HOME Search

ผลการค้นหาพบ – 203 รายการเกี่ยวกับ โตเกียว

Buta Daigaku ข้าวหน้าหมูย่างที่ได้รับเรตติ้งอันดับหนึ่งของโตเกียว ในเว็บ Ranking ร้านอาหารชื่อดัง

ร้านขายเมนูเดียวคือ ข้าวหน้าหมูย่าง มีทั้งหมด 4 ขนาด เล็ก, กลาง, ใหญ่ และ ใหญ่พิเศษ และแบบ Takeaway จะมีแค่ 3 ขนาดยกเว้นใหญ่พิเศษค่ะ ส่วนเมนูที่เหลือจะเป็นเครื่องเคียงที่เค้าจัดเป็นเซ็ทตามรูปที่ตู้กดเลยค่ะ แต่แถวล่างสุด คือถ้าอยากสั่งแยกก็ได้ค่ะ

เราสั่งขนาดกลาง (650 เยน 195 บาท) กับใหญ่ (810 เยน 243 บาท) มานะคะ ปริมาณข้าวเท่ากัน ต่างกันที่จำนวนชิ้นของหมู เราเคยเห็นคนทานขนาดเล็ก มีหมูประมาณ 5-6 ชิ้นค่ะ ข้าวประมาณ 1 ถ้วยค่ะ ส่วนเครื่องเคียงคนญี่ปุ่นมักสั่งซุปมิโซะกับไข่ออนเซนมาทานคู่กันค่ะ แต่เราแนะนำเครื่องเคียงเป็นไข่ออนเซน (110 เยน 33 บาท) กับผักดองเกลือ (70 เยน 21 บาท) นะคะ ออกรสเค็มนิดๆ และเย็นๆ นะคะ

เราไปเย็นวันอาทิตย์เลยไม่ค่อยมีคิวค่ะ เคยมาทานก่อนหน้านี้วันธรรมดาตอนกลางวันมีประมาณ 10 คิวได้ค่ะ แต่ร้านจะออกแนวร้านราเมงของ Salary man คนญี่ปุ่นนะคะ คือรีบทานรีบไปค่ะ ไม่นั่งแช่นานๆ ทางร้านมีข้อกำหนดว่าหากมา 1 คนต้องสั่ง 1 จานนะคะ

วิธีการซื้อนะคะ คือหากมีคิวก็ต่อคิวก่อนค่ะ และจะมีตู้กดออร์เดอร์อัตโนมัติในร้านค่ะ ใส่เงินแล้วกดเลือกเมนูที่ต้องการ จากนั้นเอาตั๋วมาให้พนักงานตอนมีที่ว่างให้นั่งค่ะ ส่งตั๋วให้พนักงานเสร็จก็นั่งแล้วทานน้ำรอได้เลยค่ะ ทางร้านเขียนไว้ว่าอาจจะต้องรอถึง 10 นาทีกว่าอาหารจะมาค่ะ ทานเสร็จแล้วให้ยกจานและแก้ว ขึ้นไปวางบนเคาเตอร์ข้างบนนะคะ

รอบๆ สถานี Shimbashi เป็นที่ทำงานเป็นส่วนมากค่ะ แต่ถ้าเดินไปอีก 2-3 แยกจะเป็นย่านกินซ่าทางใต้ ก็เดินไปช้อปปิ้งได้ค่ะ หรือหากมาช่วงหน้าหนาวก็สามารถเดินไปชม Illumination ที่ Caretta Shiodome ได้ด้วยค่ะ

 

 

พิกัด : สถานี Shimbashi JR Yamanote Line ทางออก Hibiya Exit หรือ Ginza Line ทางออก 8 เดิน 2 นาที

เวลาทำการ : วันธรรมดา 10:30-21:45 น. วันเสาร์อาทิตย์ 11:00-15:00 น., 16:30-20:15 น. หยุดวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนคี่ (เช่น มกราคม มีนาคม)
เบอร์โทร : 03-5512-3121
35.6664091364744,139.757461437652



วาเลนไทน์นี้มาเติมความหวานที่ Chocolate cafe 5 แห่งยอดฮิตในโตเกียวกันเถอะ

สถานีต่อไป...วาเลนไทน์ ~♥ ได้ยินเสียงสัญญาณมาแต่ไกลเลยค่ะทุกคน แล้วเพื่อนๆ ล่ะคะพร้อมกับเทศกาลแห่งความรักกันหรือยัง ? ถ้ายังไม่รู้ว่าจะพาแฟน (หรือเพื่อนก็ได้นะ) ไปที่ไหนเราขอให้แนะนำให้มาเติมความหวานกันที่คาเฟ่ช็อคโกแลต 5 ร้านยอดฮิตในโตเกียวกันค่ะ แนะนำมากๆ สำหรับใครที่ชื่นชอบช็อคโกแลตเป็นชีวิตจิตใจ ชอบอยู่ท่ามกลางกลิ่นช็อคโกแลต รับรองเลยมาแล้วได้ฟินทั้งตัวเองทั้งคู่เดทแน่ๆ ><

1. Max Brenner Chocolate Bar : Tokyo Skytree Town

มาเริ่มร้านแรกกันด้วยคาเฟ่ช็อคโกแลตส่งตรงมาจากประเทศอิสราเอลที่มีคอนเซ็ปคือ “Chocolate Entertainment” ประมาณว่าเมนูช็อคโกแลตของเขาจะทำให้เรารู้สึกสนุก ได้อารมณ์แปลกใหม่ไปพร้อมกับการดื่มด่ำรสชาติช็อคโกแลตแสนเข้มข้น

ยกตัวอย่างเช่น เมนู Chocolate Fondue Tower ที่เพื่อนๆ จะได้สนุกไปกับการนำผลไม้หรือมาสเมลโล่มาจิ้มทานกับช็อคโกแลตฟองดู 3 สีเสิร์ฟมาในถ้วย 3 ชั้นทำให้แข็งช้ากว่าที่อื่น Chocolate Pizza พิซซ่าที่โรยหน้าด้วยช็อคโกแลตและมาร์ชเมลโล ส่วนของเครื่องดื่มก็มีเมนูช็อคโกแลตดริ้งค์เสิร์ฟมาในแก้วรูปทรงเก๋ ให้ความรู้สึกแปลกใหม่แถมสามารถสนุกไปพร้อมๆ กับเพื่อนๆ หรือคุณแฟนก็ได้
ที่ตั้ง : Tokyo Skytree Town Solamachi 1F 1-1-2 Oshiage,Sumida,Tokyo,131-0045
เวลา : จ.-ศ. 10.00-22.00 น. ส.-อา. 9.00-22.00 น.
สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ : http://maxbrenner.co.jp/

