมไม่ค่อยดี คุณอาจต้องพึ่งรถเช่า บ่อยครั้งที่มีคนบอกว่า ความงามที่แท้จริงของประเทศญี่ปุ่นมันยากที่จะเข้าถึงและห่างไกลความเจริญ เช่น ฮอกไกโด ซึ่งเป็นสถานที่ ที่วิเศษมากในการค้นพบ ที่นั่นมีป่าตามธรรมชาติจริงๆที่ยังไม่เสื่อมโทรม เพื่อที่จะเพลิดเพลินไปกับความงามที่แท้จริง เช่น ฮอกไกโด คุณควรเริ่มขับรถเดินทางด้วยตนเอง และไปยังพื้นที่ห่างไกลหลายๆแห่ง

7) ซื้อประกันการเดินทาง

รูปปั้นใน Kamakura เครดิตภาพ: saeru ที่ Flickr

ถ้าคุณเป็นนักเดินทาง คุณจะรู้อยู่แล้วว่าประกันการเดินทางมันสำคัญมากแค่ไหน โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณได้ทำประกันดังกล่าวแล้ว โดยต้องครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาล การยกเลิกเที่ยวบิน กล้องพัง กระเป๋าหายและอื่น ๆ

เราไม่สามารถคาดเดาอนาคตได้ อาจมีสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น มันดีกว่าแน่นอนถ้าคุณซื้อประกันไว้ มีคนพลาดเรื่องนี้มานักต่อนัก สำหรับแบ็คแพ็คเกอร์ที่กำลังจะไปยังประเทศญี่ปุ่น เราขอแนะนำ World Nomads ซึ่งมีนโยบายการประกันที่ดีที่สุด

8) เก็บของ แพ็คกระเป๋า

สะพาน Shinkyo เหนือแม่น้ำ Daiya, Nikko เครดิตภาพ: Hardo Müller ที่ Flickr

บางคนอาจจะหวาดๆกับการแพ็คกระเป๋าเพื่อเดินทางไปต่างประเทศ แต่ฉันสามารถทำให้มันเป็นเรื่องง่ายสำหรับคุณ นี่คือเคล็ดลับในการแพ็คกระเป๋า 10 เคล็ดลับที่เป็นประโยชน์สำหรับการเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะช่วยให้คุณได้รับไอเดียบางอย่างเกี่ยวกับ "สิ่งที่ควรจัดเตรียมไว้สำหรับการเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น?" ลิงค์นี้เลยค่ะ 10 useful packing tips for a trip to Japan

หากคุณกำลังจะไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงฤดูหนาวโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเหนือ: เขต Tohoku และ Hokkaido ก็คงต้องแต่งตัวให้หนาเป็นพิเศษหน่อย

ฤดูร้อนในญี่ปุ่นทั้งร้อนและชื้น ยกเว้นฮอกไกโดและบางเมืองที่ตั้งอยู่ทางเหนือในภูมิภาค Tohoku ในช่วงฤดูฝน ฝนตกหนักมาก! อย่าลืมเว้นที่ว่างในกระเป๋าสำหรับใส่ร่มด้วย ฉันคิดว่าคุณรู้อยู่แล้วละ

ฤดูใบไม้ผลิและปลายฤดูใบไม้ร่วงอากาศอาจเย็นๆ แต่ไม่มีอะไรที่จะต้องกังวล พกเสื้อแจ็คเก็ตเบา ๆ ที่กันน้ำด้วย แต่คุณไม่จำเป็นต้องใส่แจ็คเก็ตหากเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิเต็มตัวแล้ว พกอุปกรณ์ที่จำเป็นกับการท่องเที่ยวและเงินสดไปด้วย อย่าพึ่งแต่บัตรเครดิต ฉันหมายถึงใช้ที่อื่นอาจได้ แต่ไม่ใช่ในทริปในญี่ปุ่นนี้

9) ค้นหาข้อมูลการท่องเที่ยวของประเทศญี่ปุ่น

วัด Koto - ส่วนหนึ่งของวัด Daitoku-ji, Kyoto เครดิตภาพ: Francesco Giordano ที่ Flickr

การอ่านประสบการณ์ของบล็อกเกอร์ผ่านบทความบนบล็อก และบทความที่เป็นประโยชน์ในนิตยสารการท่องเที่ยวญี่ปุ่น ช่วยให้คุณเข้าใจวิธีจัดการกับทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณพบในช่วงที่คุณไปเที่ยว คุณสามารถอ่านคู่มือท่องเที่ยวพิเศษของประเทศญี่ปุ่นเคล็ดลับการเดินทางที่ทันสมัย, สถานที่น่าสนใจ, คู่มือมารยาทในญี่ปุ่น เทศกาลและอื่น ๆ

ถ้าหากเป็นการเดินทางครั้งแรกของคุณ ควรอ่านบทความเกี่ยวกับทริปญี่ปุ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เรียนรู้คำและประโยคพื้นฐานของภาษาญี่ปุ่น นอกจากนี้ คุณต้องมีไกด์บุ๊คไว้สักเล่ม เอาไว้เช็คเผื่อลืมด้วย

