HOME Search

ผลการค้นหาพบ – 78 รายการเกี่ยวกับ โตเกียว

TRIP TOP TIP : TOKYO – OSAKA ระหว่างโตเกียวกับโอซาก้าไปยังไงดี?

TOKYO – OSAKA
ระหว่างโตเกียวกับโอซาก้าไปยังไงดี?

ขึ้นมาแบบนี้หลายคนอาจจะเข้าใจเลยว่าจะพูดเรื่องอะไร ใช่แล้วล่ะ! มันคือเรื่องการไปเที่ยว 2 เมืองนี้ในทริปเดียวกัน ซึ่งคนส่วนใหญ่จะถามว่าใช้พาสอะไรดีถึงจะคุ้มค่า? เดินทางยังไงถือจะประหยัด? เข้าใจว่าสองเมืองนี้เป็นเมืองที่ได้รับความนิยมอย่างสูงทั้งโตเกียว และโอซาก้า ไม่ใช่แค่คนไทย แต่ได้รับความนิยมอย่างมากจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก ใครๆ ก็นิยมมาเที่ยวสองเมืองนี้ในทริปเดียวกันทั้งนั้นแหละ

 

การเดินทางระหว่างสองเมืองนี้มีอะไรบ้าง?

 

หากต้องการเดินทางระหว่างสองเมืองนี้ คำตอบแรกที่จะได้ยินคือการนั่งรถไฟความเร็วสูง(ชินคันเซ็น) ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 33 นาที สำหรับขบวนที่ไวที่สุดอย่าง Nozomi แต่ถ้าหากพูดถึงความเร็วโดยเฉลี่ยแล้วให้ตีไปว่าเดินทางราวๆ 3 ชั่วโมงก็ได้ นอกจากชินคันเซ็นแล้วยังมีการนั่งเครื่องบินและรถไนท์บัสด้วย

แล้วราคาในแต่ละแบบล่ะ?

ราคาของการเดินทางนั้นมีหลายปัจจัยอย่างเช่น ช่วงวันที่เดินทาง หรือโปรโมชั่นเป็นต้น

ชินคันเซ็น (Shinkansen)  10,000 – 14,000เยน
เครื่องบิน  3,000 – 12,000เยน
ไนท์บัส  4,000 – 9,000เยน

*ราคาโดยประมาณ(รวมโปรโมชั่น)ของการเดินทางในแต่ละแบบ

 

ทำไมราคามันสวิงขนาดนี้นะ!? ที่มันสวิงแบบนี้เพราะว่าการเดินทางบางประเภทก็มีระดับของที่ท่ี่จองหรือเรทของแต่ละผู้ให้บริการไม่เท่ากันนั่นเอง และยังมีราคาโปรโมชั่นมาดึงราคาให้ต่ำลงอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการใช้พาสต่างๆ อีก ทำให้เกิดความไม่แน่ใจว่าอะไรจะเหมาะกับเราที่สุด

 

เลือกยังไงดี?

 

เดี๋ยวจะขอสรุปเป็นการเดินทางหลักๆ ในแต่ละแบบให้ดู แล้วลองคิดดูว่าแบบไหนจะเหมาะกับเราที่สุดนะ

*เรตติ้งให้แบบภาพรวม ไม่ได้ให้เพราะความรู้สึกส่วนตัวนะ

Japan Rail Pass (ชินคันเซ็น) | แนะนำ ★★★★ |
(JR PASS 7, 14 หรือ 21 วัน)

ราคา ★★★
เวลา ★★★★★
ความสะดวกสบาย ★★★★

คนที่ใช้เดินทางแบบไปกลับเมืองเดิม(เช่น บินลงโตเกียว และบินกลับโตเกียว) หรือเที่ยวหลายๆ เมืองจะคุ้มมาก ใช้ง่ายและสะดวกรวดเร็ว แต่ราคาค่อนข้างสูง หากเดินทางแบบเที่ยวเดียว แนะนำให้ลองมองตัวเลือกอื่นมากกว่า หากคนที่บินเมืองหนึ่งและบินกลับไทยอีกเมืองหนึ่ง(เช่นบินลงโตเกียว บินกลับโอซาก้า) ตัวเลือกนี้อาจจะไม่คุ้มค่า 