2. Lindt Chocola Cafe : Omotesando

ที่ Lindt Chocola Café ถ้าเดินเข้ามาแล้วเหมือนได้เข้ามาอยู่ในบ้านขนมเลยค่ะ เพราะเขาจะมีช็อคโกแลตหลากหลายรสชาติ หลากหลายรูปแบบให้เราหยิบเต็มไปหมดเลย และที่ฟินยิ่งกว่านั้นคือ ส่วนของคาเฟ่ที่มีเมนูช็อคโกแลตให้เราเลือกเติมความหวานอีกเพียบ

Lindt Iced Chocolate Drink และ Lindt Soft Cream Chocolate ที่มีทั้งแบบถ้วยทานในร้าน หรือแบบวัฟเฟิ้ลโคนเอากลับบ้าน ถือเป็นเมนูยอดฮิตของที่นี่ ยิ่งถ้าเป็นช่วงวาเลนไทน์เขาก็จะออกเมนูพิเศษมาต้อนรับเทศกาลแห่งความหวานให้เหล่าคู่รักได้มานั่งฟินกับช็อคโกแลตไปพร้อมๆ กัน
ที่ตั้ง : 3-5-22 Kita-Aoyama,Minato,Tokyo 107-0061
เวลา : จ.- ศ. 9.00-22.00 น. ส. 10.00-22.00 น. อา. และ วันหยุดนักขัตฤกษ์ 10.00-21.00 น.
ดูรายละเอียดได้ที่ : http://www.lindt.jp/

3. JEAN-PAUL HEVIN Chocolate Bar(re) : Marunouchi

คนรักช็อคโกแลตน่าจะรู้จักดีกับแบรนด์ JEAN-PAUL HÉVIN ที่เป็นแบรนด์ช็อคโกแลตระดับโลกสัญชาติฝรั่งเศส ตอนนี้เขาก็มีช็อคโกแลตบาร์ให้สามารถนั่งดื่มด่ำรสชาติช็อคโกแลตท่ามกลางกลิ่นหอมหวานอบอวลอยู่ในร้านแบบชิลๆ ได้แล้วกลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่เดทสำหรับคู่ที่อยากมาเติมความหวานให้แก่กันค่ะ

เมนูในร้านมี Chocolate Drink ทั้งร้อนและเย็นที่มีให้เลือกตามสายพันธ์ุของเมล็ดโกโก้ กาแฟ ชา ของหวานที่แนะนำก็มีไอศกรีมโรยด้วยท็อปปิ้งต่างๆ หรือจะเลือกเป็นเซ็ตเค้ก ช็อคโกแลต มาการอง ฯลฯ เสิร์ฟมาพร้อมกับช็อคโกแลตร้อนๆ รสชาติเยี่ยมก็มีให้ฟินเยอะแยะเลยค่ะ อ้อ ! และช่วงวาเลนไทน์เขาก็มีเมนูพิเศษเอาไว้ให้พาคนรู้ใจมาเติมความหวานกันด้วยนะ
ที่ตั้ง : Isetan Salone Men’s Shin Tokyo Bld 1F Marunouchi, 3-3-1 Chiyoda-ku, Tokyo
เวลา : 11.00-20.00 น.
ดูรายละเอียดได้ที่ : http://www.jph-japon.co.jp/index.html

4. Chocolate×Bar TOKYO : Shiodome

หากพูดถึงร้านนี้ก็จะบอกก่อนเลยว่าไม่ใช่ร้านช็อคโกแลตบาร์ธรรมดา แต่เป็นร้าน Chocolate ที่อยู่ในรูปแบบของ Bar จะเป็นความหวานที่ผสมเข้ากับความร้อนแรงของแอลกอฮอล์ จึงเหมาะสำหรับคู่รักหนุ่มสาววัยทำงานมานั่งชิลเติมความหวานกันหลังเลิกงานค่ะ

เมนูของเขาที่แนะนำก็จะมี Chocolate Beer และค็อกเทลช็อคโกแลตรสชาติต่างๆ กว่าอีก 30 เมนู หากดื่มอย่างเดียวยังเติมความหวานไม่พอก็แนะนำให้สั่งช็อคโกแลตฟองดูมาทานคู่กันด้วย จะได้หวานคู่กันแบบแพคคู่ไปเลย
ที่ตั้ง : Momento Shiodome 2-3-17 Higashishinbashi, Minato, Tokyo,105-0021
เวลา : Lunch&Tea Time 11:30-15:00 น. Dinner&Bar 18:30-23:00 น.
ดูรายละเอียดได้ที่ : http://chocolate-bar.tokyo.jp/

5. Donnaseruvathika : Meijijingu-Mae

หากใครกำลังมองหาที่เดทในคืนวาเลนไทน์ท่ามกลางแสงเทียนสลัวๆ จิบไวน์ จิบวิสกี้ในบรรยากาศโรแมนติกแต่อีกใจนึงก็ยังอยากทานช็อคโกแลตแล้วล่ะก็ ร้าน Donnaseruvathika ตอบโจทย์เพื่อนๆ แน่นอน !

เพราะร้านนี้นอกจากจะเปิดเป็นบาร์ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วยังเสิร์ฟช็อคโกแลตชั้นเยี่ยม จัดออกมาเป็นชิ้นเล็กๆ พอดีคำ วางอยู่บนจานเคลือบลายสวยเพิ่มความมีระดับขึ้นไปอีก รสหวานปนขมของช็อคโกแลตเข้ากันได้ดีกับเครื่องดื่มของทางร้าน บรรยากาศแบบนี้ให้ความโรแมนติกเต็มร้อยไปเลย
ที่ตั้ง : SUNFOREST MORITA 4F 1-3-3 Jinnan Shibuya Tokyo 150-0041
เวลา : 18.00-2.00 น. (หยุดวันอาทิตย์)



คนรักงานแฮนด์เมดและงานเย็บปักถักร้อยห้ามพลาด! งาน “Nuno-Haku in Tokyo” อีเวนท์น่ารักๆ ที่โตเกียว 17-18 กุมภาพันธ์นี้!

   สาวๆ ที่รักงานแฮนด์เมดน่ารักๆ หรืองานเย็บปักถักร้อยสวยๆ ต้องห้ามพลาดงานนี้! “งาน Nuno-Haku - 布博” ที่จัดขึ้นเป็นประจำ ครั้งต่อไปที่กำลังจะจัดโตเกียวนี้นับเป็นครั้งที่ 10 แล้วค่ะ หรือที่เรียกว่า “Nuno-Haku in Tokyo vol.10 - 布博 in 東京 vol.10” จัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน ในวันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ 2018 ที่จะถึงนี้ค่ะ ภายในงานเรียกได้ว่าเป็นการจัดแสดงสินค้า และรวมเวิร์คช็อปน่าลองทำอยู่หลายกิจกรรมเลย เรียกได้ว่างานผ้า งานกระดุม งานแฮนด์เมดต่างๆ มากันแบบจัดเต็มเลยค่ะ ไปถึงถ้าไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับบ้านนี่เรียกได้ว่ายังมาไม่ถึงงานแน่ๆ!

