HOME Search

ผลการค้นหาพบ – 21 รายการเกี่ยวกับ เที่ยวญี่ปุ่น

F.I.T Fair งานเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง 2017

“งานเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง 2017” Visit Japan F.I.T. Travel Fair 2017

จัดโดย   องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) 

ในวันที่ 22 – 24 กันยายน 2560

ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ชั้น 5

ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น.

อย่ารอช้า!! ภายในงานพบกับกิจกรรมมากมายสำหรับผู้ที่สนใจเดินทางไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ได้แก่...

・การจำหน่ายแพ็คเกจเที่ยวอิสระ ตั๋วเครื่องบิน ที่พัก บัตรรถไฟแบบเหมาจ่ายใบเดียว บัตรเข้าสวนสนุก และบัตรสุดคุ้มอื่นๆ ในราคาพิเศษ เป็นต้น รวมทั้งจำหน่ายสินค้าทัวร์ไปญี่ปุ่นอีกด้วย ทั้งนี้เป็นการออกบูธโดยผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั้งจากญี่ปุ่นและจากไทย เช่น บริษัททัวร์ชั้นนำ โรงแรม และสายการบิน รวมทั้งสิ้นมากกว่า  100 บูธ

・การแจกเอกสารและการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นที่บูธของ JNTO และที่บูธจากจังหวัดต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่นที่มาเข้าร่วมงาน

・ชมมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังแสดง และ ร่วมพูดคุยถึงประสบการณ์ในการเดินทางท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น บนเวที

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมายที่คุณสามารถร่วมสนุกเพื่อลุ้นรับของที่ระลึกกลับบ้านอีกด้วย

Comments Off on F.I.T Fair งานเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง 2017


บินเดี่ยว เที่ยวญี่ปุ่น – ไป “โอซาก้า” คนเดียว ไม่ง้อทัวร์

อยากไปญี่ปุ่น แต่ไม่มีคนไปด้วย เอาไงดี? หลายคนคงมีคำถามนี้บ่อยๆ โสดไม่รู้จะไปยังไง เพื่อนก็เทเราหมด นกในนก

แต่ ฮัลโหล... สมัยนี้ สายสตรองคือผู้อยู่รอดเท่านั้นค่ะ  ญี่ปุ่นน่ะเป็นประเทศที่ลุยเดี่ยวเที่ยวเอง สบายใจ ปลอดภัยหายห่วง ยิ่งไปคนเดียวก็ยิ่งชิลล์ จะขยับตัวไปไหนก็คล่อง อยากกินอะไรก็ไม่ต้องมีคนขัด แถมการเดินทางก็ง่าย จะถ่ายรูปนานแค่ไหนก็ไม่มีใครบ่น อีกทั้งสถานที่น่าสนใจมีให้เลือกเที่ยวเป็นจำนวนมาก จะไปแถบคันโต คันไซ หรือคิวชู ที่ไหนก็ดี้ดี

ซึ่งครั้งนี้ wom japan ขออาสาพาเพื่อนๆ ไปเที่ยวโอซาก้าแบบฉบับไปเที่ยวคนเดียว ให้โลกรู้กันเลยว่า แล้วไงใครแคร์

 

เริ่มกันด้วยการเดินทางจากกรุงเทพฯไปลงที่สนามบินคันไซ (KIX) ซึ่งมีหลากหลายสายการบินทั้ง Full Service และ Low Cost ที่บินจากกรุงเทพฯไปสนามบินคันไซ ให้เลือกบินกัน ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมงครึ่ง

วิธีซื้อตั๋วเครื่องบินที่ได้ราคาดีที่สุดแนะนำให้ซื้อผ่าน Traveloka เพราะนอกจากจะได้ตั๋วราคาดีแล้ว การใช้งานก็สะดวก เพราะเขาเปรียบเทียบราคาแต่ละสายการบินให้เห็นกันชัดๆ และยังสามารถซื้อตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นได้แม้ไม่มีบัตรเครดิต                                              

เอาหล่ะ พอเราถึงสนามบินคันไซ ก็มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองโอซาก้าโดยรถไฟด่วนพิเศษ HARUKA เพียงแค่ 30 นาที หรือหากใครจะเลือกนั่งรถบัสที่มีบริการตลอดทั้งวันก็ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง

ใครที่ไปเที่ยวคนเดียวก็เหมาะมากที่จะพักโรงแรมแคปซูลหรือโฮสเทล มีให้เลือกหลากหลายสไตล์ในราคาย่อมเยา บางทีอาจได้เพื่อนใหม่หลากหลายชาติ หรือเพื่อนร่วมเดินทางด้วยก็ได้นะ

และโรงแรมที่เราไปพักในครั้งนี้คือ First Cabin Midousuji-Namba  ด้วยราคาที่สบายกระเป๋า สามารถเดินจากสถานีรถไฟฟ้านัมบะแค่ 5 นาที  แถมยังมีอ่างน้ำให้แช่กันสบายๆ อีกด้วย สามารถเลือกจองที่พักกับ Traveloka ได้ตรงนี้เลย

Dotonburi

เริ่มทริปด้วย ย่านโดทงโบริ แลนด์มาร์คของโอซาก้าที่ไม่ว่าจะมาเดินเล่น ชอปปิ้ง หาอะไรกิน จะมากลางวันหรือกลางคืนก็ไม่มีผิดหวังจริงๆ  (ขอบอกว่ากลางคืนจะคึกคักยึกยักกว่ามาก) และไม่ว่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหรือคนญี่ปุ่นเองที่มาเยือนโอซาก้า ก็พลาดไม่ได้ที่จะมาทำท่าชูมือ กระโดดขาหย่องแชะภาพคู่กับคุณ Glico Man  หรือใครจะโรแมนติกเดินชมแสงสีเพลินๆ ไปจนถึงสะพานนิปปงบาชิได้เลยนะ จะไปก็รีบไปนะ เพราะร้านค้าจะเริ่มปิดกันตอนประมาณสี่ทุ่ม

Osaka Castle

ปราสาทโอซาก้า”  อีกหนึ่งสถานที่สำคัญของโอซาก้าที่ห้ามพลาด ยิ่งถ้าหากมาในช่วงเดือนเมษายนนั้น แถบปราสาทโอซาก้าจะมีต้นซากุระถึง 600 ต้น บานสะพรั่งกันงดงามเต็มไปหมด มาคนเดียวก็อาจเปลี่ยวเหงานิดหน่อย เพราะคนญี่ปุ่นมักจะมาเป็นคู่ นั่งเดทกันใต้ต้นซากุระ เห็นแล้วอาจจะเจ็บหัวใจ ดั่งไฟสุมทรวงก็ได้นะ

Kaiyukan Aquarium

 พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยุคัง จะไม่เหมาะกับมาคนเดียวได้อย่างไร เพราะอยากจะหยุดยืนดูปลาฉลามวาฬไฮไลท์ของที่นี่ในแทงค์มหาสมุทรแปซิฟิค นานเท่าไหร่ก็ยืนดูได้แบบไม่ต้องรีบ จะคุยกับเจ้านาก เจ้าเพนกวินผ่านตู้กระจกด้วยเสียงสาม หรือถ่ายรูปจนฉ่ำยังไงก็ได้ เห็นไหมล่ะ บอกแล้วว่ามาคนเดียวดีกว่าเป็นไหนๆ ค่าเข้าก็ไม่แพงเมื่อเทียบกับสิ่งที่จะได้สัมผัสด้านในพิพิธภัณฑ์

Universal Studios Japan

USJ ไปคนเดียวก็มันส์ได้จริงๆ นะ (แค่อาจจะต้องมีสกิลความอโลนสูงหน่อย) แต่ขอบอกว่าไปคนเดียวยิ่งดี เพราะว่ามีแถว Single Rider อยู่ สามารถไปต่อแถวขึ้นเครื่องเล่นได้เร็วกว่าแถวปกติอยู่หลายเท่า และเครื่องเล่นที่เจ๋งจนต้องอ้าปากร้องหู้วว พลาดไม่ได้ ก็เห็นจะเป็นสไปเดอร์แมน และ The Wizarding World of Harry Potter™  ที่เหล่ามักเกิ้ลทั้งหลายจะได้ไปเดินเล่นในหมู่บ้านฮอกส์มี้ดและสัมผัสโลกเวทมนต์ในปราสาทฮอควอตส์

Nara Town

ลองออกมานอกโอซาก้าที่สามารถไปเช้า-เย็นกลับกันได้บ้าง ซึ่งใกล้ๆ โอซาก้านั้นจะมีสถานที่น่าสนใจอีกมากมาย ที่แรกที่อยากแนะนำคือ เมืองนารา โดยสามารถเดินทางได้ผ่าน JR Yamatoji Line ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เมื่อเดินทางมาถึงก็สามารถไปชม วัดโทไดจิที่โด่งดังในนารา เพราะทั้งตัววัดเองและบริเวณสวนข้างๆ มีกวางให้ชมเต็มไปหมด ไปคนเดียวก็สามารถไปให้อาหารกวาง เซลฟี่คู่กวางกี่ล้านรอบก็ได้ไม่มีใครว่า มีเวลาเหลือก็ไปเดินเล่นที่ พระราชวังเฮโจ ซึ่งเป็นพระราชวังที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก มาทีเดียวต้องเที่ยวให้คุ้ม

ญี่ปุ่นนี้เรียกได้ว่าเป็นเมืองมินิมอล เรียบๆ ง่ายๆ ที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการจะหัดเที่ยวคนเดียวเป็นครั้งแรก เพราะคนญี่ปุ่นนั้นใจดี มีมารยาท และหากเราต้องการความช่วยเหลือถึงแม้เขาจะพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ ก็จะพยายามอย่างมากในการช่วยเหลือเรา เรียกได้ว่าเป็นเมือง Tourist Friendly จริงๆ ใครจะไปก็อย่าลืมเข้าไปดูตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่น และที่พักโอซาก้ากับ Traveloka หละ รับรองว่าราคาดีโดนใจไม่ผิดหวังแน่นอน



โซโล่ญี่ปุ่นครั้งแรก..เอาไงดี?! เทคนิคการเตรียมตัวสำหรับสาวๆมือใหม่ที่กำลังจะไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง

ญี่ปุ่นถือว่าเป็นอีกจุดหมายปลายทางหนึ่งที่หลายคนอยากไปเยือน และความใฝ่ฝันของผู้หญิงหลายคนอย่างหนึ่งคือการได้ออกไปเที่ยวคนเดียว ไหนๆก็มีโอกาสแล้ว อย่าปล่อยให้หลุดลอยไปค่ะ
ก่อนจะออกไปเที่ยวกันครั้งนี้เลยอยากจะแชร์เทคนิคไว้ให้สาวๆได้เตรียมตัวกันสักนิดเพื่อเป็นแนวทางกันสักหน่อยดีกว่า

เลือก Flight บินให้ถึงญี่ปุ่นตอนเช้า:

ใครที่เดินทางไปญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก แม้ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความปลอดภัยแต่ก็ประมาทไม่ได้ เวลาเลือกตั๋วเครื่องบิน แนะนำว่าให้เลือกเที่ยวบินที่เดินทางไปถึงญี่ปุ่นในเวลาเช้า เพราะนอกจากจะช่วยประหยัดเรื่องค่าที่พักไปหนึ่งคืนแล้ว ยังไม่ต้องกังวลกับการกลัวการตกรถที่จะนั่งเข้าเมืองไปหาที่พักในช่วงกลางคืนอีกด้วยนะ

ที่พักต้องไม่เปลี่ยว:

จริงๆเรื่องของที่พักนี่แล้วแต่คนชอบ บ้างคนชอบที่อยู่ใกล้แหล่งช้อปปิ้ง บางคนชอบแหล่งที่เดินทางสะดวก แต่ไม่ว่าจะเลือกพักที่หนึ่ง อันดับแรกสำหรับนักเดินทางที่เป็นผู้หญิงที่ควรจะให้ความสำคัญคือ "เข้าออกต้องไม่เปลี่ยว" เข้าออกในที่นี้หมายถึง แม้เราจะกลับเข้าที่พักในเวลาดึกแค่ไหน ต้องไม่มืดและดูน่ากลัวจนเกินไป อาจจะจริงที่ว่าที่พักที่อยู่ไกลจะสถานีอาจจะถูกกว่า แต่หากต้องเดินเท้าไกลๆ เข้าซอยเปลี่ยวเกินไปก็ไม่ควรเสี่ยง
เพิ่มเงินอีกสักนิดแลกกับความสบายใจและความปลอดภัยดีกว่านะ

ฝึกภาษาก่อนไป:

หัดภาษาไว้นิดหน่อยก็ยังดี โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่คนส่วนใหญ่สื่อสารด้วยภาษาอังกฤษไม่ค่อยคล่อง คำที่ควรจดจำไว้บ้าง เช่น คำทักทาย ขอโทษ ขอบคุณ หรือประโยคสั้นๆอย่าง "ห้องน้ำไปทางไหน" ไว้ใช้ในยามขับขัน
แต่อยากให้ทำใจว่า หากเราถามเป็นภาษาญี่ปุ่นออกไปเพียงไม่กี่คำ คนญี่ปุ่นจะคิดว่าเราเข้าใจจากนั้นก็รัวภาษาญี่ปุ่นกลับมาชุดใหญ่ ถึงตอนนั้นคงต้องเอาตัวรอดด้วยภาษามือแล้วหล่ะ

อย่าพึ่งดวงมากเกินไป:

ก่อนเดินทางควรให้ความสำคัญกับการหาข้อมูลเล็กๆน้อยๆ เช่น พยากรณ์อากาศ วันและเวลาเปิดปิดของสถานที่เราจะเดินทางไป คงไม่ดีแน่หากเดินทางไปถึงแล้วเมฆครื้มพายุเข้า หรือร้านปิด โอกาสที่จะได้มาเยือนไม่ได้มีบ่อยครั้ง หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมาอาจจะทำให้หมดสนุกได้ไปทั้งวัน ก่อนจะพึ่งเรื่องดวงควรพึงพาตัวเองด้วยการเตรียมข้อมูลเสียก่อน จะได้ไม่เสียใจภายหลังนะจ้ะ

พกเงินสดติดตัวไว้บ้าง:

การเตรียมเงินสดให้พร้อมก็เป็นเรื่องสำคัญ หากเกิดเหตุขับคันเมื่อเดินทางคนเดียวไม่สามารถพึ่งพาใครได้ เพราะไม่ใช่ทุกที่ในญี่ปุ่นทีพร้อมสำหรับบัตรเครดิต เตรียมเงินสดไปดีกว่า เหลือมาดีกว่าขาด
แต่ต้องไม่ลืมที่จะพกเงินติดไว้กับตัว กระเป๋าลับ หรือเก็บในที่ๆปลอดภัย หลีกเลี่ยงต่อการให้คนอื่นเห็นที่เก็บเงินของเราด้วยล่ะ

สุขภาพก็เป็นเรื่องสำคัญ:

การเจ็บป่วยในทริปจะทำให้ความสนุกในการทางเที่ยวลดลงไปทันที ก่อนเดินทางสาวๆควรฟิตซ้อมร่างกาย เตรียมยาติดตัวไปด้วย ทั้งยาประจำตัวและยาสามัญทั่วไปสำหรับความเจ็บป่วยขึ้นได้ระหว่างการเดินทาง เช่น ยาแก้ปวด ยาแก้ท้องเสีย ยานวดคลายปวดกล้ามเนื้อ เป็นต้น เพราะในบางประเทศการซื้อยาในร้านขายยาเป็นเรื่องยุ่งยาก ทั้งอุปสรรคด้านภาษา หรือในบางที่เภสัชก็ไม่จ่ายยาให้ถ้าไม่มีใบสั่งแพทย์
นอกจากนี้ทำประกันการเดินทางก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง หากเจ็บป่วยรุนแรงหรือฉุกเฉินขึ้นมาจะได้อุ่นใจ กันไว้ดีกว่าแก้เสมอ



Vol.05 เที่ยวรับซัมเมอร์ด้วย JR EAST PASS (Nagano, Niigata area)

สีสันของธรรมชาติในฤดูร้อนดูแปลกตาไปจากทุกครั้ง
ปกติเรามักจะเห็นคนเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นกันในช่วงฤดูใบไม้ร่วงใกล้ๆฤดูหนาว ไม่ก็ฤดูใบไม้ผลิเพื่อไปดูซากุระ อาจเป็นเพราะสำหรับประเทศเขตร้อนอย่างเรา ก็เจอกับอากาศร้อนอยู่ทุกวัน อาจจะไม่ค่อยอยากสุนทรีย์กับความเขียวของฤดูร้อนในญี่ปุ่นสักเท่าไหร่
แต่ถ้าคุณได้อ่าน WOM JAPAN ฉบับนี้ อาจจะเปลี่ยนใจรีบพุ่งตัวไปกดจองตั๋วเที่ยวญี่ปุ่นซะเดี๋ยวนั้นเลยก็เป็นได้ เพราะทริปนี้เราจะมาแนะนำกิจกรรมสุดคูลที่คุณสามารถทำได้เฉพาะช่วงฤดูร้อนเท่านั้น และยังมีลายแทงร้านอาหารเด็ดๆอีกมากมาย รอให้คุณตามรอยความอร่อยไปด้วยกัน และทั้งหมดของการเดินทางในครั้งนี้จะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าขาดพระเอกอย่าง JR EAST PASS ตั๋วรถไฟใบเดียวที่พาเที่ยวได้ 10 เมือง 3จังหวัด ภายใน 5วัน !!

Comments Off on Vol.05 เที่ยวรับซัมเมอร์ด้วย JR EAST PASS (Nagano, Niigata area)


โอซาก้า │มาแล้วนึกถึงอะไร?

บทนำ

            ว่าด้วย ประเทศญี่ปุ่น เมืองในฝันของใครหลายๆคน บางคนไปเพื่อเที่ยว บางคนไปเพื่อทำงาน และบางคนรวมถึงเราด้วยไปในฐานะเด็กนักเรียนแลกเปลี่ยน แต่ของเราอาจจะแปลกหน่อยเพราะเราไม่ได้ไปเพื่อเรียนรู้ภาษา หรือเรียนรู้วัฒนธรรม แต่เราไปแค่ระยะสั้นไม่กี่เดือนเพื่อ ทำธีสิสจบ เพราะฉะนั้นเรื่องราว และผู้คนที่เราพบเจออาจจะไม่ได้หาได้ตามท้องถนนทั่วไปในญี่ปุ่น และก็ไม่ใช่เรื่องราวที่จะรีวิวสถานที่เที่ยว ที่กิน หรือที่ช๊อปปิ้ง เพราะจุดมุ่งหมายของเราคือต้องทำธีสิสเพื่อเรียนให้จบ แต่ไม่อยากจะเชื่อว่าตั้งแต่วันนั้น กลับเปลี่ยนความคิดของเราหลายๆอย่าง โดยเฉพาะคำที่ว่า ระหว่างทางสำคัญกว่าจุดหมาย โคตรเข้าใจคำนี้

จากเด็กที่ไม่เคยออกไปเที่ยวนอกประเทศ และก็ไม่คิดว่าจะเก็บตังพอไปเที่ยวได้ กับภาษาอังกฤษเลเวลปานกลาง พ่วงกับภาษาญี่ปุ่นที่ไม่ได้เลย ทุกอย่างมันเหมือนถูกจัดเรียงให้เกิด ทั้งสุข เหงาเคล้าน้ำตา แม้ว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ หรือ ตั้งใจ แต่ด้วยองค์ประกอบเหล่านั้น มันทำให้ ญี่ปุ่น เป็นสถานที่ในความทรงจำที่ไม่มีวันลืม เหมือนประโยคที่ว่า A perfect story needs nice persons in the right place at the right time ฟังดูมีหลักการ แต่เราอยากให้ทุกคนลองเปิดอ่านมุมมองเรื่องราวของ ญี่ปุ่น ผ่านตัวหนังสือและภาพถ่ายของเรา รับรองว่าเรื่องราวเหล่านี้จะทำให้ทุกคนรู้สึกอินไปกับมัน เหมือนกับการนั่งฟังเรื่องราวผจญภัยของเพื่อนที่เพิ่งกลับมา แล้วเม้าไม่ยอมหยุด ขอให้สนุกกับเรื่องราวเหล่านี้นะ

 

Chapter I: จุดเริ่มต้น

About time ~ 6 เดือนชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยโอซาก้า...ฉันต้องรอด
ว่าด้วยเรื่องเรื่องเวลา และจังหวะที่มาของเรื่อง และความวุ่นวายที่ตามมา

แตกต่าง เหมือนกัน Thai English vs Japanese English
ว่าด้วยเรื่องราวที่ทำให้รู้จัก และเปิดใจกับคนแปลกหน้าที่จะกลายมาเป็นองค์ประกอบสำคัญของเรื่องนี้

โอซาก้า มาแล้วนึกถึงอะไร?
การท่องเที่ยวที่แทบจะไม่มีความประทับใจอะไรเลยกับสถานที่ดังๆในรีวิว

Koya san
การพบกันโดยมิได้นัดหมาย เรื่องราวที่ทำให้เราแทบอึ้งกับการที่โฮสชวนเราไปไหว้บรรพบุรุษ

พอผ่านมาสองอาทิตย์เริ่มรู้สึกว่ามาทั้งที “ออกเที่ยวบ้างเหอะ” เสาร์อาทิตย์ที่นั่งทำแลป ไม่น่าเป็นเรื่องน่าประทับใจที่อยากกลับไปเล่าต่อ ทั้งๆ ที่มาไกลถึงญี่ปุ่น !!!