10) อย่าท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องลองไปสัมผัสประสบการณ์กับทุกๆสิ่งที่คุณเจอ

ถนนโอซาก้าที่เต็มไปด้วยร้านอาหารและแหล่งช้อปปิ้ง เครดิตภาพ: Harald Johnsen ที่ Flickr

ทำตัวเหมือนอยู่ที่บ้าน สบาย ๆ เมื่อคุณอยู่ในญี่ปุ่น มีความถ่อมตนและความเคารพต่อผู้อื่น ฉันต้องบอกคุณว่าจะสนุกกับการเที่ยวที่ญี่ปุ่นได้อย่างไรไหม? ฉันคิดว่าไม่ต้องหรอก เพราะความรักและงานอดิเรกของคุณจะทำสิ่งนั้นเอง อย่างไรก็ตาม หากคุณไม่ว่าอะไร ฉันขอแชร์บางสิ่งที่ควรลองตรงนี้แล้วกัน ลิ้มรสอาหารพื้นเมือง หากชอบประวัติศาสตร์ให้มุ่งหน้าไปพิพิธภัณฑ์ ลองประสบการณ์การช็อปปิ้งที่ยอดเยี่ยม ผ่อนคลายในออนเซ็น ลองกิจกรรมกลางแจ้งตามฤดูกาล เช่น ชมวิวใบไม้เปลี่ยนสี ดูดอกซากุระ ชมการแสดงพลุในช่วงฤดูร้อน เล่นหิมะในฤดูหนาวและอื่นๆอีกมากมาย

ฉันหวังว่าคุณจะสนุกกับการอ่านบทความนี้ และเป็นประโยชน์กับคุณ อ่านจบแล้ว ก็ขอให้คุณได้สนุกสุดเหวี่ยงไปกับการท่องเที่ยวในญี่ปุุ่นนะคะ!!!

แหล่งที่มา : How to Plan a Trip to Japan | Travel Guide 2018

https://www.kyuhoshi.com/2016/11/19/how-to-plan-a-trip-to-japan/

 

สำหรับใครที่กำลังเริ่มต้นวางแผนเที่ยวโดยเฉพาะการไปเที่ยวครั้งแรก ลองอ่าน "5 วิธีเตรียมตัวไปญี่ปุ่นแบบรวดเดียวจบ" ได้เลย!

TRIP TOP TIP : 5 วิธีเตรียมตัวไปญี่ปุ่นแบบรวดเดียวจบ



เหล่าทาสเหมียวห้ามพลาด! 7 สถานที่ในเกียวโตที่สามารถท่องเที่ยวไปพร้อมๆ กับใกล้ชิดเหล่าน้องแมวได้อย่างจุใจ

สำหรับทาสแมวทั้งหลายที่ได้มีโอกาสมาเที่ยวญี่ปุ่นแต่ไม่ชอบหรือไม่อยากเข้าร้านคาเฟ่แมวก็ไม่ต้องห่วงค่ะ เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับสถานที่ที่สามารถใกล้ชิดกับเหล่าเหมียวๆ ตามธรรมชาติในเกียวโตให้ได้รู้จักกันค่ะ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น สถานที่ที่เหมียวๆ อยู่กันอาจจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล ยังไงก็เข้าใจความรู้สึกพวกเขากันหน่อยเนอะ

 

Umenomiya Taisha (梅宮大社)

ศาลเจ้านี้ได้ชื่อว่าเป็นศาลเจ้าแห่งแมวเหมียวเลยล่ะค่ะ สามารถเดินทางจากสถานีเกียวโตด้วยรถบัสไปทางอาราชิยามะประมาณ 40 นาที เป็นศาลเจ้าที่เหล่าคนรักแมวไปสักการะกันมากมาย เจ้าเหมียวพวกนี้เป็นของที่ศาลเจ้าเลี้ยงไว้เลยค่ะ บ้างก็จะนั่งๆ นอนๆ อยู่ตามหน้าต่างสำนักงานของศาลเจ้า แถมยังเชื่องสุดๆ เลย ถ้าไปที่นี่จะได้เจอน้องเหมียวแน่นอนค่ะ ถ้าจังหวะดีๆ หน่อยก็จะได้สัมผัสเหล่าแมวเหมียวแบบไพรเวทเลยล่ะ

 

Philosopher's Path (哲学の道)

คนไทยอาจจะรู้จักกันในชื่อเส้นทางสายนักปราชญ์หรือทางเดินนักปราชญ์ ตลอดเส้นทางเดินนี้จะมีเจ้าเหมียวเต็มไปหมดเลยค่ะ บ้างก็เชื่องกับผู้คน บ้างก็แค่เข้าใกล้ก็วิ่งหนี ถ้าโชคดีหน่อยเขาก็จะเข้ามาหาเราเองบ้าง อย่างไรก็ตาม จะเข้าใกล้หรือสัมผัสเจ้าเหมียวก็เช็คอารมณ์น้องๆ กันก่อนและระวังตัวเองด้วยนะคะ