   นอกจากการขายอุปกรณ์งานผ้า และงานแฮนด์เมดน่ารักๆ ที่มากันแบบจัดเต็มแล้ว ในงานยังมีทั้งเวิร์คช็อป กิจกรรมทอล์คโชว์บนเวที การออกร้านอาหาร และเครื่องดื่ม แถมมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินอินดี้ญี่ปุ่นอีกด้วย

มีของที่ระลึกแบบลิมิเต็ดที่มีเฉพาะงานนี้ด้วยนะคะ นั่นคือ “เข็มกลัดงานผ้าน่ารักๆ หรือ Can Badge” ที่เราสามารถลงมือทำเองได้ เป็นลายผ้าจากดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่น Morina Omi มีหลายลายให้สะสมค่ะ (ชิ้นละ 300 เยน)

นอกจากนี้ยังมี “เซ็ตอุปกรณ์การทำกระดุมผ้าน่ารักๆ” มอบให้แก่ผู้ที่ซื้อสินค้าภายในงาน 1,000 ท่านแรก ด้วยค่ะ

ภายในงาน มีศิลปินอินดี้ญี่ปุ่นเตรียมมามอบความสุขให้กับผู้เข้าร่วมงานหลายคน เช่น Ichiko Aoba, Watashinonegaigoto และ sugar me

sugar me

Watashinonegaigoto

ใครที่ชอบงานแบบนี้ ห้ามพลาดเด็ดขาดนะคะ! ลองดูตัวอย่างงาน Nuno-Haku ของปี 2017 กันได้ที่นี่ค่ะ

“Nuno-Haku in Tokyo vol.10 - 布博 in 東京 vol.10”
วันที่จัดงาน : วันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ 2018
เวลาจัดงาน : วันที่ 17 กุมภาพันธ์ เวลา 11.30 – 17.00 น. / วันที่ 18 กุมภาพันธ์ เวลา 10.00 – 16.00 น.
สถานที่จัดงาน : Tokyo Ryutsu Center Inc. (TRC 2nd Exhibition Hall / Hall E)
การเดินทาง : เดิน 1 นาทีจากสถานี Ryutsu Center Station (Tokyo Monorail) ขึ้นรถบัส Keihin Kyoko Bus จากสถานี JR Omori Station ประมาณ 12 นาทีมาลงที่ Ryutsu Center แล้วเดินอีก 1 นาที
ค่าเข้างาน : 500 เยน (เด็กนักเรียนชั้นประถมเข้าฟรี)
Website : http://textilefabrics.jp/201802/
Facebook : https://www.facebook.com/texti1efabrics/
Twitter : https://twitter.com/textilefabric

แหล่งที่มาข้อมูล : http://event-checker.blog.so-net.ne.jp/nuno-haku201502
                               : http://textilefabrics.jp/201802/



แนะนำสวนสาธารณะที่ชมซากุระได้สวยและงดงามสุดที่โตเกียว

ปลายเดือนมีนาคม – ต้นเมษายน ของทุกปีจะเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นช่วงชมซากุระของญี่ปุ่น ซึ่งนับแต่อดีตกาลเทศกาลชมซากุระมีมาตั้งแต่สมัยนาระ ช่วงปี (ค.ศ.710-794) และจัดในราชสำนัก ต่อมาได้แพร่หลายไปยังประชาชนถึงปัจจุบัน และกลายเป็นเทศกาลสำคัญในที่สุด ที่โตเกียวนั้นมีจุดชมซากุระสวยๆ มากมาย แต่คนส่วนใหญ่ชอบที่จะปิกนิกกันที่สวนสาธารณะเพราะเดินทางสะดวก ที่สำคัญฟรีอีกด้วย มีที่ไหนบ้างลองตามไปดูกันเลยค่ะ!

1. Chidorigafuchi Park - สวนจิโดริงะฟูจิ

สวนจิโดริงะฟูจิ เป็นสวนที่ตั้งอยู่ระหว่างทางระบายน้ำ 2 สาย อยู่ใกล้กับพระราชวังอิมพีเรียลทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นหนึ่งในสถานที่ชมซากุระสุดโรแมนติกติดอันดับต้นๆ ของโตเกียว โดยจะเป็นเส้นทางลัดเลาะคลอง ระยะทาง 700 เมตร มีต้นซากุระอยู่ทั้งหมด 1,000 ต้น เป็นสายพันธุ์โซเมอิโยชิโนะ และพันธุ์โอชิมะ ซึ่งในแต่ละปีจะมีคนจากทั่วประเทศญี่ปุ่นมาชมซากุระที่สวนแห่งนี้มากถึงล้านคน สามารถเข้าชมได้ตลอด ไม่เสียค่าใช้จ่าย จุดชมซากุระที่ได้รับความนิยมคือ สวนรอบนอกของพระราชวังอิมพีเรียล

ซากุระจะเริ่มบานตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมจนถึงต้นเดือนเมษายน ซึ่งที่นี่จะมีเทศกาล CHIYODA NO SAKURA MATSURI ด้วยในระหว่างจัดงานจะเปิดให้เช่าเรือได้จนถึงเวลา 20.00 น. โดยคิดค่าเช่า 800 เยน / 30 นาที ช่วงเทศกาลชมซากุระ จะมีการประดับไฟที่ต้นซากุระ เริ่มเปิดไฟตั้งแต่ตอนพระอาทิตย์ตกดินจนถึงเวลา 22:00

การเดินทางโดยรถไฟ :

เดินประมาณ 5 นาทีจากทางออกหมายเลข 2 สถานี "คุดันชิตะ" สายโตเกียวเมโทร, เดิน 5 นาทีจากทางออกหมายเลข 5 สถานี "ฮันโซมง" สายโตเกียวเมโทร

2. Yoyogi Park - สวนโยโยกิ

สวนโยโยกิ เป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในกรุงโตเกียว มีมาตั้งแต่ค.ศ. 1967 อยู่ติดกันกับสถานีรถไฟฮาราจูกุ และศาลเจ้าเมจิ สวนนี้คนจะค่อนข้างเยอะ เพราะว่ามีต้นไม้นานาพันธุ์ให้ชมความงามตลอดทั้งปี ไฮไลท์ของที่นี่คือฤดูกาลแห่งใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่น ที่จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงด้วยกัน คือ ช่วงซากุระบาน มีซากุระพันธุ์โยชิโนะเป็นศูนย์กลางบานสะพรั่งกว่า 500 ต้น และช่วงที่ใบแปะก๊วยเปลี่ยนสี ในช่วงวันเสาร์อาทิตย์คนญี่ปุ่นก็นิยมมาปิกนิก ออกเดต หรือใช้เป็นสถานที่จัดตลาดนัดออกร้านขายของอยู่บ่อยครั้ง