   ถ้าถามว่าโอซาก้ามีดีอะไร นั่งลิสต์สามวันก็ไม่จบ แค่เสิร์ชหาในกูเกิล รีวิวเที่ยวมาให้เลือกนับไม่ถ้วน  ครั้งนี้เราได้เพื่อนร่วมทริปเพื่อนคนไทยแถม เราสองคนบังเอิญได้ตั๋ว Osaka amazing pass 1 day trip ในราคาถูกจากพี่คนไทย ฟินนน.. ตั๋วอันนี้จะมีคูปองแนบมาด้วย ที่จะสามารถเข้าบางสถานที่ท่องเที่ยวฟรี และคูปองแลกซื้อของกิน ช่างเหมาะกับนักศึกษางบจำกัดเอามากจริงๆ การแพลนเที่ยวของเราไม่ได้มีอะไรมาก ดูจากตั๋วฟรีล้วนๆ อันไหนที่คิดว่าแพง คิดว่าคุ้มราคา รีวิวที่อ่านมาก็เก็บพับลงในกล่องซะ ฮ่าๆ เพราะฉะนั้นวันเดย์ทริปในครั้งนี้สิ่งที่ยังนึกถึงที่สุดนอกเหนือจากของกินอันลือชื่อเยี่ยง ทาโกยากิ โอโคโนมิยากิ ซูชิ (ที่ไม่ว่าจะกินร้านไหนก็อร่อย ตามรีวิวมากไปก็เหนื่อยเปล่า :3) กลับไม่ใช่ปราสาทโอซาก้า ชิงช้าสวรรค์ยักษ์ หรือนัมบะ ที่พีคที่สุดของการแลกเปลี่ยนในครั้งนี้คือ เรากับเพื่อนขอโหวตให้กับออนเซน!! ที่ใครมาญี่ปุ่น ขอแนะนำว่าต้องลองแล้วจะรู้

   ย้อนไปก่อนหน้าวันนั้น เพื่อนญี่ปุ่นที่แลปมาช่วยแพลนเรื่องเที่ยว ทุกคนชี้เป็นเสียงเดียวกันว่า “ออนเซน” พวกเพื่อนที่แลปพยายามบรรยายถืงข้อดีของการไปออนเซนโดยสรุปว่า สำหรับผู้ชายการไปออนเซนคือช่วงเวลาที่จะใช้พูดคุยกันแบบผ่อนคลาย ถ้าเลือกที่จะคุยหรือตกลงอะไรกันมักจะจบด้วยดีที่ออนเซน ส่วนผู้หญิงการแช่ออนเซนจะทำให้เลือดสูบฉีด ผิวพรรณเปล่งปลั่ง เพราะฉะนั้นยูควรจะไป ฮ่าๆ เหมือนโดนหลอกด่าเนอะ :3

   ครั้งแรกกับออนเซน ถ้าใครไม่ซีเรียสอะไร เอาแค่ขำๆ ออนเซนในคูปองถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดี ที่นั่นแบ่งออกเป็นสองโซน คือ Out-door/ In-door เราเลยตกลงกันกับเพื่อนว่าเราจะไปล็อกเกอร์คนละฝั่งกัน และจะสลับโซนเมื่อครบครึ่งชั่วโมง เพื่อที่เราะจะได้ไม่ต้องเจอกัน นึกแล้วยังขำ ฮ่าๆ ซึ่งการมาเยือนออนเซนครั้งแรกบอกเลยว่าดีงาม ยิ่งโซน Out-door อากาศเย็นๆ กับน้ำอุ่นๆ แหงนมองท้องฟ้า โอยย คือฟินนน ถามว่าเขินไหม บอกเลยเขินโคตร แต่ก็ไม่ถึงห้านาทีเราจะเริ่มชินชา เพราะในหัวจะมีแค่ว่า ขนาดป้าข้างๆ ทั้งหุ่นและผิวดีกว่าเราเลยอ่ะ ฮ่าๆ แถมหลังแช่เสร็จยังมีตู้กดน้ำให้เลือกกดได้ฟรีไม่อั้น โอ้ย เริ่ดด ให้ 10/10! กลับมาที่แลปวันจันทร์ Topic ที่คุยกันก็ยังไม่เว้นเรื่องออนเซน ซึ่งจะเริ่มต้นเล่ายังไง ในเมื่อเพื่อนๆ มีแต่ผู้ชาย เอิ่มมม....

   เอาจริงๆ นะ ชักจะติดใจซะละ ถ้ามีคนมาถามว่าไปเที่ยวญี่ปุ่นไปไหนดี ออนเซนต้องเป็นหนึ่งในนั้น มันคงเหมือนที่ต่างชาติมาบ้านเราก็ต้องมานวดแผนไทย การแช่ออนเซนก็เช่นกัน...



TRIP TOP TIP : TOKYO – OSAKA ระหว่างโตเกียวกับโอซาก้าไปยังไงดี?

TOKYO – OSAKA
ระหว่างโตเกียวกับโอซาก้าไปยังไงดี?

ขึ้นมาแบบนี้หลายคนอาจจะเข้าใจเลยว่าจะพูดเรื่องอะไร ใช่แล้วล่ะ! มันคือเรื่องการไปเที่ยว 2 เมืองนี้ในทริปเดียวกัน ซึ่งคนส่วนใหญ่จะถามว่าใช้พาสอะไรดีถึงจะคุ้มค่า? เดินทางยังไงถือจะประหยัด? เข้าใจว่าสองเมืองนี้เป็นเมืองที่ได้รับความนิยมอย่างสูงทั้งโตเกียว และโอซาก้า ไม่ใช่แค่คนไทย แต่ได้รับความนิยมอย่างมากจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก ใครๆ ก็นิยมมาเที่ยวสองเมืองนี้ในทริปเดียวกันทั้งนั้นแหละ

 

การเดินทางระหว่างสองเมืองนี้มีอะไรบ้าง?

 

หากต้องการเดินทางระหว่างสองเมืองนี้ คำตอบแรกที่จะได้ยินคือการนั่งรถไฟความเร็วสูง(ชินคันเซ็น) ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 33 นาที สำหรับขบวนที่ไวที่สุดอย่าง Nozomi แต่ถ้าหากพูดถึงความเร็วโดยเฉลี่ยแล้วให้ตีไปว่าเดินทางราวๆ 3 ชั่วโมงก็ได้ นอกจากชินคันเซ็นแล้วยังมีการนั่งเครื่องบินและรถไนท์บัสด้วย

แล้วราคาในแต่ละแบบล่ะ?

ราคาของการเดินทางนั้นมีหลายปัจจัยอย่างเช่น ช่วงวันที่เดินทาง หรือโปรโมชั่นเป็นต้น

ชินคันเซ็น (Shinkansen)  10,000 – 14,000เยน
เครื่องบิน  3,000 – 12,000เยน
ไนท์บัส  4,000 – 9,000เยน

*ราคาโดยประมาณ(รวมโปรโมชั่น)ของการเดินทางในแต่ละแบบ

 

ทำไมราคามันสวิงขนาดนี้นะ!? ที่มันสวิงแบบนี้เพราะว่าการเดินทางบางประเภทก็มีระดับของที่ท่ี่จองหรือเรทของแต่ละผู้ให้บริการไม่เท่ากันนั่นเอง และยังมีราคาโปรโมชั่นมาดึงราคาให้ต่ำลงอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการใช้พาสต่างๆ อีก ทำให้เกิดความไม่แน่ใจว่าอะไรจะเหมาะกับเราที่สุด

 

เลือกยังไงดี?

 

เดี๋ยวจะขอสรุปเป็นการเดินทางหลักๆ ในแต่ละแบบให้ดู แล้วลองคิดดูว่าแบบไหนจะเหมาะกับเราที่สุดนะ

*เรตติ้งให้แบบภาพรวม ไม่ได้ให้เพราะความรู้สึกส่วนตัวนะ

Japan Rail Pass (ชินคันเซ็น) | แนะนำ ★★★★ |
(JR PASS 7, 14 หรือ 21 วัน)

ราคา ★★★
เวลา ★★★★★
ความสะดวกสบาย ★★★★

คนที่ใช้เดินทางแบบไปกลับเมืองเดิม(เช่น บินลงโตเกียว และบินกลับโตเกียว) หรือเที่ยวหลายๆ เมืองจะคุ้มมาก ใช้ง่ายและสะดวกรวดเร็ว แต่ราคาค่อนข้างสูง หากเดินทางแบบเที่ยวเดียว แนะนำให้ลองมองตัวเลือกอื่นมากกว่า หากคนที่บินเมืองหนึ่งและบินกลับไทยอีกเมืองหนึ่ง(เช่นบินลงโตเกียว บินกลับโอซาก้า) ตัวเลือกนี้อาจจะไม่คุ้มค่า 

ราคาเริ่มต้น 29,110เยน (สำหรับ 7วัน)


ข้อดี
• สะดวก แค่แสดงพาสให้เจ้าหน้าที่ดูอย่างเดียวก็ผ่านได้
• ขึ้นรถไฟได้ตลอดโดยที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ต้องกลัวผิดแผน
• ไม่ต้องเสียเวลาไปกดตั๋วในการเดินทางทุกครั้ง
• สะดวกสบายและไม่เสียเวลา

ข้อเสีย
• 
ราคาสูง
• หากเดินทางน้อยก็จะใช้พาสไม่คุ้ม
• ใช้ได้ 7 วันติดต่อกัน ทำให้บางครั้งอาจจะคิดมากเรื่องการวางแผนการเดินทาง

ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.japanrailpass.net/th/

Platt Kodama (ชินคันเซ็น) | แนะนำ ★★★★ |
(โปรโมชั่น เที่ยวละ 10,500เยนในราคาเริ่มต้น)


ราคา ★★★★
เวลา ★★★
ความสะดวกสบาย ★★★

ใครที่ต้องการนั่งข้ามเมืองและไม่ย้อนกลับ หรือย้อนกลับก็ได้ แล้วไม่ได้นั่งรถไฟไปไหนไกลมากมาย ตัวเลือกนี้ก็น่าสนใจ แต่ต้องไปซื้อตั๋วที่ JR TOURS ก่อนออกเดินทางอย่างน้อย 1 วัน(ไม่สามารถซื้อแล้วใช้ในวันนั้นได้ทันที) และต้องนั่งชินคันเซ็นที่ชื่อว่า Kodama ซึ่งจะใช้เวลาเดินทางที่ค่อนข้างนานเกือบๆ 4 ชั่วโมงระหว่างโตเกียวถึงโอซาก้า

ราคาเริ่มต้น 10,500เยน

ข้อดี
• 
ประหยัดเงินได้เยอะกว่าการใช้ JR PASS และการเดินทางในราคาปกติต่อเที่ยว
• มีคูปองแลกเครื่องดื่มได้ฟรี

ข้อเสีย
• 
ต้องซื้อก่อนการเดินทางล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน
• Kodama จอดถี่ที่สุดของรถไฟชินคันเซ็นสาย Tokaido ทำให้ต้องใช้เวลาเดินทางเกือบๆ 4 ชั่วโมง
• เที่ยวรถต่อวันมีไม่เยอะ

ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.jrtours.co.jp/kodama/en/

Overnight Bus (ไนท์บัส) | แนะนำ ★★★ |


ราคา ★★★★★
เวลา ★★
ความสะดวกสบาย ★★

ตัวเลือกนี้บางคนก็ชอบ บางคนก็ไม่ชอบ แต่โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนชอบนะ ใช้บริการบ่อยๆ เลือกรถและเบาะดีๆ มันก็นอนสบายไม่เหนื่อยล้าเลยสักนิดเดียว บางเจ้ามีเล้าจ์ให้ใช้ระหว่างรอขึ้นรถ ก็สะดวกมากๆ ประหยัดค่าที่พัก 1 คืน แล้วเมื่อเดินทางไปถึงก็ออกเที่ยวต่อได้เลยในตอนเช้าหรือจะไปฝากกระเป๋าที่โรงแรมที่จองไว้ก่อนก็ทำได้ รถบัสจะมีการแวะตามจุดจอด ไม่ต้องห่วงเรื่องห้องน้ำ จุดจอดต่างๆ ก็จะมีตู้กดน้ำและกดอาหารเช่นกัน และบางจุดก็เป็นร้านของฝากด้วย (นึกภาพแวะปั้มน้ำมันข้างทางเอาไว้นะ) ดังนั้นเรื่องห้องน้ำนี่หายห่วงได้เลย

ราคาเริ่มต้น 3,500เยน

 

ข้อดี
• 
ราคาถูก แต่ถ้าชนวันหยุดค่าเดินทางก็แพงขึ้นเกือบเท่าตัวเหมือนกัน
• ประหยัดค่าที่พัก 1 คืน
• ลงรถมาก็ออกเที่ยวตั้งแต่เช้าได้เลย (หรือถ้ามีกระเป๋าก็ลากไปฝากที่พักก่อนได้)

ข้อเสีย
• 
นอนสบายไม่เท่าเตียง (แล้วแต่ประเภทรถและที่นั่ง)
• รถอาจจะจอดเรื่อยๆ ทำให้รู้สึกเหมือนโดนปลุกตลอดเวลา
• บางเจ้าหรือบางจุดขึ้นรถไม่มีเล้าจ์ให้อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ทำให้ไม่สบายเนื้อสบายตัว
• เพราะเป็นรถ ความปลอดภัยก็น่าจะเรียกได้ว่าต่ำที่สุดในทุกการเดินทาง (แต่พนักงานขับรถดีมากนะ)

 

Airplane (เครื่องบิน) | แนะนำ ★★ |

ราคา ★★★
เวลา ★★★
ความสะดวกสบาย ★★★★

อีกหนึ่งตัวเลือกในการเดินทาง ส่วนมกาก็จะได้รับความนิยมจากคนที่อาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่นมากกว่านักท่องเที่ยว ราคามีความหลากหลายมาก บางทีอาจจะถูกกว่าชินคันเซ็นเลยก็มีนะ แต่อย่าลืมบวกค่าเดินทางเข้าเมืองด้วยล่ะ ส่วนเวลาก็ไม่ได้ไวกว่าชินคันเซ็นนะ อย่าลืมว่าต้องมีเช็คอิน และการเดินทางเข้าออกสนามบินอีก 

ราคาเริ่มต้น 3,500เยน

ข้อดี
• 
ราคาค่อนข้างถูกสำหรับราคาตั๋วโลว์คอสหรือราคาโปรโมชั่น แต่ถ้าราคาปกติก็ถือว่าสูงใกล้เคียงกันกับชินคันเซ็น

ข้อเสีย
• 
เดินทางหลายต่อ บางคนอาจจะเหนื่อยและไม่สะดวกนัก

 

ทั้งนี้การเดินแทางแต่ละแบบก็แล้วแต่ความสะดวกและแพลนของแต่ละคน ซึ่งบางคนอาจจะพอใจที่จะใช้ JR PASS เป็นหลักเพราะง่ายและสะดวก (ซึ่งก็สะดวกจริงๆ) ดังนั้นข้อมูลนี้ก็จะเป็นการอ้างอิงจากคำถามที่พบบ่อยในเรื่องการเดินทางระหว่างสองเมืองนี้(ทั้งนี้ก็รวมเกียวโตด้วยเพราะอยู่ข้างกันกับโอซาก้า) ไนท์บัสนั้นสะดวกก็จริง แต่บางคนก็ไม่ชอบ หรือบางคนเน้นประหยัดงบก็อาจจะมองหาวิธีอื่นเป็นต้น ยังไงก็ขอให้สนุกกับการเที่ยวญี่ปุ่นนะ!

ตอนต่อไปจะเป็นเรื่องอะไรนั้น คอยติดตามอาทิตย์หน้ากับ TRIP TOP TIP ได้เลยจ้า!

 



GINZA SIX แลนด์มาร์คสุดหรูแห่งใหม่ใจกลางกินซ่า

ภาพของย่านกินซ่าในความคิดของเราสมัยที่เพิ่งมาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนใหม่ๆ วัย 17 คือย่านธรุกิจและเป็นแหล่งช้อปปิ้งของคนมีอายุ แต่เมื่ออายุเข้าเลข 2 ตอนกลาง เราถึงรู้ว่าย่านกินซ่านี้แหละคือแหล่งช้อปปิ้งที่รวมเอาของแบรนด์เนมและร้านอาหารอร่อยๆ ไว้ในที่ที่เดียว และมันจะเป็นหนึ่งในลิสต์ของแพลนเที่ยวญี่ปุ่นของเราทุกครั้ง

คนไทยสายกินหลายคน มักจะแวะไปกินเนื้อวากิว หรือซูชิระดับมิชลินที่ย่านนี้กันอยู่บ่อยๆ แต่ครั้งนี้สายช้อปปิ้งคงจะแฮปปี้อยู่ไม่น้อย เพราะเมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของย่านกินซ่าได้ถือกำเนิดขึ้นบนถนนสายหลัก เขต6 “ Ginza Six “

ความยิ่งใหญ่ของตัวอาคาร กินพื้นที่ไปกว่า 37,000 ตารางเมตร หรือ 2 ช่วงถนน และสูงถึง 13 ชั้น (ชั้น 7-12 เป็นออฟฟิศ ) พร้อมชั้นใต้ดินอีก 6 ชั้น (3ชั้นใต้ดินเป็นที่จอดรถ) ภายในห้างประกอบไปด้วยร้านค้ากว่า 241 ร้าน ซึ่ง 121 ร้านจากทั้งหมดเป็นร้านแบบ Flagship Stores เรียกได้ว่า มาที่นี้ที่เดียวก็ทำให้เราได้รู้เทรนด์แฟชั่นของญี่ปุ่นว่าอะไรกำลังอินอะไรกำลังเอ้าท์

Ginza Six  ได้รวมเอา 6 แบรนด์ดังอย่าง House of Dior Ginza, CÉLINE, SAINT LAURENT, Van cleef & Arpels, VALENTINO, FENDI  มาไว้ที่นี้ที่เดียว นอกเหนือจากนี้ ในแต่ละแบรนด์จะมีสินค้าพิเศษที่หาได้เฉพาะ Ginza6 เท่านั้น งานนี้คงจะถูกใจสาวๆ หลายคนไม่น้อย

Alexander McQueen

Kenzo

Van Cleef & Arpels

Versace

ศูนย์รวมสินค้าแบรนด์เนม ที่นำเอาวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาเผยแพร่ผ่านโรงละครแบบดั้งเดิมที่ชั้นใต้ดิน

นอกจากร้านแบรนด์เนมแล้ว ที่ชั้นใต้ดิน ชั้น 3 ยังมีโรงละครสมัยดั้งเดิมไว้ต้อนรับชาวต่างชาติและชาวญี่ปุ่นเองให้มาเที่ยวชม ซึ่งทาง Ginza Six ต้องการให้ที่นี้เป็นสถานที่เผยแพร่วัฒนธรรมแบบฉบับญี่ปุ่น และยังแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งของชั้นใต้ดิน สร้างไว้เป็นที่พักสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติต่างๆ ให้อยู่ชั่วคราว

©SHIGETA SATOSHI

การออกแบบภายในเป็นผลงานของ Gwenael Nicolas ที่ได้แรงบันดาลใจมากจากแสงสว่างที่ส่องผ่านกระดาษสาบนประตูไม้เลื่อนแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น ซึ่งเขาตั้งใจจะทำให้บรรยากาศดูโปร่งโล่ง เพื่อที่จะให้แสงลอดผ่านทุกจุด 

และทาง Ginza Six ยังได้จับมือกับอาร์ตทิสชื่อดังมาร่วมสร้างสรรค์ผลงานบนกำแพง และโถงอาคารต่างๆ อย่างน้ำตกภาพ3มิติ ที่รวมเอาความเป็นธรรมชาติกับเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน

หรือ Living Wall ที่มองแล้วเหมือนอยู่ในป่าเทพนิยาย และผลงานอื่นๆ อีกมากมาย

Living Wall หรือ สวนแนวตั้ง ผลงานของ Patric Blanc ©KOZO TAKAYAMA

ผลงานของYayoi Kusuma เจ้าแม่ Polka Dot ©YAYOI KUSAMA

สายน้ำตก3มิติ ที่จะไม่มีวันหยุดไหลผลงานของ Team Leb ที่นำเทคโนโลยีมาสร้างสรรค์เป็นศิลปะ ©KOZO TAKAYAMA

นอกจากนี้ ที่ Ginza Six ยังมีจุดบริการไว้สำหรับนักท่องเที่ยวที่เค้าน์เตอร์ Tourist Service Center ชั้น 1 เป็นจุดบริการแบบ One Stop มีทั้งรับฝากของ ส่งของ แลกเปลี่ยนเงินตรา Tax Refund ขายตั๋วท่องเที่ยว และร้านสะดวกซื้อ เป็นต้น และบริเวณด้านนอกยังมีรถบัสไว้สำหรับผู้ที่ต้องการทัวร์ย่านกินซ่าไว้คอยบริการด้วย

ที่จอดรถบัสรับ-ส่งทัวร์ย่านกินซ่า

เดินช้อปปิ้งเพลินๆ ก็ต้องมีท้องร้องกันบ้าง ซึ่งหายห่วงเรื่องอาหารได้เลย เพราะที่นี้มีร้านอาหารและคาเฟ่รสชาติอร่อยระดับ 5 ดาวให้เลือกกว่า 27 ร้าน ซึ่งแต่ละร้านก็จะมีเมนูพิเศษจากเชฟชื่อดังมาคอยรังสรรค์ให้ แน่นอนว่าวัตถุดิบที่ใช้ก็ย่อมเป็นของคุณภาพดีให้สมกับที่เป็นร้านอาหารในย่านกินซ่า