Fushimi Inari Shrine (  伏見稲荷大社(稲荷山))

ศาลเจ้าที่เป็นหน้าเป็นตาอันดับหนึ่งของเมืองเกียวโตก็อาจจะเป็นอันดับหนึ่งที่มีเจ้าเหมียวมากที่สุดด้วยก็ได้นะ หากไปตอนเช้าๆ ที่ยังไม่ค่อยมีคนอาจจะได้เจอเยอะเลย ตอนที่มีคุณตามาให้อาหารนี่เดินตามกันเป็นขบวนเลย แต่สำหรับคนแปลกหน้าเขาอาจจะยังไม่กล้าให้เข้าใกล้เท่าไหร่ มีลูกแมวเล็กๆ ให้ได้เห็นกันด้วย ปีนเขากันเหนื่อยๆ ได้เห็นเจ้าเหมียวก็หายเป็นปลิดทิ้งกันเลยทีเดียว

Iwashimizu Hachimangu (石清水八幡宮)

เป็นศาลเจ้าเก่าแก่ที่โด่งดังในเรื่องของการปัดเป่าและปกป้องของญี่ปุ่นเลยล่ะค่ะ เช่นเดียวกับที่อื่นๆ หากมีแมวที่เชื่องก็ต้องมีที่ไม่เชื่องค่ะ บางทีใครโชคดีก็จะได้นั่งม้านั่งด้วยกันกับเจ้าเหมียวด้วยนะ ถึงจะแอบไปลูบตัวตอนหลับอยู่ก็ไม่ตื่นแล้วหนีไปไหนเลย

 

Maruyama Park (円山公園)

สวนสาธารณะแห่งนี้อยู่ติดกับศาลเจ้ายาซากะเลยค่ะ เป็นที่ที่สวยงามทั้งฤดูซากุระและใบไม้แดงเลยล่ะ เหมือนว่าที่นี่จะไม่ค่อยเจอได้ง่ายๆ ใครได้เจอก็โชคดีจริงๆ เลยค่ะ (ตอนเราไปก็ได้เจอสองตัวเลยนะ น้องเหมือนจะเดินมาหาแต่ก็แอบกลัวๆ สุดท้ายเลยมองกันอยู่ห่างๆ มีคนญี่ปุ่นที่เดินหาน้องแมวด้วย พอเจอแล้วก็ดีใจกันใหญ่เลย) ใครมีโอกาสได้ไปก็ลองตามหาน้องแมวกันดูนะคะ

 

Shogunzuka (将軍塚青龍殿)

Photo Credit : https://kyotrip.jp/event/shogunzuka-light-up-autumn2016/

เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ ที่สามารถมองเห็นวิวเมืองเกียวโตได้ทั้งเมืองเลยค่ะ ช่วงที่จัด light up นี่โรแมนติกสุดๆ จนอยากรีบหาแฟนแล้วพาไปด้วยกันเลย แต่สถานที่ที่จะได้เจอน้องแมวไม่ใช่ในนี้ แต่เป็นบริเวณลานจอดรถค่ะ จะไปหาน้องแมวแล้วแวะไปดูวิว หรือไปดูวิวแล้วแวะไปหาน้องแมวก็แล้วแต่ความชอบเลยค่า

 

Umekoji Park (梅小路公園)

Photo Credit : https://ja.wikipedia.org/wiki/

สวนสาธารณะแห่งนี้อยู่ข้างสถานีเกียวโตซึ่งเป็นศูนย์กลางการเดินทางในเมืองเลยก็ว่าได้ เพราะฉะนั้นเดินทางไปได้ง่ายๆ เลยค่ะ มีเหมียวๆ ให้เห็นอยู่บ้างแต่ว่าทั้งหมดมีอยู่กี่ตัวก็ไม่ทราบเหมือนกัน ใครไปแล้วเจอก็มาแชร์กันบ้างนะคะ

 

แหล่งที่มา : http://fox-trip.com/kyoto_cats_spot/



คัดมาให้แล้ว! 7 ไอศกรีมญี่ปุ่นเฉพาะท้องถิ่นที่มาแล้วต้องลองชิมดับร้อนสักครั้ง!

สายของหวานอย่างเรา ถ้าเวลาไปเที่ยวญี่ปุ่นจะกินแต่อาหารคาวก็ดูจะไม่ตรงคอนเซ็ปต์ใช่ไหมคะ ที่ญี่ปุ่นก็เป็นอีกที่หนึ่งที่มักจะมีอาหารรสชาติใหม่ๆ หรือมีความแปลกเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวออกมาให้นักชิมได้ลองกันอยู่บ่อยๆ วันนี้จะมาแนะนำ “ไอศกรีม 7 แบบประจำท้องถิ่นต่างๆ ของญี่ปุ่น” บางอันอาจจะมีรสชาติไม่แปลกมาก แต่ก็หาชิมได้เฉพาะที่นั้นๆ ที่เดียวในญี่ปุ่น สายของหวานเตรียมจดในลิสต์ไว้ชิมกันได้เลยค่ะ