ราคาเริ่มต้น 29,110เยน (สำหรับ 7วัน)


ข้อดี
• สะดวก แค่แสดงพาสให้เจ้าหน้าที่ดูอย่างเดียวก็ผ่านได้
• ขึ้นรถไฟได้ตลอดโดยที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ต้องกลัวผิดแผน
• ไม่ต้องเสียเวลาไปกดตั๋วในการเดินทางทุกครั้ง
• สะดวกสบายและไม่เสียเวลา

ข้อเสีย
• 
ราคาสูง
• หากเดินทางน้อยก็จะใช้พาสไม่คุ้ม
• ใช้ได้ 7 วันติดต่อกัน ทำให้บางครั้งอาจจะคิดมากเรื่องการวางแผนการเดินทาง

ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.japanrailpass.net/th/

Platt Kodama (ชินคันเซ็น) | แนะนำ ★★★★ |
(โปรโมชั่น เที่ยวละ 10,500เยนในราคาเริ่มต้น)


ราคา ★★★★
เวลา ★★★
ความสะดวกสบาย ★★★

ใครที่ต้องการนั่งข้ามเมืองและไม่ย้อนกลับ หรือย้อนกลับก็ได้ แล้วไม่ได้นั่งรถไฟไปไหนไกลมากมาย ตัวเลือกนี้ก็น่าสนใจ แต่ต้องไปซื้อตั๋วที่ JR TOURS ก่อนออกเดินทางอย่างน้อย 1 วัน(ไม่สามารถซื้อแล้วใช้ในวันนั้นได้ทันที) และต้องนั่งชินคันเซ็นที่ชื่อว่า Kodama ซึ่งจะใช้เวลาเดินทางที่ค่อนข้างนานเกือบๆ 4 ชั่วโมงระหว่างโตเกียวถึงโอซาก้า

ราคาเริ่มต้น 10,500เยน

ข้อดี
• 
ประหยัดเงินได้เยอะกว่าการใช้ JR PASS และการเดินทางในราคาปกติต่อเที่ยว
• มีคูปองแลกเครื่องดื่มได้ฟรี

ข้อเสีย
• 
ต้องซื้อก่อนการเดินทางล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน
• Kodama จอดถี่ที่สุดของรถไฟชินคันเซ็นสาย Tokaido ทำให้ต้องใช้เวลาเดินทางเกือบๆ 4 ชั่วโมง
• เที่ยวรถต่อวันมีไม่เยอะ

ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.jrtours.co.jp/kodama/en/

Overnight Bus (ไนท์บัส) | แนะนำ ★★★ |


ราคา ★★★★★
เวลา ★★
ความสะดวกสบาย ★★

ตัวเลือกนี้บางคนก็ชอบ บางคนก็ไม่ชอบ แต่โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนชอบนะ ใช้บริการบ่อยๆ เลือกรถและเบาะดีๆ มันก็นอนสบายไม่เหนื่อยล้าเลยสักนิดเดียว บางเจ้ามีเล้าจ์ให้ใช้ระหว่างรอขึ้นรถ ก็สะดวกมากๆ ประหยัดค่าที่พัก 1 คืน แล้วเมื่อเดินทางไปถึงก็ออกเที่ยวต่อได้เลยในตอนเช้าหรือจะไปฝากกระเป๋าที่โรงแรมที่จองไว้ก่อนก็ทำได้ รถบัสจะมีการแวะตามจุดจอด ไม่ต้องห่วงเรื่องห้องน้ำ จุดจอดต่างๆ ก็จะมีตู้กดน้ำและกดอาหารเช่นกัน และบางจุดก็เป็นร้านของฝากด้วย (นึกภาพแวะปั้มน้ำมันข้างทางเอาไว้นะ) ดังนั้นเรื่องห้องน้ำนี่หายห่วงได้เลย

ราคาเริ่มต้น 3,500เยน

 

ข้อดี
• 
ราคาถูก แต่ถ้าชนวันหยุดค่าเดินทางก็แพงขึ้นเกือบเท่าตัวเหมือนกัน
• ประหยัดค่าที่พัก 1 คืน
• ลงรถมาก็ออกเที่ยวตั้งแต่เช้าได้เลย (หรือถ้ามีกระเป๋าก็ลากไปฝากที่พักก่อนได้)