Viennoiserie JEAN FRANCOIS

Shunjyukusei Ginza Grill

ขึ้นไปกินลมชมวิวบนดาดฟ้าชั้น 13 ที่ Ginza Garden สวนลอยฟ้าที่มีพื้นที่ขนาด 4,000 ตารางเมตร โดยมีคอนเซปต์คือ ให้ผู้คนที่มาเที่ยวได้ผ่อนคลายและสัมผัสธรรมชาติท่ามใจกลางเมือง วันไหนอากาศดีก็จะสามารถมองเห็น Tokyo Sky Tree ด้วย และบนดาดฟ้านี้ก็จะมีอีเว้นท์ตามฤดูกาลให้ผู้คนได้มาแฮ้งค์เอ้าท์ในบรรยากาศแบบ Out Door

GINZA SIX

[ที่ตั้ง]

Ginza, 6 Chome-10-1, Chuo, Tokyo

[การเดินทาง]

ขึ้นรถไฟใต้ดิน Tokyo Metro สาย Ginza ,สาย Marunouchi ,สาย Hibiya ลงสถานี Ginza ทางออกหมายเลข A3

[เวลาเปิด-ปิด]

ร้านค้าและบริการ : 10:30-20:30 / ร้านอาหาร 11:00-23:30

 



แบกเลนส์ สะพายกล้อง ตะลุยญี่ปุ่นกว่า 30 ทริปสไตล์ รุจ ศุภรุจ

รุจ ศุภรุจ เตชะตานนท์หรือ รุจ เดอะสตาร์ เห็นว่าทำงานเพลงอยู่ดีๆ ห๊ะ กระโดดมาเป็นช่างภาพตระเวนถ่ายฟูจิซังที่ญี่ปุ่นซะงั้น แถมตั้งเพจเฟสบุ๊คชื่อ Outside The Room ลงภาพถ่ายที่ไปญี่ปุ่นตลอด 3-4 ปีมานี้แบบรัวๆ ภารกิจเที่ยวญี่ปุ่นสุดโหดของเขาที่เล่าให้วอม เจแปนฟัง มันไม่เห็นจะเหมือนภาพรุจหล่อๆ ละมุนๆ ที่เห็นในบทบาทนักร้องเลยหนิ และแอบได้ยินมาอีกว่าจะมีโปรเจคเป็น Youtuber พาเที่ยวญี่ปุ่น โอ้ย! เกริ่นมาซะขนาดนี้ ตามไปอ่านชีวิตรุจที่ญี่ปุ่นกันดีกว่า

อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้เริ่มถ่ายภาพที่ญี่ปุ่น ʕ•ᴥ•ʔ

   จริงๆ ตอนเด็กผมไม่ใช่คนชอบถ่ายรูปนะ เพราะสมัยก่อนใช้กล้องฟิล์ม ตอนนั้นเวลาถ่ายสาวๆ ที่เราชอบและต้องเอาไปล้าง ที่ร้านเขาก็รู้หมดเลยว่าเราไปแอบถ่ายรูปผู้หญิงมา แต่เราก็เป็นคนประเภทที่ไม่อยากให้ใครรู้ว่าเราทำอะไรเราเลยไม่ได้ถ่ายรูปอีกเลย จนกระทั่งมาซื้อกล้องอีกตัวหนึ่งช่วงที่เริ่มเล่นกล้องเมื่อประมาณสัก 4 ปีที่แล้ว

   มันมีจุดเปลี่ยนคือเราได้ไปเป็นพิธีกรในรายการ เฮโหลวันหยุด ที่ญี่ปุ่น ตอนนั้นพี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ ได้รับเชิญไปในฐานะฑูตมิตรภาพไทย-ญี่ปุ่น ส่งกำลังใจให้กับคนญี่ปุ่นช่วงแผ่นดินไหว และเป็นเทปที่ทางรายการต้องการศิลปินคนหนึ่งในแกรมมี่ไปเป็นพิธีกรพอดี ก็เลยมาชวนเรา แต่เรายังมีความรู้สึกไม่ค่อยอยากจะไป เพราะกลัวการไปในที่ที่เราไม่คุ้นเคย แต่สุดท้ายก็ตกลงไป นี่จึงกลายเป็นการไปญี่ปุ่นครั้งแรกที่เทศกาลหิมะ ฮอกไกโดปี 2013 (ซัปโปโร สโนว์ เฟสติวัล 2013 ครั้งที่ 64)

   พอไปถึงก็ประทับใจหลายอย่างเลยอยากเก็บโมเมนท์นั้นเป็นภาพ แต่กล้องมือถือสมัยนั้นยังมีเทคโนโลยีจำกัดเช่น ตอนขึ้นไปถ่ายรูปบนซัปโปโร ทาวเวอร์ เห็นวิวกลางคืนสวยๆ เราก็ถ่ายรูปส่งให้แม่ดู ปรากฏว่าแม่บอก “ถ่ายวิญญาณมาเหรอลูก” เห็นไฟเป็นดวงๆ ก็เลยเริ่มรู้สึกว่าเราควรจะมีกล้อง และเริ่มศึกษาเรื่องเกี่ยวกับกล้องตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

   หลังจากกลับมาจากทริปนั้นเราก็เริ่มประทับใจญี่ปุ่น และอีก 2 เดือนต่อมาก็มีพี่อีกคนที่เขาจัดกรุ๊ปทัวร์ไปชมซากุระที่ญี่ปุ่นเดือนเมษายน ก็เลยตกลง และพาแม่ไปด้วย กลายเป็นทริปแรกที่ตกลงใจซื้อกล้องก่อนไป 2 วัน แต่ด้วยความที่เราไม่เคยใช้กล้อง DSLR มาก่อน พอจ่ายเงินเสร็จคนขายก็ถามว่า “แล้วมีเลนส์หรือยัง” สุดท้ายตอนนั้นจ่ายทั้งเลนส์และกล้องรวมกัน 99,600 บาท!

   เป็นเพราะเราซื้อกล้องมาเกือบแสน มันเลยเป็นแรงกดดันให้เราต้องใช้ให้เป็น เราก็เริ่มศึกษาด้วยตัวเองจากกูเกิ้ล กับยูทูป

   และในปีนั้นก็ไปอีกรอบเดือนพฤศจิกายนกับทัวร์ พอปี 2014 เราก็เริ่มจัดทริปเที่ยวเอง แล้วก็เลิกไปกับทัวร์เลยอีก 5 ทริป ปี 2015 ไป 7-8 ครั้ง และปี 2016 อีก 15 ทริป

   หลังๆ สไตล์การเที่ยวก็เปลี่ยนไป จากเป็นนักท่องเที่ยวเราก็ไปเน้นการถ่ายรูป

เวลาไปญี่ปุ่น ไปกับใคร ʕ•ᴥ•ʔ

   ครั้งที่ไปเที่ยวด้วยตัวเองครั้งแรกคือไปกับเพื่อน 4 คน เพราะไปเห็นภาพชิราคาวาโกะมีไลท์อัพแล้วรู้สึกว่า “มันมีที่แบบนี้อยู่ในโลกด้วยเหรอ” และช่วงนั้นเราก็ศึกษาถ่ายภาพจนเริ่มคล่องแล้ว ก็เลยเริ่มอยากได้ภาพแบบนี้บ้าง

   สมัยนั้นกระทู้พันทิปที่เขียนรีวิวชิราคาวะโกะมีแค่กระทู้เดียวเลย เราก็ไปศึกษาอ่านและเอามาทำเป็น Excel ซี่งตารางเวลามันจะไม่มีความยืดหยุ่น หลังจากที่กลับมา ทริปนี้เลยเป็นจุดเริ่มต้นของการเขียนรีวิวในพันทิปแล้วปรากฏว่ากระแสตอบรับดีมาก ก็เลยเริ่มสนุก

   ผ่านไปประมาณ 2 เดือนเข้าช่วงเมษายน ก็มีความมั่นใจว่าจะลองไปคนเดียวดู 13 วัน 13 เมือง ครั้งนี้เราทำตารางการเดินทางให้ยืดหยุ่นคือ ถ้าวันนี้อากาศดีจะไปที่นี่เป็นอันดับ 1-3 เลยเป็นทริปแรกที่เรารู้สึกว่าเที่ยวญี่ปุ่นมันไม่ยากมาก ก็เลยมีทริปต่อๆ มาอีกยาว

   มีอีกคนที่ไปด้วยกันบ่อยชื่อ ตี๋ อยู่ขอนแก่น คนนี้เป็นช่างภาพถ่าย Portrait นั่นก็เลยเป็นที่มาของหนังสือเล่มแรกที่มีรูปเราเยอะมาก เพราะมีเขาถ่ายให้ ทุกวันนี้ก็ยังไปด้วยกันบ่อยมาก

   จริงๆ ตอนแรกผมก็ไม่ได้ไปสนิทกับใครเท่าไหร่เพราะจากครั้งแรกที่ไปเที่ยวเองกับเพื่อนมันเกิดปัญหาขึ้นเยอะ เป็นเพราะสไตล์การเที่ยวไม่เหมือนกัน แต่พอหนังสือเล่มแรกตีพิมพ์ออกมา สังคมคนถ่ายภาพมันก็เริ่มขยายกว้างขึ้น เราก็เริ่มรู้จักบล็อกเกอร์ เริ่มรู้จักช่างภาพ สนิทกับคนนั้นคนนี้มากขึ้น มันเป็นพรหมลิขิต

   “โอ” เป็นคนแรกๆ ที่ทำให้ผมได้เปิดมุมมองถ่ายภาพ “หูว มุมอย่างนี้มันมีด้วยเหรอวะ” จากการอ่านรีวิวพันทิปเรื่องสถานที่ถ่ายรูปฟูจิ ตอนนั้นเขาทำงานอยู่ที่ญี่ปุ่น เมืองมิชิมะ จังหวัดชิสึโอกะ ซึ่งจะเป็นเมืองที่เห็นฟูจิอีกด้านหนึ่งตรงข้ามกับด้านคาวากุจิโกะ พออ่านกระทู้เรื่อยๆ เราก็เลยเป็นแฟนคลับเขาไปเลย และไปตามรอยฟูจิเกือบทุกมุมที่โอไปมา ทั้งปีนขึ้นเขาก็ไปมาหมด ตามจนกระทั่งสุดท้ายได้มารู้จักกัน กลายเป็นว่าพอผมไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นเมื่อไหร่ก็จะบอกเขา เจอกันหน้าเซเว่นที่เดิมหน้าที่พักเขา และเราดันมาอายุเท่ากันพอดีอีก

   ตอนนี้ก็มีกลุ่มช่างภาพที่สนิทกันชื่อ ตากล้องวัยใส คือจะเป็นน้องๆ กับพี่ๆ ที่ทำงานอยู่ที่ญี่ปุ่น 8 คน แต่หลายคนก็กลับมาทำงานอยู่ที่เมืองไทยแล้ว อย่าง โอ พี่เบิร์ด-มหาลาภ  ปุ๊ ก็เหลืออีก 4 คนที่ยังอยู่ญี่ปุ่นคือ วีน น๊อต พูม  กัน แต่เราก็ยังหาทริปไปเที่ยวกันอีกอยู่ดี มันเหมือนคนที่เที่ยวแนวเดียวกัน พอเราไปกับคนเหล่านี้ก็จะคิดอะไรเหมือนๆ กัน ทั้งไปยืนรอ อดนอน เพื่อที่จะไปถ่ายรูป