การเดินทาง :

JR Line ลงที่สถานี Harajuku Station หรือ Tokyo Metro Subway สาย Chiyoda ลงที่สถานี Yoyogi-koen Station จากทั้งสองสถานีเดินประมาณ 2 – 3 นาที

3. Ueno Park - สวนอุเอโนะ

หนึ่งในจุดชมซากุระชื่อดังของโตเกียวต้องเป็นที่ สวนอุเอโนะเพราะมีต้นซากุระปลูกอยู่เกือบพันต้น ออกดอกบานสะพรั่งตลอดทางเดินรอบสวนเลยทีเดียว นอกจากจะเป็นแหล่งชมซากุระขึ้นชื่อแล้วก็ยังเป็นที่ตั้งของวัด พิพิธภัณฑ์ศิลปะ พิพิธภัณฑ์สถานและยังมี สวนสัตว์อุเอะโนะ ที่มีสัตว์ดังหลายชนิดอีกด้วย เช่น แพนด้า ช่วงปลายเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายน ก็จะมีเทศกาลสำคัญที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี นั่นคือเทศกาล Ueno Sakura Matsuri-Cherry Blossom Festival หรือ เทศกาลชมดอกซากุระ มีผู้เข้าชมเกือบ 2 ล้านคนในทุกปี

การเดินทาง :

รถไฟสาย JR : Yamanote Line, Keihin Tohoku, Joban Line สถานี Ueno ,รถไฟใต้ดิน Tokyo Metro : Ginza Line, Hibiya Line สถานี Ueno

4. Inokashira Park - สวนอิโนคาชิระ

สวนอิโนคาชิระ เป็นอีกหนึ่งสวนสาธาณะเก่าแก่ที่มีวิวทิวทัศน์เหมาะในการชมซากุระ โดยเฉพาะริมสระน้ำขนาดใหญ่ ร่มรื่นด้วย ต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่รายล้อม อยู่ทางฝั่งตะวันตกของโตเกียว มีกิจกรรมให้ทำมากมายไม่ว่าจะเป็น ปิกนิก ออกกำลังกาย หรือถีบเรือสระ และทางฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของสวนแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณท์จิบลิอีกด้วย

5. Shinjuku Gyoen - สวนชินจูกุเงียวเอน

สวนชินจูกุเงียวเอน เป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่สุดในโตเกียวอยู่ใกล้สถานีชินจูกุ ที่นี่มีต้นซากุระถึง 1,500 ต้นจากหลายสายพันธุ์ ออกดอกบานสะพรั่งสวยงามสุดๆ ทำให้มีหลายคนมาเดินเล่น มาเดต และมาปิกนิกกับครอบครัวที่สวนแห่งนี้เป็นจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตามสวนนี้ไม่ได้เข้าฟรีนะจ้ะ ต้องเสียคนละ 200 เยน เปิด 9.00 น. - 16.30 น.

6. Megurogawa - แม่น้ำเมกุโระ

แม่น้ำเมกุโระ ถือว่าเป็นจุดชมซากุระที่ได้รับความนิยมอันดับต้นๆ เลยทีเดียว สำหรับ megurogawa เป็นแม่น้ำสายเล็กๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากสถานีชิบุยะ พอถึงฤดูของดอกซากุระทุกปีที่นี่จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่จะมาดูชมต้นซากุระริมน้ำถึง 800 ต้น ยาวถึง 4 ก.ม. มีการประดับไฟตอนกลางด้วย นอกจากนี้ยังมีร้านค้าแฟชั่นและร้านอาหารมาออกร้านมากมายโดยรอบ

7. Aoyama Cemetery - สุสานอาโอะยามา

สุสานอาโอะยามา สุสานขนาดใหญ่อยู่ใจกลางโตเกียว เป็นที่ฝังศพของบุคคลสำคัญในประเทศทั้งญี่ปุ่น และต่างชาติ รวมไปถึงฮาจิโกะ น้องหมาผู้ซื่อสัตย์ ที่นี่จะเต็มไปด้วยซากุระช่วง มีนาคม – ต้นเมษายน เดินจากสถานีรถไฟโนจิซากะประมาณ 5 นาที เข้าชมได้ทั้งกลางวัน และกลางคืนแต่ก็แนะนำให้มาดูซากุระตอนกลางวันมากกว่านะ

8. Rikugien Garden - สวนริคุงิเอน

สวนริคุงิเอน เป็นสวนญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่คนญี่ปุ่นถือว่าเป็นสวนที่สวยที่สุด อยู่ใกล้อิเคบุโระ เพลิดเพลินไปกับชิดาเระซากุระที่ห้อยระย้าราวกับน้ำตก และจะบานเร็วกว่าซากุระพันธุ์อื่นๆ และมีการจัดไลท์อัพในยามค่ำคืนอีกด้วย บรรยากาศโรแมนติคมากๆ

9. Mount Takao - ภูเขาทาคาโอะ

ภูเขาทาคาโอะ เป็นภูเขาเล็กๆ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของใจกลางกรุงโตเกียว ใช้เวลา 1 ชั่วโมงจากสถานีชินจูกุ จุดชมซากุระแห่งนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบปีนเขาเดินป่าชมธรรมชาติ ดูลิงภูเขา และเที่ยวชมวัด เป็นบริเวณที่มีต้นซากุระหนาแน่นมากที่สุด มีจำนวนกว่า 1,000 ต้น และหลากหลายชนิด ดอกซากุระที่นี่บานช้ากว่าที่อื่น

แหล่งที่มาข้อมูล : https://www.japantimes.co.jp/best-of-city-guide/2017/03/best-of-places/best-parks-for-cherry-blossoms-in-tokyo/#.Wk3_mdR97VT



ระบบท่อระบายน้ำยักษ์ใต้ดิน ช่วยโตเกียวจากภัยน้ำท่วมได้ชะงัด

เมืองหลวงใหญ่ทั่วๆ โลกประสบปัญหาน้ำท่วมด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นลอนดอนหรือโตเกียว ตลอดจนกรุงเทพฯ ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทำเลที่ตั้ง ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มอุ้มน้ำ และอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำตามธรรมชาติ แต่ประเทศต่างๆ ก็หาวิธีแก้ไขได้อย่างน่ามหัศจรรย์ ไม่ว่าจะเป็นประเทศอังกฤษที่สร้างกำแพงยักษ์กั้นคลื่นทะเล ประเทศเนเธอแลนด์ที่สร้างเขื่อนกั้นรอบประเทศ ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล หรือญี่ปุ่นที่สร้างอุโมงค์ยักษ์เอาไว้ระบายน้ำ มีแต่เพียงกรุงเทพของเรานี่แหละ ที่ยังมีน้ำท่วมแล้วท่วมอีก และท่วมหนักทุกปีอีกด้วย