1. ไอศกรีมซอสโชยุ จากอะกิตะ

(Akita Soy Sauce Ice Cream - 醤油あいす)

pic : http://iyec.omni7.jp/detail/4580166780405

ไอศกรีมรสซอสโชยุจากบริษัท Ando Jyozo Brewery ผู้ผลิต และจำหน่ายซอสมิโสะ ซอสถั่วเหลือง รวมทั้งของดองชื่อดังของอะกิตะ ตัวไอศกรีมมีรสชาติ และสีซอสโชยุแบบจางๆ รสชาติหวานๆ เค็มๆ คล้ายคาราเมล (ราคาถ้วยละ 320 เยน แบบรวมภาษี) นอกจากแบบเป็นถ้วยแล้ว ยังมีแบบเป็นซอฟท์ครีมรสโชยุอีกด้วยนะ ใครมาอะกิตะลองหาชิมได้นะคะ

pic : https://tabelog.com/en/ishikawa/A1701/A170101/17009185/

2. ไอศกรีมถั่วแระญี่ปุ่น จากยามางะตะ

(Yamagata Dadachamame Ice Cream - だだちゃ豆アイス)

pic : https://fresh.lawson.jp/goods/79820

ไอศกรีมรสถั่วแระญี่ปุ่น จากยามางะตะ ใช้ถั่ว Dadachamame จะเป็นถั่วพันธุ์ใหญ่กว่าถั่วแระญี่ปุ่นทั่วไป หรือที่เรียกว่า Edamame ค่ะ มีขายทั่วไปตามสถานที่ต่างๆ ในยามางะตะ ถ้าอ่านตามรีวิวของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ จะบอกว่ารสนี้อร่อย และมีกลิ่นหอมน่าทาน ถ้าได้ไปก็ต้องลองชิมสักหน่อยเนอะ (ราคาถ้วยละ 270 เยน แบบรวมภาษีแล้ว)

3. ไอศกรีม Yokohama Bashamichi แบบโบราณ จากโยโกฮาม่า

(Yokohama Bashamichi Ice Cream - 横濱馬車道アイス)

pic : http://www.yokohamajapan.com/things-to-do/T04.php

ถ้าใครได้มาโยโกฮาม่า เชื่อว่า “โกดังอิฐแดง” หรือ “Yokohama Red Brick Warehouse” จะต้องเป็นสถานที่หนึ่งในลิสท์ที่จะต้องมาเยือนแน่ๆ ที่นี่มีขายไอศกรีมแบบดั้งเดิมด้วยค่ะ เนื่องจากโยโกฮาม่าเป็นแหล่งกำเนิดของไอศกรีมของญี่ปุ่นมาตั้งแต่โบราณ ไอศกรีม Yokohama Bashamichi นี้จึงเป็นไอศกรีมที่ผลิตแบบโบราณ คือใช้เพียงไข่ นม และน้ำตาลเท่านั้น ด้านบนเป็นแป้งกรุบกรอบปิดอยู่ ถ้าเปิดออกมาก็จะเป็นซอฟท์ครีม เวลาทานจะเปิดแป้งออกมาก่อน หรือเจาะลงไปทานทั้งแป้งนั้นเลยก็จะได้ความอร่อยแบบกรุบกรอบไปอีกแบบค่ะ (ราคาถ้วยละ 330 เยน แบบรวมภาษีแล้ว)

pic : http://www.yokohamajapan.com/things-to-do/detail.php?id=148

4. ไอศกรีมรสซานุกิอุด้ง จากคางาวะ

(Kagawa Sanuki Udon Ice Cream - 讃岐うどんアイス)

 

pic : https://tabelog.com/kagawa/A3702/A370202/37000859/dtlrvwlst/B112942884/

คางาวะก็เป็นที่หนึ่งในญี่ปุ่นที่ดังในเรื่องของ “อุด้ง” อาหารจานโปรดของหลายๆ คน แต่ถ้าหากว่าอยู่ในรูปแบบของไอศกรีมล่ะ! หลายคนแนะนำมาว่าถ้าอยากลองชิมไอศกรีมรส “ซานุกิอุด้ง” อาหารขึ้นชื่อของคางาวะ ต้องร้านที่สถานี Takinomiya Road Station ค่ะ ถึงจะได้รสชาติความแปลกแบบอร่อย อยากรู้ต้องลอง! (ราคาโคนละ 200 เยน แบบรวมภาษีแล้ว) ตอนทานต้องนึกถึงหน้าตา “ซานุกิอุด้ง” ไปด้วยนะคะ จะได้ถึงรสชาติที่กลมกล่อม

pic : http://cssnite.webridge-kagawa.com/vol1/archives/178

5. ไอศกรีมหอยนางรมทอดกรอบ จากโอะกะยะมะ

(Okayama Kaki Fried Soft - カキフライソフト)

pic : https://www.travel.co.jp/guide/article/24423/

สำหรับที่โอะกะยะมะ ตัวไอศกรีมอาจจะไม่แปลก แต่มาแปลกตรงท็อปปิ้งด้านบนนี่ล่ะ! สำหรับซอฟท์ครีมของโอะกะยะมะหรือที่เรียกว่า “Kaki Fried Soft” นั้นก็เป็นเหมือนไอศกรีมแบบซอฟท์ครีมทั่วไป แต่จะมีการโปะ “หอยนางรมชุบแป้งทอด” ไว้ด้านข้างพร้อมราดด้วยซอสโชยุ เป็นเมนูที่หลายๆ คนที่มาโอะกะยะมะต้องลองชิมค่ะ ไม่งั้นอาจเหมือนมาไม่ถึงที่นี่เลยก็ว่าได้! (ราคาโคนละ 200 เยน แบบรวมภาษีแล้ว)