   พี่ต่อ เป็นคนแรกที่ทำให้รู้จักกับแก็งนี้ พี่ต่อเขาเป็นเซียนฟูจิ

   และอีกคนที่เซียนฟูจิ เพิ่งจะรู้จักเมื่อปีที่แล้วชื่อ พี่ใหม่ เขาทำงานอยู่กับ ททท. แต่รู้จักทุกอย่างที่เกี่ยวกับญี่ปุ่น คงเป็นเพราะว่าเขาพูดภาษาญี่ปุ่นได้คล่อง พี่ใหม่เป็นคนที่ฟิตมาก ปีนขึ้นเขายากๆ 7-8 ช.ม. แกไปมาหมดแล้ว เพราะแกปีนเขาทุก 2 อาทิตย์ มีอยู่ครั้งหนึ่ง คือเดินไปกับแกตอนตี 4 แกอายุ 40 กว่าปี ผม 33 ปีแต่ตามแกไปทัน แกเดินหายไปเลย สักพักแกก็เดินกลับมาถาม “ไหวไหมเนี่ย เอามา พี่ช่วยถือขาตั้งกล้องให้” แล้วแกก็เดินไปเลย หายลับไปอีก

   เรากล้าพูดว่า คนนี้คือคนไทยที่รู้จุดถ่ายภาพในญี่ปุ่นเยอะที่สุดแล้ว เขาถ่ายรูปมา 20 กว่าปี และก็ส่งภาพประกวดที่ญี่ปุ่นตลอด แกรู้จักพวกช่างภาพชาวญี่ปุ่นที่ถ่ายฟูจิโหดๆ ทุกคนเลย พอเราบอกชื่อไป เขาก็บอก “อ๋อ นี่เพื่อนพี่เอง” สังเกตได้จากขณะที่เรากำลังถ่ายรูปอยู่ สักพักคนญี่ปุ่นเดินมา แกก็เดินไปคุยกับเขา

ช่วยเล่าชีวิตประจำวันช่วงที่ไปถ่ายรูปที่ญี่ปุ่นใน 1 วัน ʕ•ᴥ•ʔ

   ช่วงหลังๆ ผมมีโจทย์ว่าไปถ่ายภาพ 4 ฤดูภายในปีเดียว เราจะต้องไปบ่อยมาก แล้วเราอยู่ญี่ปุ่นได้ไม่เกิน 15 วัน ก็จะเล็งเลยว่าอยากได้ภาพแบบไหนแล้วค่อยไป อย่างปีที่แล้วไปช่วงซากุระมา 3 รอบ บินไป 7 วันแล้วกลับมาร้องเพลง วันถัดไปบินไปญี่ปุ่นอีก ทำขนาดนั้นก็ยังพลาดไปหลายที่เหมือนกัน เช่น ไปถ่ายซากุระที่เขาโยชิโนะ จังหวัดนารา

   ส่วนใหญ่ตอนกลางคืนเราก็ต้องเอารถขึ้นไปรอตั้งแต่ตี 1 แล้วพอ 6 โมงเช้าเราก็ลง เรียกว่าอยู่เมืองไทยคือการพักผ่อน อยู่ญี่ปุ่นคือไปใช้แรงงาน

   ยิ่งไปถ่ายฟูจินี่คือโหด อย่างผมถ่ายฟูจิเมื่อมกราคม มันเป็นช่วงหน้าหนาวฟ้าจะใส เพราะไม่มีไอน้ำ และฝุ่นละอองจากเมืองจีน เลยกลายเป็นครั้งที่ไม่ได้นอนเลย ถ่ายแสงเช้าตี 5.30 - 7 โมง แต่ก็ต้องไปรอตั้งแต่ตี 4 เลยตื่นตั้งแต่ตี 2-3 แต่ก็ไม่ได้จองโรงแรมไว้ เพราะที่ญี่ปุ่นเช็คเอาท์เวลา 10 โมง ถ้าถ่ายเสร็จ 7 โมง พอ 8 โมงกลับไปถึงที่พัก กว่าจะได้นอน 9 โมง มันก็ไม่คุ้ม เพราะฉะนั้นถ้าเราเช่า 2 คืนเราถึงจะได้นอนที่โรงแรม แต่ตามปกติก็จะเปลี่ยนสถานที่ถ่ายภาพไปเรื่อยๆ เลยไม่ได้อยู่โรงแรมเดิมมากกว่า 1 คืน ดังนั้นก็จะไม่จองโรงแรม แล้วทำไง

   7 โมงไปกินข้าวเช้า กินเสร็จประมาณ 8 โมงกว่า ก็ไปออนเซนสาธารณะถึงประมาณ 9 โมง พอแช่ออนเซนเสร็จ เราก็จะนอนที่โซนเสื่อตาตามิสักประมาณ 3-4 ชม. ก็ตื่นมาถ่ายภาพฟูจิต่อตอนบ่าย 2 ถึงเย็นๆ พระอาทิตย์ตก หาข้าวเย็นกิน แล้วไปนอนร้านเน็ต

   ต้นปีที่ผ่านมา ผมตั้งใจไปถ่ายภาพรถไฟ แล้วก็นก เพราะว่าหัวรถจักรไอน้ำพังที่คุชิโร่ จังหวัดฮอกไกโด ตารางถ่ายภาพก็จะเริ่มที่บิเอะเพื่อไปถ่าย Blue pond ไลท์อัพ อากาศ -18 องศา และไปรอถ่ายนกกระเรียน พอมานึกดูอีกที เอ่อ เว้ย เราก็ทำไปได้ว่ะ ร้องเพลงอยู่ดีๆ ทำไมต้องมาไปเรียนรู้วิถีชีวิตนกด้วยวะ

คนที่มีอิทธิพลต่องานถ่ายภาพของเราเป็นใคร ʕ•ᴥ•ʔ

   ในกลุ่ม 8 คน คนที่ถ่ายสวยและ Process ออกมาได้สวยจริงๆ จะเป็นโอกับ พูม โอจะเป็นสายที่ถ่ายภาพแบบมีเรื่องราว ไปดูรูปเขาในไอจีจะมีเรื่องราวตลอด พอไปดูรูปเขาจะทำให้มองว่า สไตล์นี้ก็เป็นอีกแบบหนึ่งที่คนถ่าย Landscape สามารถถ่ายได้เหมือนกัน ช่วงหลังๆ เลยเริ่มถ่ายภาพให้มีเรื่องราวบ้างเช่น มีวิวสวยๆ และมีคนสองคนเดินคู่กัน

ตอนนี้พอใจกับผลงานตัวเองระดับไหน ʕ•ᴥ•ʔ

   ยังรู้สึกว่าพัฒนาได้อีกเพราะในกลุ่มเราก็ยังมีประสบการณ์การถ่ายภาพน้อยสุด 3-4 ปีเอง ก็ยังต้องเรียนรู้ต่อไปอีก คนถ่าย Landscape พอถ่ายเสร็จแล้วก็ยังต้องขึ้นอยู่ที่การ Process ภาพเพื่อให้ออกมาดีที่สุดอีก ซึ่งเราก็เป็นคนที่ยังไม่คิดจะเรียน Photoshop ใช้ Lightroom อยู่แล้วแหละ แต่ไม่ได้ใช้หนักมากถึงขั้นที่ถ่ายสองเลเยอร์มาซ้อนกัน เพราะเรารู้สึกว่าพอทำอย่างนั้นแล้ว วิธีการถ่ายภาพของเรามันจะเปลี่ยน

ภาพถ่ายที่เอามาลงเล่ม ยังตั้งใจเอาไปใช้กับงานประเภทอื่นๆ อีกไหม ʕ•ᴥ•ʔ

   เคยเอาไปขายที่เว็บไซต์ Stock photo นะ แต่พอหลังๆ เราเริ่มขี้เกียจ เพราะว่าพอเราส่งไปแล้วเราต้องแต่งภาพให้ตรงตามแบบที่เขาต้องการ สุดท้ายแล้วเรารู้สึกว่ารูปหนึ่งที่เราถ่ายมาตั้งไกล ตั้งยาก ขายได้ 0.89 เหรียญ คือเราเข้าใจว่าถ้าขายได้เยอะ มันก็รวย แต่เราก็ยังรู้สึกรับไม่ได้กับการที่เอารูปเราไปใช้ด้วยราคาเท่านี้จริงๆ มีความคิดว่า เอาไปปริ้นขายยังได้ราคาดีกว่าอีก

แล้วคิดจะถ่ายภาพเอาเป็นอาชีพไหม ʕ•ᴥ•ʔ

   ไม่คิดเอาเป็นอาชีพแน่นอน

   ตอนที่เราทำเพลง เราทำเพื่อขายเพราะเราทำเป็นอาชีพ เมื่อเรามีค่ายเพลงของเรา เขาจะกำหนดแนวเพลงว่า อ่ะ เรามีหน้าตาแบบนี้นะ เสียงแบบนี้ ลุคคุณแบบนี้ ดังนั้นคุณควรจะขายแบบนี้ ซึ่งมันอาจจะไม่ได้เป็นแนวเพลงที่เราชอบก็ได้ อย่างส่วนตัวเป็นคนชอบป๊อบ-ร็อก แต่ก่อนหน้านี้ก็ยังต้องร้องเพลงละคร เราเลยคิดว่าเมื่อไหร่ที่เราทำเป็นอาชีพ แนวทางก็จะถูกบิดจนไม่เป็นตัวเองเพื่อให้ขายได้ ซึ่งถ้าแนวคิดนี้มาเข้าสู่การถ่ายภาพ มันก็จะไม่สนุก เลยเป็นเหตุผลที่ว่าอาชีพก็ส่วนอาชีพ งานอดิเรกก็ส่วนงานอดิเรก อย่าเอามาปนกัน ยกตัวอย่าง ศิลปินอย่างอาจารย์เฉลิมชัย ถ้าแกไม่ได้ซีเรียสเรื่องเงิน แกก็ทำศิลปะตามแบบของแกไป แต่ถ้าวันหนึ่งแกบิดตัวเองให้ทำตามที่คนอื่นต้องการ แกรวยกว่านี้แน่นอน แต่ความเป็นตัวแกก็จะไม่มีไง

อนาคตจะมีโปรเจคอะไรที่ต้องไปเกี่ยวข้องกับญี่ปุ่นอีกไหม ʕ•ᴥ•ʔ

    ช่วงหลังมาผมก็เริ่มเล็งการทำรายการบนยูทูป เอาตัวผมเวลาไปเที่ยวมาสวมบทบาทเข้ากับรายการให้คนได้เห็นว่า อ๋อ เวลาไปเที่ยวรุจนอนร้านเน็ตนะ ให้เห็นความเรียลของรุจไปเลย และคิดไว้ว่าจะมีแขกรับเชิญ พาเขาไปลำบากกับเราซักวัน 2 วัน โดยกันยายนนี้จะเริ่มแล้ว