วันนี้เราเลยอยากจะพาคุณไปชมอุโมงค์ยักษ์ใต้ดินของประเทศญี่ปุ่น ที่ทั้งสวยงามและสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง ว่ากันว่าอุโมงค์นี้ใช้เวลาสร้างนานเกือบ 20 ปี และรัฐบาลทุ่มทุนสุดๆ เพราะใช้งบประมาณไปกว่า 7 หมื่นล้านบาทเลยทีเดียวเชียวล่ะ

สังเกตได้ว่าเสามีขนาดใหญ่ และเพดานมีขนาดสูง ชวนให้นึกถึงเมือง Hobbit จากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง The Lord of the Ring เลยล่ะ

รู้รึเปล่าว่าที่นี่เขาเปิดให้ผู้คนเข้าไปทัศนศึกษาหาความรู้กันได้ด้วยนะ เจ๋งสุดๆ ไปเลย มีทั้งวิดีโอบรรยายรายละเอียดการทำงาน และยังสามารถไปชมห้องควบคุม ที่มีคอมพิวเตอร์คอยมอนิเตอร์ถึง 20 ตัวได้ด้วยล่ะ

โดยท่อทั้งหมดจะมีความยาวถึง 6.3 กิโลเมตรด้วยกัน เป็นท่อค่อยๆ ส่งไปยังบ่อพักน้ำแต่ละแห่ง ท่อทั้งหมดจะมีความยาวกว่า 6.3 กิโลเมตรด้วยกัน เป็นท่อค่อยๆ ส่งไปยังบ่อพักน้ำแต่ละแห่ง ซึ่งสามารถระบายน้ำได้วินาทีละ 200 ตันเลยทีเดียว

ใครที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นบ่อยจนไม่รู้จะไปที่ไหนดีแล้ว ก็ลองแวะไปชมอุโมงค์ยักษ์แห่งนี้กันได้ ว่าแต่ รัฐบาลไทยน่าจะจัดทีมไปดูงานที่นี่เหมือนกันนะ ว่าไหม? กรุงเทพจะได้เลิกน้ำท่วมเสียที

แหล่งข้อมูลอ้างอิง : http://wonderfulengineering.com/japanese-govt-took-17-years-to-make-these-tunnels-deep-beneath-tokyo-here-is-why-they-made-them/



10 อันดับขนมของฝากจากแหล่งช้อปปิ้งในสถานีโตเกียวที่ควรซื้อกลับบ้าน

ใครที่มาเที่ยวโตเกียว พอใกล้จะเดินทางออกจากโตเกียวแล้วยังไม่มีของฝากติดไม้ติดมือกลับไปด้วย ลองแวะมาที่ First Avenue Tokyo Station 東京駅一番街 ศูนย์การค้าที่อยู่ชั้นใต้ดินของสถานีรถไฟสาย JR Yamanote สถานี Tokyo ที่นี่มีร้านค้ารวมกันมากกว่า 130 ร้าน ไม่ว่าจะเป็นร้านขนมญี่ปุ่น ร้านขนมทั่วๆ ไปชื่อดังจากทั่วโลก หรือร้านขายสินค้าคาแรคเตอร์น่ารักๆ จากอนิเมะดังเรื่องต่างๆ ซึ่งในวันที่ 11 ธันวาคม 2017 ที่ผ่านมา ทางห้าง First Avenue Tokyo Station ได้ประกาศการจัดอันดับ 10 ขนมของฝากยอดนิยมที่มียอดการซื้อสูงสุดก่อนช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะถึงนี้ ลองมาดูกันนะคะว่ามีอะไรกันบ้าง เผื่อจะเป็นไอเดียในการซื้อขนมของฝาก หากใครคิดไม่ออกว่าจะซื้ออะไรกลับมาฝากทางบ้านดี ลองมาเช็คที่นี่กันก่อนได้ค่ะ ..

อันดับ 1 TOKYO BANANA x KITKAT

ขนมของฝากที่มาแรงเป็นอันดับ 1 ของโตเกียว จะเป็นอะไรไปไม่ได้เลยนอกจาก Tokyo Banana x KitKat กล่องสีเหลืองกล่องนี้ จะมีวางขายที่ร้าน Tokyo Okashi Land ถึงวันที่ 9 มกราคม 2018 นะคะ โดยที่ผ่านมาสถิติคือขายได้ 350,000 ชิ้นต่อสัปดาห์! ถือว่าเป็นยอดขายที่สูงมากๆ เพราะคนนิยมซื้อเป็นของฝากจากโตเกียวกลับบ้านกันค่ะ (ราคา 8 ชิ้น 702 เยน ประมาณ 210 บาท / แบบ 15 ชิ้น 1,296 เยน ประมาณ 388 บาท)

อันดับ 2 TOKYO LA BOULE 東京ラ・ブール

ตามมาด้วยอันดับที่ 2 ขนม Tokyo La Boule จากร้าน Shiseido Parlour ที่มีชื่อเสียงเก่าแก่ยาวนานกว่า 115 ปี เป็นช็อกโกแลตบอลเคลือบคุกกี้กรอบๆ ด้านนอกแบบครั้นชี่ มีขายแค่ที่ Tokyo Me+ สถานีรถไฟโตเกียว และสนามบินฮาเนดะเท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นของที่ลิมิเต็ดมากๆ เหมาะกับการซื้อเป็นของฝากอย่างยิ่ง (ราคา 5 ชิ้น 540 เยน ประมาณ 162 บาท / แบบ 12 ชิ้น 1,080 เยน ประมาณ 324 บาท / แบบ 18 ชิ้น 1,620 เยน ประมาณ 486 บาท)

อันดับ 3 TOKYO CARAMEL WAFERS BAR東京キャラメルウエハースバー

อันดับต่อมาคือขนม Tokyo Caramel Wafers Bar จากร้าน Patisserie Kihachi – パティスリーキハチ ซึ่งตัวแป้งเวเฟอร์เป็นแบบซ้อนกันเป็นเลเยอร์ 7 ชั้น สอดไส้ครีมเนื้อบางเบาละมุน มี 2 แบบในกล่องคือแบบ Milk Caramel และแบบ Bitter Caramel สามารถหาซื้อได้ที่บริเวณ Tokyo Me+ (ราคา 10 ชิ้น 1,080 เยน ประมาณ 324 บาท / แบบ 16 ชิ้น 1,620 เยน ประมาณ 486 บาท)

อันดับ 4 TOKYO RUSK COLLECTION / TOKYO RUSK 東京ラスクコレクション/東京ラスク

ขนมแบบพรีเมียม มี 3 รสชาติให้เลือก คือ Milk, Raspberry และ Uji Matcha สามารถหาซื้อได้ที่บริเวณ Tokyo Me+ (ราคา 10 ชิ้น 1,300 เยน ประมาณ 390 บาท / แบบ 21 ชิ้น 2,160 เยน ประมาณ 648 บาท / แบบ 38 ชิ้น 3,240 เยน ประมาณ 972 บาท)