6. น้ำแข็งไสแบบถุง จากฟุคุโอะกะ

(Fukuoka Fukuro Kori - 袋氷)

pic : https://mognavi.jp/news/tabekurabe/48177/

ของหวานดับร้อนของฟุกุโอะกะต้องแบบนี้เลย “น้ำแข็งไสแบบถุง” ให้ความรู้สึกที่ย้อนยุคมาก เหมือนได้กลับไปกินของหวานช่วงหน้าร้อนสมัยเด็กๆ เลยล่ะค่ะ แถมยังมีหลายรสชาติ ราคาก็ถูกแสนถูก (ถุงละ 70 เยน รวมภาษีแล้ว) เวลาจะทานก็ง่ายมาก เทใส่ถ้วยแล้วใส่นมข้นหวานหรือท็อปปิ้งตามใจชอบได้เลยค่ะ ถ้าเจอตามร้านจะมีหลายยี่ห้อเลย หน้าตาคล้ายๆ กันหมด

7. ไอศกรีม Blue Seal จากโอกินาว่า

(Blue Seal Ice Cream - ブルーシールアイス)

pic : http://www.ice-tengoku.com/syohin/blueseal002.html

ร้านไอศกรีมชื่อดังของโอกินาว่าที่มีประเทศแม่อยู่ที่สหรัฐอเมริกา โดยเป็นของบริษัทนม และไอศกรีมชื่อดังอย่าง “โฟร์โมสท์” นั่นเอง! มีรสชาติให้เลือกมากกว่า 30 รส ทั้งแบบไอศกรีมทั่วไป เช่น วานิลลา ช็อกโกแลต ซานฟรานซิสโกมิ้นท์ช็อกโกแลต มะม่วง มันม่วง หรือรสชาติที่ทำมาจากผลผลิตจากโอกินาว่าโดยเฉพาะ เช่น รสชีสเค้กโอกินาว่า เชอร์เบทโอกินาว่า อ้อย มันแดงโอกินาว่า และซุปเกลือ แถมมีออกรสชาติแบบลิมิเต็ดเฉพาะช่วงต่างๆ ด้วย ใครได้ไปโอกินาว่าลองไปชิมกันได้นะคะ รับรองอร่อยถูกปากอย่างแน่นอน (ขนาดปกติ 330 เยน รวมภาษีแล้ว)

pic : https://www.oki-islandguide.com/food_and_drink/blue-seal-main-store

แหล่งที่มาข้อมูล : https://macaro-ni.jp/42685



เห็น 3 ร้านนี้ต้องรีบเข้า ! Accessory shop ในญี่ปุ่นสุดคาวาอี้ในราคาเริ่มต้นเพียง 300¥ !!

สาวๆ คนไหนมาเที่ยวญี่ปุ่นที่ถือเป็นหนึ่งในเมืองแฟชั่นแห่งเอเชียแบบนี้ เดินไปทางไหนก็เจอแต่สาวญี่ปุ่นที่แต่งตัวดูดีกันทั้งนั้นเลย แล้วอย่างนี้สาวไทยอย่างพวกเราจะยอมแพ้ได้ยังไงล่ะคะ เสื้อผ้าหน้าผมต้องจัดเต็ม มี Accessory อะไรก็มิกซ์แอนด์แมทช์กันให้เต็มที่เอาให้กลมกลืนเป็นสาวญี่ปุ่นกันไปเลยค่ะ แต่ๆๆ...นอกจากเราจะใส่เสื้อผ้าและแต่งเมคอัพคาวาอี้แบบเขาแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สาวญี่ปุ่นเขาก็ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือ เครื่องประดับค่ะ แถมสาวๆ ประเทศนี้เขาก็มีขุมทรัพย์เครื่องประดับถูกๆ กันเพียบ เริ่มต้นที่ราคา 300 เยน ( 90 บาท ) มาค่ะ ! วันนี้เราก็มีลายแทงมาบอก ใครเห็น 3 ร้านนี้แล้วรีบวิ่งเข้าไปให้ไวเลยนะ ><

:: Lattice ::