การชม "ซากุระ" ยังทำให้รู้สึกว้าวได้อยู่ไหม ʕ•ᴥ•ʔ

   ช่วงหลังๆ มา ถ้าให้เลือกไปเดินเล่นคนเดียวในเมือง หรือให้หาอะไรถ่าย จะเลือกอย่างหลังมากกว่า แต่ถ้าสมมติวันหนึ่งมีแฟน เราก็ยังรู้สึกว่า การเดินเล่นดูซากุระ อะไรที่มันเบสิกก็ยังทำให้รู้สึกว้าวได้อยู่

แสดงว่าตอนนี้ยังไม่มีแฟนใช่ไหม ʕ•ᴥ•ʔ

   ไม่มี เพราะถ้ามีคงไม่ได้ไปแบบนี้ แต่ก็เคยคิดว่าถ้ามีการเที่ยวเราจะเปลี่ยนไปนิดนึง มันก็จะซอฟท์ลง เพราะเราก็จะเลือกสถานที่ที่คิดว่าอันนี้น่าพาผู้หญิงไป นี่ๆ เรามาร์คจุดสถานที่ท่องเที่ยวไว้ในแมพด้วย (โชว์แอพกูเกิ้ลแมพให้ดู)

ถ้ามี ที่ไหนที่จะพาแฟนไป ʕ•ᴥ•ʔ

   จริงๆ ที่คิดไว้ก็จะเป็นที่โรแมนติกหน่อย ตอนแรกเคยคิดว่าจะทำหนังสือรวมสถานที่ท่องเที่ยวที่โรแมนติกเอาไว้สำหรับพาสาวๆ ไป ปัญหาคือมันยังไม่ได้พิสูจน์เลยยังไม่สามารถมโน ยกตัวอย่าง ปราสาทโอซาก้าตอนกลางคืนมีเปิด Light up เปิดเพลงแบบหวานซึ้งมาก และซากุระมันก็สวย

   ที่ที่คิดว่าเหมาะจะพาสาวไปคือ Ginzan onsen มันเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีสะพานข้ามธารน้ำเล็กๆ และยิ่งถ้าเป็นช่วงหิมะตก ทุกคนก็จะออกไปแช่ออนเซ็น และพอแช่เสร็จตัวมันก็เริ่มอุ่นๆ ใช่มะ ก็ออกมายืนดูบรรยากาศ เคยไปกับเพื่อนผู้ชายกันสองคน ไปยืนมองหน้ากันแล้ว อู้ย... ถุ้ย!

ตอนนี้ไปมาครบทุกภูมิภาคหรือยัง ʕ•ᴥ•ʔ

ยัง ยังมีชิโคขุยังไม่ได้ไปเป็นเกาะข้างๆ คิวชู ที่จะมีอยู่ 4 จังหวัด

ภูมิภาคที่ชอบคือที่ไหน ʕ•ᴥ•ʔ

    มี 2 ที่คือ โทโฮขุ กับฮอกไกโด โทโฮขุก็จะชอบภูเขา แต่อย่างฮอกไกโดก็จะเป็นอารมณ์ที่ค่อนข้างอิสระกว่า เป็นพื้นที่โล่งๆ คือเราชอบอารมณ์ขับรถไปเรื่อยๆ อย่างปีที่แล้วที่ไปมา 15 วัน ขับไป 3,000 กิโลเมตรตั้งแต่ออกจากสนามบิน

ในเฟสบุ๊คมีเหตุการณ์ที่ทำให้เราต้องการเดินทางจากฟุกุโอกะมาที่นากาโน่เพื่อถ่ายรูปฟูจิซัง แล้วขับรถกลับเลยทันที แต่นก เรามีวิธีจัดการกับความผิดหวังอย่างไร ʕ•ᴥ•ʔ

   วิธีจัดการความผิดหวังที่ดีที่สุดคือการไปที่นั้นใหม่อีกรอบ จริงๆ ตอนนั้นอากาศดี ฟ้าสวยมากด้วยนะ แต่หมอกต่ำ ปิดฟูจิซังหมดเลย

   ที่ผ่านมาก็จะมีเฟลหลายครั้ง เพราะฉะนั้นก็จะทำใจไว้ระดับหนึ่งก่อนไป เพราะว่าเราไปถ่ายใหม่ได้บ่อย แต่ถ้าเป็นคนที่ชีวิตหนึ่งได้ไปแค่ครั้งเดียวก็คงต้องมองหาความสนุกอื่นๆ รอบตัวในเวลานั้นให้ได้ อย่างผมไปเที่ยวมิสึ แล้ววันนั้นฝนตกหนักมาก แต่มันทำให้ได้ภาพรุ้งกลับมา แทนที่จะรู้สึกเปียก

   หรืออย่างน้อยก็คิดซะว่ามันก็เป็นช่วงเวลาที่เราได้พักผ่อนไง สมมติไปถ่ายฟูจิแล้วฟ้าปิด แล้วถ่ายไม่ได้ ก็ยังได้ไปนั่งจิบกาแฟ คิดนู่นคิดนี่ มันก็โอเค

ไปญี่ปุ่นมากว่า 30 ครั้ง แสดงว่าเราก็เป็นคนที่ทุ่มเทอะไรที่ชอบมากๆ ʕ•ᴥ•ʔ

   ก็มีคนถามว่า ทำไมถึงไปแต่ญี่ปุ่น ยุโรปไม่ไปบ้าง อย่างไอซ์แลน์ที่ไปถ่ายแสงเหนือ ก่อนหน้านี้ก็สนใจนะ แต่พอหลังๆ คนเริ่มไปเยอะแล้ว ก็จะเริ่มรู้สึกเฉยๆ แต่กลับกัน ที่ญี่ปุ่นมันมีสถานที่ที่คนยังไม่ได้รู้จักกันอีกเยอะ และญี่ปุ่นมันก็ไปง่ายด้วย อีกอย่างเราก็ชอบความปลอดภัยของญี่ปุ่น เดินถือกล้องราคา 5 แสนบาทไปก็รู้สึกปลอดภัย ผมเคยลืมไว้กลับมาเอาก็ยังอยู่ซึ่งผมเป็นอย่างนี้บ่อยเหมือนกัน อย่างเคยลืมขาตั้งกล้องไว้แล้วขับไปอีกเมือง พอกลับมาเอามันก็ยังอยู่ที่เดิม เลยกลายเป็นความรอยัลตี้ของเรากับประเทศนี้ไปแล้ว เที่ยวญี่ปุ่นแล้วสบายใจ

ความรักก็ทุ่มเทเหมือนกันหรือเปล่า ʕ•ᴥ•ʔ

ทุ่มเทสิ แต่แค่ตอนนี้ยังไม่มี

ญี่ปุ่นสอนอะไรกับเรา ʕ•ᴥ•ʔ

   จริงๆ ก็สอนหลายอย่างเลย แต่เรื่องหนึ่งที่รู้สึกว่าเอามาใช้ได้จริงๆ คือเรื่องระเบียบวินัย

   เราอยู่เมืองไทยเป็นเมืองที่ยืดหยุ่น ส่วนญี่ปุ่นก็จะเคร่งครัดมาก มันก็มีข้อดีข้อเสียคนละแบบ แต่ถ้ามันยืดหยุ่นไป มันก็จะยวบ

   ทุกวันนี้คือผมขับรถอยู่ที่เมืองไทยก็จะหงุดหงิดมาก เข้าใจเลยว่าทำไมคนมันถึงถีบรถกัน แต่ถ้าเป็นประเทศญี่ปุ่นมันจะมีระเบียบมาก ต้องขับความเร็วไม่เกินเท่านี้ ขนาดตอนกลางคืนอากาศ -7 หรือ -10 องศา ไฟเขียวนะ ไม่มีรถวิ่งผ่าน แต่ก็ยังไม่มีคนข้าม ถ้าเป็นบ้านเรา เราจะยืนรอมะ ก็คงชวนเพื่อน “ไปเหอะ” แต่ผมก็ยังเห็นคุณลุง 2 คนยืนรอจนสัญญาณไฟแดงก่อนแล้วค่อยเดินไป

   หรืออย่างการทำงาน เขาก็จะจริงจังกับการทำงานของเขาตลอด เอาง่ายๆ เลยอย่างพนักงาน หรือแม้แต่คนที่ยืนโบกรถที่ถนน เวลาถนนปิดก็จะมีคุณลุงมาโบกให้เดินผ่าน เห้ย! เขาไม่เคยหายไปเลยนะ แล้วหน้าตาถึงแม้จะไม่ได้ยิ้มแย้ม แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการเบื่อหน่าย หรือแม้แต่คนต้อนรับอยู่บนโตเกียวสกายทรี ผู้หญิงคนนั้นก็ยิ้มทั้งวันตั้งแต่เช้าจนเย็น นั่นคือความตั้งใจทำงานของเขา นั่นคือสิ่งดีๆ ที่เราได้เรียนรู้เอามันกลับมาใช้

   หรืออย่างสังคมถ่ายภาพบนเขา ก็จะรู้เลยว่าอะไรคือระเบียบวินัยของเขา ใครมาถึงคนแรกเขาก็ตั้งขาตั้งกล้องจองที่ไว้ก่อน แล้วค่อยไปนอนรอบนรถ กลับไปอีกทีหนึ่ง ขาตั้งกล้องก็ยังอยู่ที่เดิม ขาตั้งกล้องอันหนึ่งราคาแพงนะ สมมติถ้ามีคนมากวาดเก็บกลับบ้านหมดเลยคือรวยแล้ว แต่นี่คือวางเรียงให้รู้ว่าใครมาก่อนมาหลัง

   พี่ใหม่ กับพี่ต่อเขาก็จะสอนเราว่า มีคนวางขาตั้งกล้องไว้อยู่ เราสามารถเอาขาตั้งกล้องเราไปวางใกล้เขาได้ แต่ต้องคิดถึงเวลาที่เขากางออกจะมาชนเราหรือเปล่า ถ้าชนแสดงว่าเราต้องกระเถิบไปอีกนิดหนึ่ง แล้วถ้าเราจะไปแทรกที่ว่างตรงกลาง บางทีก็ต้องขอเขาก่อน

   หรืออย่างตอนไปถ่ายรถไฟ ช่างภาพเขาจะเงียบมาก แต่คนไทย คนจีนจะคุยกันเสียงดัง โช้งเช้ง

   มีคลิปของพี่ต่ออยู่คลิปหนึ่งที่อยากให้ดูมาก คิดว่าถ้าได้ดูคงรู้สึกดี เสียงลั่นชัตเตอร์ดังเมื่อหัวรถไฟโผล่ออกมา พอหัวรถไฟหายลับไปปุ๊บ ก็เงียบทันที คือไม่มีเสียงใครคุยกันเลยเว้ย ถ่ายสร็จปึ๊บ เขาก็เก็บกระเป๋ากับขาตั้งกล้องวิ่งไปหามุมใหม่ต่อ