อันดับ 5 SALT CARAMEL ROLL (ARINCO TOKYO STATION)

ขนมเค้กโรลแบบลิมิเต็ดสุดคลาสสิกที่จะหาซื้อได้ที่สถานีโตเกียวเท่านั้น สามารถหาซื้อได้ที่บริเวณ Tokyo Me+ (ราคา 1,543 เยน ประมาณ 462 บาท)

อันดับ 6 EDOMON DE BAUM エドモンド・バウム

ขนมที่เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างเค้ก Baumkuchen (บามคูเฮน) เค้กที่ทำเป็นวงเป็นชั้นๆ เหมือนขอนไม้ กับส่วนผสมอย่างช็อกโกแลต ชื่อ EDOMON หมายถึงยุค EDO ของญี่ปุ่น บวกกับคำว่า Mon de ในภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า “โลก” มีวางจำหน่ายที่บริเวณ Tokyo Miyage Center – 東京みやげセンター ชั้น B1 (ราคา 5 ชิ้น 702 เยน ประมาณ 210 บาท / แบบ 10 ชิ้น 1,296 เยน ประมาณ 388 บาท)

อันดับ 7 SAKU SAKU CARAMELING さくさくキャラメリング

ขนมที่เหมือนโดนัทประกบกันมีไส้คั่นกลางแบบนี้ เป็นของฝากขึ้นชื่อของร้าน Yoku Moku – ヨックモック บริเวณชั้น B1 เป็นแซนด์วิชกรอบแป้งช็อกโกแลตไส้คัสตาร์ดคาราเมลกลิ่นหอมหวาน (ราคา 6 ชิ้น 594 เยน ประมาณ 178 บาท / แบบ 12 ชิ้น 1,080 เยน ประมาณ 324 บาท / แบบ 18 ชิ้น 1,620 เยน ประมาณ 486 บาท)

อันดับ 8 FRANCAIS COLLECTION フランセベストセレクション

ขนมจากร้าน Francais – フランセ บริเวณ Tokyo Me+ ที่มาพร้อมแพคเกจจิ้งสวยงาม น่าซื้อไปเป็นของฝากมากๆ ด้านในเป็นขนมที่เรียกว่า Mille-feuille – มิลเฟย เป็นแป้งสามชั้นคั่นกลางด้วยครีม (ราคา 3,240 เยน ประมาณ 972 บาท)

อันดับ 9 TOKYO SHU KURIN 東京しゅーくりん

ขนม Tokyo Shu Kurin จากร้าน Waran Saiho – 和蘭西葡 บริเวณ Tokyo Me+ เป็นขนมที่ทำจากแป้งช็อกโกแลตสอดไส้เกาลัดหวานๆ (ราคา 4 ชิ้น 540 เยน ประมาณ 162 บาท / แบบ 8 ชิ้น 1,080 เยน ประมาณ 324 บาท / แบบ 12 ชิ้น 1,620 เยน ประมาณ 486 บาท)

อันดับ 10 L’ ATELIER DU SUCREトウキョウ ラトリエ ドゥ シュクル

อันดับสุดท้าย ขนมเค้กมาเดอลีนชิ้นเล็กๆ จากร้าน L’ ATELIER DU SUCRE บริเวณ Tokyo Me+ ทำเป็นรูปเท้าสุนัขน่ารักๆ ทำจากแป้งผสมเนย น้ำผึ้ง มะนาว และช็อกโกแลต ออกมาเป็นขนมเค้กมาเดอลีนรสหวานหอมอร่อย (ราคา 1,198 เยน ประมาณ 359 บาท)

หากใครได้มาที่สถานีโตเกียว ลองมาเดินเล่นดูขนมของฝากกลับไปฝากคนทางบ้านได้นะคะ หรือจะซื้อทานเองก็ได้ไม่ว่ากันค่ะ เพราะน่ารักน่าทานไปหมดทุกอย่างเลย 😊

First Avenue Tokyo Station 東京駅一番街

เวลาทำการ : 10.00 – 20.00 น. (เวลาปิดของแต่ละร้านอาจไม่เท่ากัน)

พิกัด : บริเวณ Tokyo Miyage Center ชั้น B1, Tokyo Me+ ชั้น 1

การเดินทาง : สาย JR Yamanote Line สถานี Tokyo

แหล่งที่มาและภาพประกอบ : https://prtimes.jp/main/html/rd/p/000000001.000030452.html



แจกพิกัด 5 ร้าน Souffle Pancakes แนะนำในโตเกียว ที่สุดของแพนเค้กนุ่มฟูสไตล์ญี่ปุ่นที่ไม่ควรพลาด

ถ้าพูดถึงบรรดาขนมนมเนยที่ควรลิ้มลองเมื่อไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้ว หนึ่งในเมนูที่ไม่ควรพลาดก็คือ Soufflé Pancake แพนเค้กซูเฟล่แผ่นหนา อบร้อน ชุ่มเนย ราดเมเปิ้ลไซรัป เนื้อฟูๆ นุ่มๆ สไตล์ญี่ปุ่นที่หลายคนชื่นชอบนั่นเองค่ะ แต่เอ... ท่ามกลางร้านขนมมากมาย เราจะไปตามล่าหาเจ้าซูเฟล่แพนเค้กแสนอร่อยได้ที่ไหนบ้าง วันนี้เราจัดมาให้แล้วค่ะกับพิกัด 5 ร้าน Souffle Pancakes แนะนำในโตเกียว ที่สุดของแพนเค้กนุ่มฟูสไตล์ญี่ปุ่นที่ไม่ควรพลาด!

 

Café Casa | Omotesando

ร้าน Café Casa เป็นร้านขนมรุ่นเก๋าในย่านโอโมเตะซันโดค่ะ ร้านจะเน้นการตกแต่งในบรรยากาศที่อบอุ่นแต่มีเอกลักษณ์ ตัวแพนเค้กของร้านกรอบนอกนุ่มใน มีความละมุนราวกับจะละลายในปาก เป็นรสชาติที่เข้ากันดีกับเนยสดและเมเปิ้ลไซรัป

 

ข้อมูลร้าน

ที่อยู่ : 3-41-1, Jingumae, Shibuyaku, Tokyo

เวลาทำการ : จันทร์-ศุกร์ 9:00 - 20:30 น. / เสาร์-อาทิตย์ 11:30 - 18:00 น.