มาเริ่มร้านแรกกันด้วยร้าน Lattice (แลทไทซ์) บอกเลยว่าเป็นหนึ่งในร้านในดวงใจที่ Haruna_SP ชอบเพราะเขาไม่ได้มีแค่เครื่องประดับอย่างเดียวนะ มีพวกหมวก กระเป๋า ผ้าพันคอฟรุ้งฟริ้ง น่ารักๆ เต็มไปหมดเลย อยากได้อะไรอย่าเพิ่งไปหาตามที่แพงๆ แนะนำให้พุ่งตัวมาร้านนี้ก่อนเป็นอันดับแรกค่ะ

เครื่องประดับชิ้นเล็กๆ อย่างต่างหู แหวน กำไล ฯลฯ ทุกชิ้นจะราคา 300 เยนค่ะ (ไม่รวมภาษี) ส่วนกระเป๋า หมวก ผ้าพันคอราคาก็จะอัพขึ้นมาอีกนิดค่ะแล้วแต่ชิ้นงาน อย่างเจ้าผ้าพันคอขนๆ อันนี้ ราคาอยู่ที่ 1,000 เยน (300 บาท) เท่านั้นเอง เทียบกับที่อื่นนี่ถือว่าถูกมากๆ ค่ะ
Lattice มีสาขาอยู่ทั่วญี่ปุ่นเลยค่ะ ในโตเกียวมีที่ ชินจูกุ ชิบุย่า อิเคะบุคุโระ คิจิโจจิ เป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังมีที่โอซาก้า เกียวโต ฮอกไกโด ฯลฯ

:: Troirs bijoux ::

ร้านต่อมามีชื่อว่า Troirs bijoux (ทรอวาส์ บิจูซ์) ชื่อแอบเรียกยากขนาดนี้แสดงว่าสินค้าของเขาจะต้องเรียบหรูดูแพงแต่ราคาถูกแน่ๆ (คิดเองเออเอง) และแน่นอนราคาเครื่องประดับของร้านนี้ก็ยังตรงกับคอนเซ็ปของเราคือเริ่มต้นที่ 300 เยนเท่านั้น !

ร้านนี้ราคาก็ไม่ใช่ดีแค่ถูกนะ เพราะดีไซน์ของเขาก็สวยหรูดูแพงจริงๆ ด้วยล่ะค่ะทุกคน สำหรับใครที่อยากได้ลุคแบบแพงๆ ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาหน่อยนี่เหมาะมาก หรือจะเป็นเครื่องประดับตามเทศกาลต่างๆ ก็มีให้เลือกเยอะแยะเช่นกัน ใครกำลังจะไปงานเลี้ยงหรือปาร์ตี้แล้วยังนึกไอเดียเครื่องประดับไม่ออกก็แวะมาร้านนี้เลย
ร้าน Troirs bijoux มีสาขาอยู่ที่โยโกฮาม่าและในโตเกียวค่ะ เช่น จิยูกาโอกะ มาจิดะ ฯลฯ

:: 3 Coins ::

มาถึงร้านสุดท้ายกันแล้วค่ะทุกคน เชื่อว่าร้าน 3 Coins หรือร้าน 3 เหรียญนี้น่าจะมีคนรู้จักอยู่ไม่น้อยเพราะเขาขายสินค้าแนว Zakka หรือของใช้ในชีวิตประจำวันที่มีคุณภาพดีแต่ราคาถูก เริ่มต้นเพียง 300 เยนเท่านั้น และแน่นอนว่าเมื่อเราเอามาอยู่ในหัวข้อ Accessory แล้ว เครื่องประดับร้านนี้เขาก็ไม่น้อยหน้าเช่นกันค่ะ

เครื่องประดับร้าน 3 Coins ส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นพวกยางมัดผมที่มีดีเทลน่ารัก มุ้งมิ้งเหมาะกับสาวหวาน แต่ก็ยังมีเครื่องประดับอื่นๆ ที่น่ารักไม่แพ้กันอย่างกระเป๋าผ้าลายต่างๆ กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง ในราคา 500 เยน ( 150 บาท) เท่านั้นเองค่ะ

ร้าน 3 Coins มีสาขาเยอะมาก ๆ กระจายอยู่ทั่วทั้งในโตเกียวและภูมิภาคอื่น ๆ ในญี่ปุ่น ไปที่ไหนก็เจอ หาไม่ยากเลยค่ะ

เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อนๆ ถูกใจกันหรือเปล่า ใครที่อยากจะมีลุคคาวาอี้แบบสาวญี่ปุ่นก็อย่าลืมเรื่องเครื่องประดับนะคะ สินค้าของทั้งสามร้านที่เอามาแนะนำนั้นยืนยันเลยว่าสาวญี่ปุ่นเขาใช้จริงๆ สาวไทยอย่างเราก็อย่าลืมไปเลือกเครื่องประดับในสไตล์ที่ชอบมาอัพความสวยกันนะคะ ♥

แหล่งที่มาเรื่อง : http://karenkaren.jp/130081

 