ข้อเสีย
• 
นอนสบายไม่เท่าเตียง (แล้วแต่ประเภทรถและที่นั่ง)
• รถอาจจะจอดเรื่อยๆ ทำให้รู้สึกเหมือนโดนปลุกตลอดเวลา
• บางเจ้าหรือบางจุดขึ้นรถไม่มีเล้าจ์ให้อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ทำให้ไม่สบายเนื้อสบายตัว
• เพราะเป็นรถ ความปลอดภัยก็น่าจะเรียกได้ว่าต่ำที่สุดในทุกการเดินทาง (แต่พนักงานขับรถดีมากนะ)

 

Airplane (เครื่องบิน) | แนะนำ ★★ |

ราคา ★★★
เวลา ★★★
ความสะดวกสบาย ★★★★

อีกหนึ่งตัวเลือกในการเดินทาง ส่วนมกาก็จะได้รับความนิยมจากคนที่อาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่นมากกว่านักท่องเที่ยว ราคามีความหลากหลายมาก บางทีอาจจะถูกกว่าชินคันเซ็นเลยก็มีนะ แต่อย่าลืมบวกค่าเดินทางเข้าเมืองด้วยล่ะ ส่วนเวลาก็ไม่ได้ไวกว่าชินคันเซ็นนะ อย่าลืมว่าต้องมีเช็คอิน และการเดินทางเข้าออกสนามบินอีก 

ราคาเริ่มต้น 3,500เยน

ข้อดี
• 
ราคาค่อนข้างถูกสำหรับราคาตั๋วโลว์คอสหรือราคาโปรโมชั่น แต่ถ้าราคาปกติก็ถือว่าสูงใกล้เคียงกันกับชินคันเซ็น

ข้อเสีย
• 
เดินทางหลายต่อ บางคนอาจจะเหนื่อยและไม่สะดวกนัก

 

ทั้งนี้การเดินแทางแต่ละแบบก็แล้วแต่ความสะดวกและแพลนของแต่ละคน ซึ่งบางคนอาจจะพอใจที่จะใช้ JR PASS เป็นหลักเพราะง่ายและสะดวก (ซึ่งก็สะดวกจริงๆ) ดังนั้นข้อมูลนี้ก็จะเป็นการอ้างอิงจากคำถามที่พบบ่อยในเรื่องการเดินทางระหว่างสองเมืองนี้(ทั้งนี้ก็รวมเกียวโตด้วยเพราะอยู่ข้างกันกับโอซาก้า) ไนท์บัสนั้นสะดวกก็จริง แต่บางคนก็ไม่ชอบ หรือบางคนเน้นประหยัดงบก็อาจจะมองหาวิธีอื่นเป็นต้น ยังไงก็ขอให้สนุกกับการเที่ยวญี่ปุ่นนะ!

ตอนต่อไปจะเป็นเรื่องอะไรนั้น คอยติดตามอาทิตย์หน้ากับ TRIP TOP TIP ได้เลยจ้า!

 



พี่ม้าพาเที่ยว ย่านมือสองในโตเกียว : Shimo-Kitazawa

หลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นกับย่านนี้เท่าไหร่ แต่เรียกได้ว่าเป็นย่านเด็กแนว ฮิปสเตอร์ มือสอง แหล่งขุมทรัพย์ ม้าขอเปรียบอารมณ์ประมาณจตุจักรเลยนะคะ เพื่อความเข้าใจได้ง่าย นอกจากกลางวันจะเป็นร้านมือสองชิคๆ แล้ว ตอนกลางคืนส่วนใหญ่ยังเป็นร้านกินดื่มอีกค่ะ อิซากายะ (ร้านกินดื่มสใตล์ญี่ปุ่น) เพียบ

การเดินทางมายังสถานี Shimo-Kitazawa ง่ายมากเลยค่ะ จากสถานี Shibuya นั่งสาย Keio-Inokashira line มาลงที่สถานี Shimo-Kitazawa เพียง 10นาทีเท่านั้นค่ะ วันนี้ม้าจะขอพามาร้านที่น่าไปโดน ที่สถานี Shimo-kitazawa เพราะนอกจากร้านมือสองแล้ว มีอะไรให้ช็อปปิ้งอีกบ้าง