เว็บไซต์: https://cafecasa.net

 

Gram | Harajuku

ร้าน Gram เป็นคาเฟ่อยู่ใจกลางฮาราจูกุ ห่างจากสถานีรถไฟฮาราจูกุประมาณ 5 นาที ร้านนี้ได้รับความนิยมมากๆ โดยเฉพาะเมนูแพนเค้กที่ผลิตจากวัตถุดิบและส่วนผสมที่ดีที่สุดและทำขึ้นสดๆ แบบจานต่อจาน เมนูแนะนำคือ “Premium Pancake” เป็นแพนเค้กซูเฟล่ฟูๆ นุ่มๆ สามชั้น เสิร์ฟพร้อมวิปปิ้งครีม เนย และไซรัป

 

ข้อมูลร้าน

ที่อยู่ : 〒150-0001, 1F, 1-9-30, Jingumae, Shibuyaku, Tokyo

เวลาทำการ : 11:00 - 21:00 น.

เว็บไซต์ : http://www.cafe-gram.com

 

Shiawase no Pancake | Ikebukuro

ร้านนี้มีเอกลักษณ์อยู่ที่ครัวแบบเปิดค่ะ ซึ่งเราจะสามารถมองเห็นขั้นตอนการทำแพนเค้กของเชฟได้แบบจานต่อจานเลยทีเดียว จุดเด่นของแพนเค้กร้าน Shiawase no Pancake นี้อยู่ที่ส่วนผสมที่มาจากวัตถุดิบธรรมชาติ ปราศจากผงฟู พิถีพิถันในการทำจนได้รสชาติแพนเค้กหอมอร่อยไม่เหมือนที่ไหน เสิร์ฟพร้อมบัตเตอร์วิปปิ้งและน้ำผึ้งมานูก้าจากนิวซีแลนด์

 

ข้อมูลร้าน

ที่อยู่ : B1F, TII Building, 1st street, 2-4, Higashi Ikebukuro, Toyoshimaku, Tokyo

เวลาทำการ : จันทร์-ศุกร์ 10:00 - 20:00 น. / เสาร์-อาทิตย์ 10:00 - 20:30 น.

เว็บไซต์ : http://magia.tokyo

 

Kissa Knit | Kinshicho

ร้าน Kissa Knit เป็นคาเฟ่เก่าแก่ เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1966 มีกลิ่นอายดั้งเดิมในสมัยยุคโชวะ เมนูแพนเค้กซูเฟล่ของร้านมีความหนาถึง 5 เซนติเมตร รสชาติกรอบนอกนุ่มใน และหอมกลิ่นเนยเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้หลายๆ คนติดใจ

 

ข้อมูลร้าน

ที่อยู่ : 4-26-12, Kotobashi, Sumidaku, Tokyo

เวลาทำการ : จันทร์-เสาร์ 8:00 - 20:00 น. / อาทิตย์ 8:00 - 18:00 น.

เว็บไซต์ : https://tabelog.com/tokyo/A1312/A131201/13076100

 

Tengoku | Asakusa

ภายในร้าน Tengoku จะอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวานของขนมตลอดเวลา แพนเค้กของที่นี่จะเริ่มตีส่วนผสมเมื่อได้รับออเดอร์แผ่นต่อแผ่น มีจุดเด่นอยู่ที่ความกรอบนอกและเนื้อนุ่มฟูด้านใน เมื่อทานคู่กับเนยและไซรัปจะได้รสชาติของนมเข้มข้นขึ้นเสมือนเป็นแพนเค้กโฮมเมด

 

ข้อมูลร้าน

ที่อยู่ : 1-41-9, Asakusa, Taitoku, Tokyo

เวลาทำการ : 12:00 - 18:30 น. (หยุดวันอังคาร)

เว็บไซต์ : https://tabelog.com/tokyo/A1311/A131102/13025425/

 

แหล่งข้อมูลและภาพ : http://www.moshimoshi-nippon.jp/73873



เอาใจคนรักหนังสือกับ 4 คาเฟ่จิบกาแฟที่ไม่ควรพลาดในโตเกียว

คุณว่าจะมีอะไรดีไปกว่าการได้อ่านหนังสือดีๆ สักเล่มขณะจิบกาแฟเยี่ยมๆ สักแก้วบ้างล่ะครับ หากคุณเป็นคนชื่นชอบการอ่านหนังสือแล้วละก็ วันนี้ผมจะพาคุณไปแนะนำให้รู้จักกับ 4 ร้านคาเฟ่ในโตเกียวที่คุณไม่ควรพลาดเด็ดขาดครับ มาเริ่มกันเลยดีกว่า ..

Rainy Day Bookstore & Cafe

ร้าน Rainy Day Bookstore & Cafe ถึงแม้ชื่อร้านจะมีคำว่าวันที่ฝนตก แต่ร้านก็ไม่ได้เปิดหน้าฝนเพียงอย่างเดียวนะครับ ฮ่าฮ่าฮ่า ชื่อร้านมีแรงบันดาลใจมาจากคำพูดของคนญี่ปุ่นที่ว่า ควรใช้เวลาว่างในวันที่ฝนตกไปกับการอ่านหนังสือ นั่นเอง ร้านนี้จะทำให้คุณได้อ่านหนังสืออย่างเต็มที่เพราะตัวร้านถูกสร้างไว้ชั้นใต้ดินทำให้ อินเทอร์เน็ตเข้าไม่ถึง! จึงทำให้คุณสามารถตัดขาดจากโลกภายนอกได้เลย หากสนใจก็ลองเข้าไปดูได้เลย

พิกัด: B1F, 2-21-28 Nishiazabu, Minato-ku

เบอร์โทร: 03-5485-2134

เวลาเปิด-ปิด: เปิดวันพุธ ถึง วันอาทิตย์  11:00 – 19:00

https://tabelog.com/en/tokyo/A1306/A130602/13040763/

Brooklyn Parlor

ร้าน Brooklyn Parlor ตั้งอยู่ใกล้สถานีชินจูกุ เอกลักษณ์ของร้านคือการตกแต่งสไตล์นิวยอร์คทั้งการตกแต่งร้านรวมไปถึงอาหารและเครื่องดื่มด้วย คุณจะได้พบกับหนังสือดีๆ มากมายภายในร้าน และถ้าคุณติดใจเล่มไหนทางร้านยังให้คุณสามารถซื้อกลับบ้านได้อีกด้วย เนื่องจากร้านเป็นร้านอาหารและคาเฟ่จึงอาจจะไม่ค่อยสงบนักแต่หากใครชอบการพบปะผู้คนแล้วละก็คุณไม่ควรพลาดที่นี่เลยล่ะ

พิกัด: B1F Shinjuku Marui Annex, 3-1-26 Shinjuku, Shinjuku-ku

เบอร์โทร: 03-6457-7763

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 11:30 – 23:30 

https://tabelog.com/en/tokyo/A1304/A130401/13097951/

Anjin

ร้านคาเฟ่ที่ตั้งอยู่บนชั้นสองของร้านหนังสือ Daikanyama T-Site หลังจากที่ก้าวขึ้นบันไดไป คุณจะพบกับบรรยากาศหรูหรา ที่คุณสามารถรับประทานอาหารหรือจิบเครื่องดื่มจากบาร์หรูๆ พร้อมกับเพลงบอสซ่าอย่างชิวๆ ถึงแม้ว่าร้านนี้จะไม่มีหนังสือหายาก หรือนวนิยายดีๆ มากขนาดนั้นแต่มีหนังสือภาพ นิตยสารแฟชั่น และหนังสือท่องเที่ยวสุดเจ๋งรอคุณไปอ่านอยู่มากมาย แล้วอย่างนี้จะพลาดได้อย่างไร