เผยเคล็ดไม่ลับ 8 สิ่งที่ทำให้สาวญี่ปุ่นสวยใสหน้าเด็ก

เราคงได้เห็นจากข่าวมาบ้างแล้วที่ผู้หญิงญี่ปุ่นบางคนฉลองอายุครบ 60 ปีทั้งๆที่รูปลักษณ์ภายนอกไม่ต่างจากสาว 30 ต้นๆจนกลายเป็นข่าวฮือฮาในโซเชียล หลายคนคงสงสัยว่าเหตุใดทำไมสาวๆญี่ปุ่นถึงมีใบหน้าอ่อนเยาว์และผิวสวยใส จนพาคิดไปว่าอาจเป็นเพราะญี่ปุ่นเป็นดินแดนแห่งผลิตภัณฑ์ความงามแบรนด์ดังหลายต่อหลายแบรนด์ที่สามารถซื้อหาได้ในราคาถูกเพื่อนำมาประโคมร่างช่วยชะลอริ้วรอยแห่งวัยได้แบบสบายๆ

แต่จริงๆแล้วรู้หรือไม่ว่าการดำเนินชีวิตประจำวันและความเชื่อแบบโบราณของญี่ปุ่นที่สืบทอดต่อๆกันมานี่แหละ ที่กลายมาเป็นสิ่งที่ทำให้สาวญี่ปุ่นดูอ่อนกว่าวัยได้อย่างไม่น่าเชื่อ

1. อาหาร

อาหารที่ถือว่าเป็นอาหารหลักของชาวญี่ปุ่นก็น่าจะเป็น ปลา, ข้าวญี่ปุ่น และ สาหร่าย เมื่อผนวกรวมกับพืชผักตระกูลผักกาดที่ชาวญี่ปุ่นนิยมนำมาประกอบอาหาร ทั้งหมดทั้งมวลถือเป็นอาหารลดน้ำหนักชั้นดี แทบจะไม่มีไขมันมาทำให้ตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนักเปลี่ยนแปลงใดๆ อาหารเหล่านี้ล้วนเต็มไปด้วย โอเมกา 3 ( Omega 3 ), สารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอวัย ,ไฟเบอร์, วิตามิน แถมยังมีแร่ธาตุสูง อาหารง่ายๆของชาวญี่ปุ่นแค่นี้ก็ทำให้สุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอกได้แล้ว

2. ข้าวญี่ปุ่น

อย่างที่เกริ่นไปในข้อแรกว่าข้าวคือ เคล็ดลับความงามตัวสำคัญของชาวญี่ปุ่น ซึ่งไม่ใช่แค่การกินข้าวที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินที่ดีกับร่างกายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่รู้หรือไม่ว่าน้ำต้มข้าวหรือน้ำซาวข้าวนี่แหละเอามาใช้ล้างหน้าหรือเอามาอาบล้วนแต่ทำให้ผิวสวยใส เพราะเมื่อนำน้ำเหล่านี้ไปล้างข้าวหรือต้มข้าว สารอาหารที่อยู่ในเมล็ดข้าวจะละลายออกมา กลายเป็นน้ำอัมฤทธิ์ชั้นดี จึงไม่น่าแปลกใจว่าน้ำตบยี่ห้อดังแบรนด์อันดับหนึ่งของญี่ปุ่นตอนบุกตลาดไทยช่วงแรกๆถึงได้นำสรรพคุณข้อนี้มาโฆษณาโดยเปรียบเทียบให้เห็นชัดๆว่ามือที่ใช้นวดข้าวทุกวันของป้านั้นไม่เหี่ยวย่น เต่งตึงผิดกับใบหน้าของป้าทีเดียว

3. อึของนกไนติงเกล

ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิด อึของนกไนติงเกล! หรือ Uguisu Nightingale Droppings หนึ่งเคล็ดลับความงามแต่โบร่ำโบราณของชาวญี่ปุ่น ที่ใช้ในการบำรุงผิวหน้ามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 เป็นศาสตร์โบราณของบรรดาเกอิชาสาวงามแดนซามูไรและนักแสดงคาบูกิเขาใช้กัน โดยสรรพคุณคือเมื่อใช้แล้วหน้าจะขาวกระจ่างใสไม่หวั่นแม้หน้าจะผ่านแสงแดดแผดเผามากี่หมื่นปีแสง ทำความสะอาดรูขุมขนทำให้ผิวเรียบเนียน ลบเลือนริ้วรอยและใช้แล้วหน้าจะใสเงาเหมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ ใครไปญี่ปุ่นถ้าเจอเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของอึนกไนติงเกลก็อย่าเพิ่งร้องอี๋! เพราะขุมทรัพย์แห่งความอมตะอยู่ในอึนกนั่นแล้ว!