Cosme Outlet

ม้าขอเอาใจสาวๆ ด้วยการพาไปที่ร้าน Cosme Outlet เป็นร้านเล็กๆ แต่ข้างในของอัดแน่นมากค่ะ มีทั้งเครื่องสำอาง สกินแคร์ บอดี้โลชั่น แชมพูน้ำหอม ทั้งแบรนด์นอก และแบรนด์ของญี่ปุ่นเองค่ะ ของชิ้นละ 100-200 เยนก็มีค่ะ 

Location

2-10-15 Shimo-kita Setagaya-ku Tokyo

ร้านหาไม่ยาก อยู่ตรงหัวมุมตรงข้ามกับร้าน Village Vanguard เลยค่ะ


Celule

นอกจากร้าน Cosme Outlet แล้วยังมีอีกร้านที่อยากจะแนะนำ ชื่อว่าร้าน Celule ซึ่งที่นี่ก็รวบรวมเครื่องสำอางลดราคาไว้เยอะมากเช่นกันค่ะ

Location

2-24-8 Shimokitazawa Ale Building 1F, Kitazawa, Tokyo
Tel: 03-3460-5980
Open: 10:00 - 20:30
http://www.celule.jp/shop/


Village Vanguard

จิปาถะในที่นี้ ของม้า หมายถึง ขายทุกอย่างเลย ตั้งแต่ ของเล่น ของสะสมจากการ์ตูน หนัง  เครื่องครัวแปลกๆ ตุ๊กตา หนังสือ รวมของแปลก จากนั้นข้างหน้าร้านยังมี กาชาปองแปลกๆ ที่หาที่ไหนไม่ได้ ให้กดเล่นอีกค่ะ 

Location

2-10-15 Shimo-kita, Setagaya-ku, Tokyo
Tel: 03-3460-6145
Open:  10:00 - 24:00
http://www.village-v.co.jp/shop/list/detail/?code=13

อื้อหือ กาชาปอง คือเยอะมาก มากกว่า 100 ตู้อีกค่ะ

หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น ของเล่นของสะสมย้อนวัย ชวนให้เสียเงินอย่างสุดซึ้ง

ของแน่นร้านมากๆ ทั้งเคสมือสือแปลกๆ Power bank แปลกๆ ก็หาได้ที่นี่ค่ะ

ไม่ว่าจะเป็นแก้วรูปอึ หรือจานข้าวโถส้วม ของเล่นสุดพิสดารก็หาได้ที่นี่ค่ะ


Circus

ใครชอบสะสมแว่นตา ม้าขอพาไปร้าน Circus ร้านตกแต่งเป็นแนวโรงละครสัตว์ เก๋ไก๋มาก ขายแว่นกันแดด หรือแว่นตาเก๋ๆ จะตัดแว่นสายตาที่นี่ก็ได้นะคะ ที่สำคัญแปลกแหวกแนว คุณภาพดี และราคาไม่แพงด้วยค่ะ หรือใครอยากจะลองตัดแว่นที่ญี่ปุ่นดู ที่นี่ก็มีบริการตัดให้ได้นะคะ

Location

2-31-5 Shimo-kita, Setagaya-ku, Tokyo
Tel: 03-6407-0577
Open: 11:00 - 20:00
https://opt-circus.com/shop/shimokitazawa.html


T-Four Shimokitazawa

ร้านขายของน่ารักสไตล์ญี่ปุ่นสุดๆ เครื่องเขียน เครื่องครัว ของจุกจิก ของที่จะทำให้เสียเงิน ของที่จะทำให้รกบ้าน และไม่ยอมทิ้ง จัดไปเลยค่ะ

Location

2-30-14 Kitazawa, Setagaya-ku, Tokyo
Tel: 03-3460-3467
Open: 11:00 - 21:00


2nd street

มีหรือมาย่านมือสอง ม้าจะไม่แนะนำของมือสอง ร้านนี้ชื่อ 2nd street เป็นร้านขายของทั้งแบรนด์ Hi-street, Hi-End นอกจากนั้นยังมีของใหม่อีกนะคะ ที่ราคาถูกกว่าร้านทั่วไป

Location

2-30-13 Kitazawa, Setagaya-ku, Tokyo
Tel: 03-5738-5115
Open: 11:00 - 22:00


Little Trip to Heaven

นอกจากร้านแบรนด์เนมมือสอง แล้วยังมีร้านมือสองวินเทจ แนวชิคๆ ใครชอบของเก่า อย่าพลาดร้านนี้เลยค่ะ