 

ผลงานหนังสือภาพถ่ายล่าสุด Japan Best of Seasons

Facebook https://www.facebook.com/OutsideTheRoom/

Instagram https://www.instagram.com/suparuj/



เทศกาลยอดนิยม

ทริปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งนี้เน้นมาดูซากุระเป็นหลัก

เลยเลือกที่ยอดนิยม และก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดไว้ ซึ่งบางครั้งที่ที่ไม่ได้อยู่ในความคิดก็สร้างความรู้สึกประหลาดใจและสุขใจได้ง่ายๆ และเป็นอีกครั้งที่ทำให้การมาเที่ยวครั้งนี้สร้างความประทับใจเหมือนที่ผ่านมา



6 วิธีวางแผนเที่ยวไป “ญี่ปุ่น” ฉบับมนุษย์เงินเดือน

วันลาพักร้อนและวันหยุดยาว” นี่แหละสิ่งที่มนุษย์เงินเดือนอย่างเรารอคอย บวกโบนัสไปอีกคงดีไม่น้อย จะได้ไม่ต้องวางแผนเรื่องการเงินอะไรให้มากนัก แต่เดี๋ยวก่อน ตื่นค่ะตื่น! ถ้าสิ่งที่ว่ามาดูเพ้อๆ กว่าความเป็นจริง ก็ซับน้ำตาแล้วมาดูนี่ดีกว่า เพราะถ้าหากคุณเป็นมนุษย์เงินเดือนที่อยากจะลองเก็บเงินเที่ยวด้วยตัวเอง จะปีละครั้งสองครั้ง แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ทาง WOM JAPAN มีวิธีเบื้องต้นดีๆ มาแชร์ให้ดูตรงนี้แล้ว

01

ค้นหาจุดหมายปลายทาง แล้วเริ่มหาข้อมูล

แน่นอนว่าอย่างแรกคือการเลือกสถานที่ ที่เราอยากจะไป ถ้าหากเราอยากจะเริ่มต้นเดินทางด้วยตัวเองคนเดียว แบบไม่ง้อทัวร์ ไม่ง้อใคร ก็ควรเริ่มจากประเทศเบาๆ ก่อน อย่างประเทศญี่ปุ่นนี่แหละ เพราะมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปมาก เข้าถึงง่าย และเดินทางท่องเที่ยวสะดวก ยิ่งเดี๋ยวนี้มีป้ายบอกภาษาไทยเต็มไปหมด ไม่ต้องห่วงว่าจะไปป้ำๆเป๋อๆ อยู่ที่นู้น ถ้าใครมีเพื่อนร่วมทริปไปด้วย ก็ดีเข้าไปใหญ่ แต่สิ่งที่สำคัญคือการหาข้อมูล ท่องเว็บนู้น ออกเว็บนี้ อย่างกระทู้บลูแพลนเน็ต อ่านๆ ดูรีวิวคร่าวๆ ให้มีข้อมูลในหัวว่าควรไปจะไปเที่ยวไหน ที่นั้นมีอะไรน่าสนใจ เดินทางยังไงได้บ้าง เพื่อที่จะวางแผนเป็นลำดับต่อไป

02

จัดสรรและกำหนดเวลาสำหรับทริปท่องเที่ยว

เมื่อได้จุดหมายที่ต้องการแล้ว ก็อย่าลืมศึกษาคร่าวๆ ก่อนว่าจุดหมายที่เราจะไปเป็นอย่างไร สิ่งถัดมาที่ต้องทำก็คือหาช่วงเวลาเดินทาง ใช้เวลากี่วัน และจะหยุดวันไหนบ้าง ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณและวันหยุดลาพักร้อนที่มนุษย์เงินเดือนอย่างเรามี โดยปกติแล้ว เราก็ต้องดูปฏิทินวันหยุดประกอบไปด้วยถูกไหม ซึ่งวิธีที่ดีสำหรับทริปที่คิดว่าต้องใช้เวลาท่องเที่ยวเป็นอาทิตย์หรือมนุษย์เงินเดือนที่บริษัทให้วันลาพักร้อนมาน้อยนิด ก็ควรหยุดควบไปกับวันหยุดยาวประจำปี เพื่อที่จะได้มีวันลาเหลือไปใช้ในทริปต่อไปหรือโอกาสอื่น 

03

วางแผนเรื่องงบประมาณ

จะบอกว่าเงินนี่แหละ คือปัจจัยที่สำคัญสุดสำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเรา ฉะนั้น การวางแผนไว้ก่อน จึงเป็นเรื่องสำคัญ จากข้อหนึ่งที่เราหาข้อมูลของจุดหมายที่เราอยากจะไปแล้ว ก็ทำให้รู้ได้คร่าวๆ ว่า ตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นมีราคาประมาณเท่าไหร่ ที่พักในญี่ปุ่นประมาณไหน ค่าเดินทาง ค่ากิน และค่าช้อปอื่นๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ควรมีไว้ในหัว แล้วจดไว้เลยว่า ค่าตั๋วเครื่องบินควรอยู่ในงบประมาณนี้ ที่พักจำนวนคืนเท่านี้ อัตราแลกเปลี่ยนควรอยู่ที่เท่านี้ พ็อกเก็ตมันนี่เราจะใช้เท่านี้ เพื่อไม่ให้งบประมาณบานปลาย อีกอย่างหนึ่ง คือวิธีการเก็บออมเพื่อการท่องเที่ยวของคุณ ก็อาจจะลองแบ่งออกมากจากเงินเดือนต่างหากสัก 5-10% ทุกเดือน ตรงนี้ก็สามารถช่วยได้เหมือนกัน รวมไปถึง ถ้ามีเพื่อนไปเที่ยวด้วยเนี่ย ค่าที่พักหรือค่าจิปาถะอื่นๆ ก็จะถูกหาร นี่ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้ทริปของมนุษย์เงินเดือนประหยัดไปได้

04

จองตั๋วเครื่องบิน

พอได้งบประมาณในใจแล้ว ถัดมาก็คือการจองตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นนี่แหละ ซึ่งบอกเลยว่าน่าจะกินงบประมาณไปครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว ฉะนั้น การวางแผนการเดินทางตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้ได้ตั๋วถูก จะเป็นการดีที่สุด และวิธีในการจองตั๋วเครื่องบินราคาถูกให้มนุษย์เงินเดือนอย่างเราก็มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การติดตามเพจบอกโปรโมชั่นต่างๆ เจอตั๋วถูกปุ๊ปก็จองปั๊ป หรือตัวช่วยที่เราอยากจะแนะนำอีกอย่างเลยก็คือ แอปพลิเคชั่น Traveloka ระเด็นคือ แอปฯ นี้เขาสามารถหาตั๋วบินไปญี่ปุ่นได้ในราคาถูก ตั้งแต่สายการบินโลว์คอสไปจนถึงฟูลเซอร์วิส แถมยังไม่มีค่าธรรมเนียม ไม่ต้องใช้บัตรเครดิตก็ได้ แค่โอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็มธรรมดา ก็จองตั๋วเครื่องบินได้แล้ว แถมบางครั้งมีโค้ดส่วนลดแจก ไว้ใช้ลดได้อีกต่างหาก คือมันดีมาก เป็นแอปฯ ที่ตอบโจทย์เหล่ามนุษย์เงินเดือนอย่างเรา

หากสนใจจองตั๋วเครื่องบินไปญี่ป่นกับ Traveloka  คลิกได้ที่นี้

05

จองที่พักโรงแรม

พอได้ตั๋วเครื่องบินแล้ว ก็อย่าลืมจองที่พักโรงแรม ซึ่งคุณสามารถจองพร้อมกับตั๋วเครื่องบินได้เลย เพราะแอปฯ Traveloka ที่เราแนะนำไป มีให้บริการจองที่พักด้วย ขอบอกเลยว่าสะดวกและรวดเร็วมากๆ  และการเลือกประเภทที่พักก็สำคัญ หากใครไม่ซีเรียสว่าจะต้องสะดวกสบาย ก็แนะนำให้พักประเภทโฮสเทล เพราะราคาถูก เหลือเงินไปเที่ยวได้อีกเยอะ เพราะเวลาเราไปเที่ยวทั้งที ก็คงไม่ได้ใช้เวลาอยู่ในห้องพักมากนัก ถูกไหม? นอกเหนือจากนี้อย่าลืมดูพวกรีวิวหรือคอมเม้นท์ต่างๆ ของที่พัก ว่าสถานที่ตั้งเดินทางสะดวกไหม จะปลอดภัยไหมหากต้องไปคนเดียว และบริการอื่นๆภายในโรงแรมอย่าง Wi-Fi, บริการ Reception ตลอด 24 ชั่วโมง บริการฝากกระเป๋า หรือใกล้ๆ มีร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหารรึเปล่า

สนใจจองที่พักญี่ปุ่นกับ Traveloka คลิกที่นี้

Business Hotel

Youth Hostle

Capsule Hotel

Guest House

Ryokan

06

ทำโปรแกรมเที่ยว

ท้ายสุดก่อนการเดินทางไปญี่ปุ่นจะมาถึง มนุษย์เงินเดือนก็อย่าลืมทำแผนการเที่ยวไว้ด้วย ถ้าไม่มีเวลาจริงๆ อย่างน้อยก็ควรทำไว้คร่าวๆ ไปถึงแล้วจะได้ไม่ต้องมานั่งงมเข็มในมหาสมุทร เพราะมันจะเสียเวลาเอามากๆ ไม่จำเป็นต้องมีข้อมูลเป๊ะ แต่ก็แพลนไว้สักนิด เช่น วันนี้จะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง โดยดูเอาจากสถานที่ๆ อยู่ระแวกใกล้ๆ จะได้เที่ยวในวันเดียวกันเป็นย่านๆ อาจจะเซฟไว้ใน Google Map เพื่อให้เราเห็นภาพรวมว่าตรงไหนใกล้อะไร ถัดมาก็อาจเป็นวิธีเดินทางอย่างไร ซึ่งถ้ามนุษย์เงินเดือนที่ไม่มีเวลาวางแผนเลย วิธีที่ดีคือการมีอินเตอร์เน็ตติดตัว โดยอาจเช่าพ็อกเก็ตไวไฟไปหรือซื้อซิม เพื่อใช้แอปพลิเคชั่นต่างๆ เป็นตัวช่วย

ทีนี้พอจะเห็นภาพคร่าวๆ รึยัง การที่มนุษย์เงินเดือนอยากจะออกไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองไม่ใช่เรื่องยากเลยใช่มั้ยหล่ะ วิธีวางแผนเที่ยวที่เรานำมาฝากกันในบทความนี้หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคนและสร้างแรงบันดาลใจให้ออกไปเที่ยวกันมากขึ้นนะ