4. น้ำมันจากธรรมชาติ

สาวๆญี่ปุ่นมักนิยมเครื่องสำอางที่อุดมไปด้วยน้ำมันสกัดจากธรรมชาติ ทั้งน้ำมันสกัดจากสมุนไพร ไปจนถึงน้ำมันสกัดจากดอกคาร์มีเลีย ( Camellia ) เพราะเป็นสิ่งที่บรรดาเกอิชาใช้ทำความสะอาดใบหน้า ซึ่งปัจจุบันบรรดาแบรนด์เครื่องสำอางชื่อดังของญี่ปุ่นก็มักจะมีน้ำมันล้างเครื่องสำอางหรือ เมคอัพรีมูฟเวอร์ ( Makeup Remover ) เป็นตัวชูโรง หลายคนอาจสงสัยเอาน้ำมันล้างหน้ามันๆจะไปสะอาดได้ยังไง แต่ทางวิทยาศาสตร์ระบุสรรพคุณของน้ำมันเหล่านี้ว่าจะช่วยละลายน้ำมันอื่นๆ และสิ่งสกปรกบนใบหน้า รวมถึงกำจัดน้ำมันส่วนเกินบนใบหน้าที่เป็นต้นเหตุของสิวอุดตันด้วย นอกจากนั้นการใช้ที่เช็ดเครื่องสำอางนวดไปตามใบหน้าเพื่อลบเครื่องสำอางยังทำให้เกิดริ้วรอยน้อยกว่าด้วย

5. เลี่ยงแดดได้ให้เลี่ยง

เคล็ดลับความงามที่สำคัญเลยคือ การหลีกเลี่ยงแสงแดด หลายคนอาจแย้งว่าวิตามินดีสำคัญกับผิวทำไมต้องเลี่ยง แต่วิตามินดีที่ว่าจะดีกับเฉพาะเด็กแรกเกิดและเด็กเล็กๆเท่านั้น ในเมื่อเราเลยวัยนั้นมานานแล้วเลี่ยงได้ก็เลี่ยงเถอะ สาวๆญี่ปุ่นเค้าจะมีความคิดกลัวแดดกันมาเป็นศตวรรษ ถ้าเลี่ยงที่ต้องเผชิญกับแสงยูวีไม่ได้ ครีมกันแดดเลยเป็นไอเทมคู่กายที่พกไปไหนมาไหนด้วยเสมอ เลยไม่ต้องแปลกใจที่ครีมกันแดดของญี่ปุ่นถึงได้ประสิทธิภาพดีเป็นที่นิยมไปทั่วเอเชีย เพราะถ้าได้ลองไปเที่ยวญี่ปุ่นหน้าร้อนแล้วกลับมาโดนทักว่าคล้ำขึ้นก็ไม่ต้องแปลกใจไป แดดเค้าแรงจริงๆ!

6. การขัดผิวด้วยถั่วแดง

การขัดผิวแช่บ่อน้ำร้อนเป็นวัฒนธรรมชองชาวญี่ปุ่นที่เชื่อว่าช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าและความเครียดแถมยังทำให้หลับสบาย เพราะฉะนั้นการปรนนิบัติผิวทั่วเรือนร่างด้วยการสครับอย่างอ่อนโยนที่ใบหน้าและขัดผิวที่ลำตัวด้วยถั่วแดงอะซูกิ ( Azuki ) ช่วยในเรื่องของการกำจัดสิ่งสกปรกและเซลส์ผิวที่ตายแล้ว ซึ่งหลังขัดตัวชโลมร่างด้วยน้ำมันสกัดจากธรรมชาติและมอยส์เจอไรเซอร์ แค่นี้ก็ได้ผิวสวยๆมาเชยชมแล้ว

7. สวยด้วยชาเขียว

จะจบลิสต์นี้ไปแบบไม่มีชาเขียวเลยคงไม่ได้ เครื่องดื่มทรงคุณค่าสำหรับสาวๆชาวญี่ปุ่น นอกจากชาเขียวจะช่วยต้านอนุมูลอิสระแล้ว ยังมีสรรพคุณช่วยแก้อักเสบด้วย ถ้าดื่มเป็นประจำทุกวันก็จะช่วยให้ผิวเปล่งปลั่ง ดูอ่อนวัย และลดรอยอักเสบทั้งรอยแดงรอยดำได้อีกด้วย

8. หวีไม้และผงสาหร่ายสำหรับผมสวย

สาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับเรื่องผมมากๆ ด้วยความคิดที่ว่าถ้าผมออกมาดีอะไรๆก็ดี การดูแลเส้นผมจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยหวีที่นำมาใช้หวีผมนั้นสาวๆมักจะเลือกหวีที่ทำมาจากไม้เป็นงานแฮนด์เมด ซึ่งหวีจะมีซี่เล็กๆคอยกระตุ้นรากผมบนหนังศีรษะเพื่อกระจายความชุ่มชื้นจากรากผมสู่ปลาย ช่วยให้ผมมีน้ำหนักไม่แห้งฟูดูแข็งแรงสุขภาพดี แต่ถ้าจะให้พูดถึงความเงางามเป็นพิเศษ ก็ต้องบอกว่าสาวๆชาวญี่ปุ่นเขามักจะใช้ผงสาหร่ายในการทำความสะอาดผมและหลีกเลี่ยงที่จะใช้แชมพูที่มีสารเคมีเยอะๆ และยังใช้น้ำมันสกัดจากธรรมชาติจากดอกคามีเลียนวดกระตุ้นหนังศีรษะด้วย เคล็ดลับโบร่ำโบราณให้ผมดำสลวยของสาวญี่ปุ่นเค้าล่ะ!