Location

2-26-19 Kitazawa, Setagaya-ku, Tokyo
Tel: 050-3385-7975
Open: 11:00 - 21:30
https://www.instagram.com/little_trip_to_heaven



タイズ TIES ร้านกาแฟสุดเรียบง่ายใกล้มหาวิทยาลัยโตเกียว

TIES (タイズ) ร้านกาแฟที่หลบซ่อนอยู่ในมุมเล็กๆ ริมถนนใหญ่ใจกลางโตเกียว เป็นร้านขนาดเล็ก ดูเรียบง่าย มีแสงสว่างจากไฟทังสเตนสร้างบรรยากาศความอบอุ่นและเป็นส่วนตัว เหมาะแก่การมานั่งพักผ่อนหรืออ่านหนังสือ กลิ่นกาแฟที่หอมหวนฟุ้งไปทั่วบริเวณร้าน ชวนให้อยากดื่มกาแฟคลายเหนื่อยจากการเรียนหรือการทำงานไปพร้อมกับขนมอร่อยๆ ให้เลือกมากมาย

เมล็ดกาแฟของร้านจะได้รับการคั่วเอง แล้วจะทำการดริปที่บาร์ภายในร้าน หากใครอยากชมใกล้ๆ ก็เลือกนั่งที่บาร์ได้ ทางร้านจะมีขนมทั้งในรูปแบบของขนมเค้กและขนมชิ้นเล็กๆ หรือเป็นแบบซื้อกลับบ้านก็มีให้เลือกซื้อ

Aman Dark

Aman Dark & Meringue Shanti

ขนมเราได้เลือกเป็น Aman Dark (アマンダーク) กับ Meringue Shanti (メレンゲシャンティ) กับกาแฟ 1 แก้วแบบง่ายๆ นั่งดูบาริสต้าดริปไปเพลินๆ กลิ่นหอมเตะจมูกชวนให้รู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างมาก

บาริสต้าของร้าน

บาริสต้าของร้าน

ขนมเค้กและขนมชิ้นเล็กๆหลายแบบให้เลือก

เมื่อเดินเข้าไปในร้านบาริสต้าก็ยิ้มทักทายต้อนรับด้วยความเป็นกันเอง พร้อมทั้งแนะนำเมนูของทางร้านเป็นอย่างดี  เราสามารถเลือกที่มาของเมล็ดกาแฟที่เราจะดื่มได้เอง ซึ่งแหล่งที่ปลูกของเมล็ดกาแฟนั้นจะให้รสชาติและคาแรกเตอร์ของเมล็ดกาแฟที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่นในเรื่องของ บอดี้ และ เอซิดิตี้ เป็นต้น

TIES

ที่อยู่: 4-1-13, Yushima, Bunkyo-ku, Tokyo, Japan
การเดินทาง: สถานี Hongo-sanchome ใกล้กับมหาวิทยาลัยโตเกียว หรือสามารถเดินมาได้ระหว่างสถานี JR Okachimachi, Yushima หรือ Korakuen (Tokyo Dome)



ล้วงลึกล้วงลับ Tokyo Station : ไปทำความรู้จักกับสถานีโตเกียวกันเถอะ [PART 1]

ยิ่งใหญ่ สวยงาม ครบครัน และโรแมนติก!

4 คำนี้ขอมอบให้กับ Tokyo Station สถานีที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่ความหลากหลายของประเทศญี่ปุ่น เป็นสถานที่ที่คนที่เคยเที่ยวประเทศญี่ปุ่นมักจะเคยมาที่นี่ เป็นสถานีที่ชอบเดินหลงกันเป็นประจำ เป็นสถานีที่นัดกันแล้วหากันไม่เจอสักที เป็นสถานีที่ของกินเยอะมากจนกินไม่ถูก เป็นสถานีที่มีร้านของฝากเยอะจนอยากซื้อมันทุกอย่าง และเป็นสถานีที่สวยงามจนรู้สึกว่ามันไม่ใช่แค่ทางผ่าน!