พิกัด: 2F Tsutaya Bldg. II, 17-5 Sarugakucho, Shibuya-ku

เบอร์โทร: 03-3770-1900

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 9:00 –2 :00

Paperback Cafe book & cafe

 

หากคุณกำลังมองหาร้านกาแฟราคาย่อมเยา ที่มีหนังสือให้เลือกมากมายหลากหลายประเภท ด้วยกลิ่นหอมของกาแฟที่จะเริ่มวันใหม่ของคุณให้สดใส ถ้าหากว่าหิวแล้วละก็คุณยังสามารถสั่งแซนด์วิชหรือข้าวแกงกะหรี่ได้ด้วยนะ ใครสนใจก็ลองดูที่อยู่ของร้านได้ที่ลิ้งด้านล่างนะครับ

https://tabelog.com/en/tokyo/A1310/A131003/13143570/

น่าสนใจใช่ไหมล่ะครับ เชื่อว่าทุกคนก็คงมีสไตล์ร้านอยู่ในใจอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นหากได้ไปโตเกียวแล้วละก็จะต้องลองไปให้ได้นะครับ

แหล่งที่มาและภาพประกอบ : http://jpninfo.com/90919



โตเกียวดิสนีย์รีสอร์ทวางแผนขยายตลาดมูลค่า 3 แสนล้านเยน ลือกันว่าน่าจะเป็นสวนสนุกโตเกียวดิสนีย์แห่งที่ 3!!

ถือว่าเป็นการเพิ่มแหล่งท่องเที่ยวสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่จะช่วยดึงดูดผู้คนให้หลั่งไหลไปเที่ยวมากยิ่งขึ้น โดยคาดว่าจะเพิ่ม Frozen area เข้าไปด้วย แฟนๆดิสนีย์ห้ามพลาด!!

นับตั้งแต่เปิดทำการครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1983 โตเกียวดิสนีย์แลนด์ก็ได้รับความนิยมมาโดยตลอดและถูกยกย่องให้เป็นสวนสนุกชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น มีการพัฒนาจนกิจการเติบโตและขยายไปสู่การทำธุรกิจอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย เช่น โรงแรม, ศูนย์การค้า และ รวมถึงสวนสนุก 2 แห่ง ทั้ง Tokyo Disney Sea ที่ถูกเพิ่มเข้าไปในบริเวณใกล้เคียง ร่วมด้วยการจัดสร้าง Tokyo Disney Resort ณ ปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา  Osaka Universal Studios ในญี่ปุ่นได้รับการชื่นชมว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีจุดเด่นเป็นอันดับต้นๆและสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างล้นหลาม ด้วยการจับมือกับแฟรนไชส์ต่างๆที่ไม่ใช่ในเครือ Disney เช่น Harry Potter, Final Fantasy, เกมต่างๆของ Nintendo และภาพยนตร์อะนิเมะยอดนิยมต่างๆ นอกจากนี้ยังมีสวนสนุก Studio Ghibli ที่กำลังจะสร้างที่จังหวัดไอจิ ซึ่งเต็มไปด้วยความมหัศจรรย์และความน่าพิศวงของบ้านต่างๆในอะนิเม ที่อยู่เบื้องหลังอะนิเมชื่อดังเรื่องโทโทโร่เพื่อนรัก และ Spirited Away

แต่โตเกียวดิสนีย์รีสอร์ทไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่พักผ่อนหย่อนใจเท่านั้น เพราะทางบริษัท Oriental Land (บริษัท ที่เป็นเจ้าของและดำเนินการจัดการ Tokyo Disney Resort ภายใต้ข้อตกลงการอนุญาตจาก บริษัท Walt Disney) กำลังวางแผนโปรเจคยักษ์ ขยายรีสอร์ทด้วยงบประมาณมากถึ 3แสนล้านเยน (2.68 พันล้านเหรียญสหรัฐ)!!!โครงการใหม่ที่เพิ่มเข้ามานี้ จะช่วยเพิ่มพื้นที่ของโตเกียวดิสนีย์รีสอร์ทมากขึ้น ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์

แม้ว่าตอนนี้ Oriental Land ยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าการขยายตัวนี้จะเป็นสวนสนุกแห่งที่สาม แต่อย่างไรก็ตาม นักคาดการณ์ก็ต่างเชื่อว่าจะต้องเป็นโครงการที่คล้ายคลึงกับโครงการที่ผ่านมา โดยพิจารณาจากงบประมาณจำนวน 340,000ล้านเยน ที่ทางดิสนีย์ใช้ในการสร้าง Disney Sea ซึ่งเปิดดำเนินการไปแล้วในปี ค.ศ. 2011  (การวางแผนขยายตัวโดยใช้งบประมาณกว่า สามพันล้านนี้ ถือว่าเป็นการลงทุนครั้งที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ตอนนั้น)

Oriental Land ต้องการการพัฒนากิจการให้ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่ไม่สามารถพบได้ในสวนสนุกดิสนีย์แห่งอื่น ๆ ทั่วโลก และดูเหมือนว่า ในส่วนของ Frozen area ที่กำลังจะเพิ่มเข้าไป ก็สามารถตอบโจทย์ข้อนี้ได้ พิจารณาได้จากการที่ภายในบริเวณของ Tokyo Disneyland และ Disney Sea มีพื้นที่ไม่เพียงพอที่จะสร้างสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับความนิยมอันยิ่งใหญ่ของภาพยนตร์เรื่องนี้ จึงต้องมีการขยายตัว เพื่อตอบสนองกับความต้องการที่มีมากขึ้นทุกปีของนักท่องเที่ยว

สำนักงานข่าว Nhon Keizai รายงานว่า Oriental Land หวังว่าโปรเจคนี้ จะพร้อมต้อนรับแขกในปี 2023 ซึ่งถ้าทำได้ ก็จะอยู่ในช่วงเดียวกันกับการเปิดตัวของสวนสนุก Ghibli ในช่วงต้นปี 2020 นั่นเอง

แหล่งที่มาและภาพประกอบ : https://en.rocketnews24.com/2017/11/30/tokyo-disney-resort-plans-300-billion-yen-expansion-rumored-to-be-third-tokyo-disney-theme-park/

https://www.nikkei.com/article/DGXMZO24052520Z21C17A1MM8000/

https://this.kiji.is/308588502910927969