วันนี้ผมขอพาทุกท่านไปรู้จักกับสถานีโตเกียว (Tokyo Station) กันครับ marunouchi-exit

ก่อนอื่นผมจะให้ดู Timeline ของสถานีโตเกียวก่อนเลย

ปี 1889 : มีการวางแผนที่จะทำเส้นทางรถไฟเชื่อมสถานี Ueno กับสถานี Shinbashi

ปี 1896 : องค์จักรพรรดิต้องการที่จะสร้างสถานีตรงพระราชวัง โดยใช้ชื่อว่า Chuo Teishajo (Central Station) ซึ่งตั้งตรงกับสวนของพระราชวัง

ปี 1980 : เริ่มมีการก่อสร้างสถานีขึ้นหลังจากที่ต้องเลื่อนการก่อสร้างเพราะมีสงครามกับจีนและรัซเซียในช่วงนั้น สถานีโตเกียวออกแบบโดยคุณ Tatsuno Kingo ซึ่งได้ไปศึกษาทางด้านสถาปัตยกรรมที่มหาวิทยาลัยลอนดอน โดยออกแบบเป็นอาคาร 3 ชั้นสไตล์ตะวันตก

ปี 1914 : สถานีโตเกียวเปิดอย่างเป็นทางการวันแรกในวันที่ 20 ธันวาคม 1914 โดยมีสายรถไฟที่เป็นระบบไฟฟ้าสองสาย และอีกสองสายยังเป็นแบบธรรมดา ทิศใต้จะเป็นทางเข้าสถานี และทิศเหนือใช้เป็นทางออกของสถานี

ปี 1915 : Tokyo Station Hotel เปิดให้บริการ โดยมีห้องพักทั้งหมด 56 ห้อง

ปี 1921 : นายกรัฐมนตรี นาย Takashi Hara ถูกลอบสังหารภายในสถานีโตเกียวโดยพวกอนุรักษ์นิยมหัวรุนแรง (บริเวณประตูทิศใต้)

ปี 1921 : เปิดให้บริการประตูทางออกฝั่ง Yaesu (ฝั่งตรงข้ามกับอาคารดั้งเดิม)

ปี 1923 : เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในคันโต (The Great Kanto Earthquake) แต่อาคารสถานีสามารถต้านทานไหว

ปี 1930 : นายกรัฐมนตรี นาย Osachi Hamaguchi ถูกลอบสังหารโดยพวกอนุรักษ์นิยมภายในสถานีโตเกียว

ปี 1933 : Tokyo Station Hotel เปลี่ยนชื่อเป็น Tokyo Railway Hotel บริหารโดย Ministry of Railways

ปี 1945 : กรุงโตเกียวถูกโจมตีด้วยการทิ้งระเบิดในวันที่ 25 พฤษภาคม 1945 ทำให้โดมและบริเวณชั้น 3 ของสถานีโตเกียวพังเสียหาย ต่อมามีการซ่อมแซมสถานีโตเกียวขึ้นมาใหม่ โดยเป็นหลังคาทรงพิรามิดและมีแค่เพียง 2 ชั้น สถานีฝั่ง Yaesu ก็ได้รับความเสียหายเช่นกัน

ปี 1949 : เกิดไฟไหม้งานก่อสร้างสถานีโตเกียวฝั่ง Yaesu ทำให้ต้องทำการสร้างขึ้นมาใหม่ โดยออกแบบให้ดูมีความร่วมสมัยมากขึ้น

ปี 1953 : เปิดทำการสถานีโตเกียวฝั่ง Yaesu พร้อมกับชานชาลาใหม่ของ Tokaido Main Line (ปัจจุบันเป็นชานชาลาสำรับรถไฟ Shinkansen)

ปี 1964 : เปิดให้บริการรถไฟ Shinkansen เป็นครั้งแรกเส้นทางระหว่าง Tokyo – Osaka พร้อมเปิดอีกสองชานชาลาในสถานีโตเกียว บริหารโดย Japan National Railways(JNR)

ปี 1972 : เริ่มก่อสร้างสาย Narita Shinkansen เพื่อเชื่อมต่อระหว่างโตเกียวกับสนามบินนาริตะที่จะเปิดในปี 1978

ปี 1974 : เริ่มก่อสร้างเส้นทาง Narita Shinkansen

ปี 1983 : ในระหว่างที่กำลังก่อสร้างเส้นทางรถไฟนั้นได้ถูกประชาชนประท้วงจนต้องยกเลิกไปในที่สุด ปัจจุบันนี้บางส่วนของเส้นทางนี้อยู่ในการดูแลของบริษัทรถไฟเอกชนสาย Keisei Sky Access

ปี 1987 : การรถไฟของญี่ปุ่นได้เปลี่ยนการดูแลจาก Japan National Railways(JNR) ซึ่งเป็นของรัฐบาลไปเป็น Japan Railways Group (JR) ซึ่งเป็นแบบรัฐวิสาหกิจ มีการแบ่งการดูแลเป็นภูมิภาค รวมถึงส่วนของการขนส่งสินค้าทางรถไฟด้วยเช่นกัน และยังมีบริษัททางด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและไอทีเพิ่มตามมาด้วย

ปี 1991 : มีการสร้างสถานีโตเกียวฝั่ง Yaesu อีกครั้งสำหรับการต่อขยาย Shinkansen สถานี Ueno

ปี 2007 : เริ่มการเรโนเวทสถานีโตเกียวให้กลับไปเป็นแบบดั้งเดิม และ GranTokyo ทั้งสองอาคารซึ่งเป็นออฟฟิสและห้าง Daimaru ก็สร้างเสร็จในปีนี้เช่นกัน

ปี 2011 : เกิดสึนามิครั้งใหญ่พัดถล่มโรงงานผลิตกระเบื้องหลังคาในจังหวัด Miyagi แต่ก็โชคดีที่ยังสามารถเก็บกู้ชิ้นส่วนต่างๆ แล้วนำกลับมาใช้สร้างสถานีโตเกียวได้อีกครั้ง

ปี 2012 : สถานีโตเกียวแบบดั้งเดิมได้ถูกสร้างจนแล้วเสร็จรวมถึงการเปิดให้บริการอีกครั้งของ Tokyo Station Hotel

ปี 2014 : ครบรอบ 100 ปี สถานีโตเกียว

c2467b27785156e17a2567a6bb1a05d4_l

ภาพ Tokyo Station ก่อนการปรับปรุงให้เป็นดีไซน์ดั้งเดิมเหมือนในปัจจุบันนี้

จบไปแล้วในพาร์ทที่ 1 สำหรับพาร์ทอื่นๆ สามารถติดตามได้ในเว็บ www.j-reco.com หรือติดตามการอัพเดทเพิ่มเติมได้ใน Facebook J-reco นะครับ

ล้วงลึกล้วงลับ Tokyo Station Series ไม่ได้มีแค่ข้อมูลของสถานีเท่านั้น แต่จะมีเรื่องเล่าต่างๆ ที่เกี่ยวข้อกับสถานที่แห่งนี้อีกด้วย คอยติดตามกันด้วยล่ะ!



ขึ้นไปชมวิวงาม ๆ ของกรุงโตเกียวแบบฟรี ๆ ที่ Bunkyo Civic Center

ไปชมวิวโตเกียวกันเถอะ !

คราวก่อนผมได้แนะนำจุดชมวิวแห่งหนึ่งในโตเกียวไปแล้ว ครั้งนี้ผมก็จะมาแนะนำจุดชมวิวอีกที่หนึ่งที่มีวิวที่สวยงามของกรุงโตเกียวอีกแบบหนึ่ง และที่สำคัญคือ “ขึ้นฟรี!” และที่นี่ยังเป็นจุดชมภูเขาไฟฟูจิอีกแห่งหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างสูงอีกด้วย

DSCF6161

Bunkyo Civic Center  อาคารสำนักงานเขต Bunkyo ตั้งอยู่ใกล้สถานี Tokyo Metro “Korakuen” และ Toei “Kasuga” ใกล้ ๆ กับอาคารแห่งนี้ก็จะมี Tokyo Dome และสวน Koishikawa Korakuen

DSCF6162

จุดชมวิวนี้จะอยู่ที่ชั้น 25 ของอาคาร ซึ่งมีความสูงของจุดชมวิวอยู่ที่ประมาณ 130 เมตร สามารถชมวิวกรุงโตเกียวได้ค่อนข้างกว้าง ภายในจุดชมวิวนั้นมีร้านอาหารไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน

DSCF6456

ทิศตะวันออกจุดหลักที่เราจะเห็นเป็นอันดับแรกก็คือ Tokyo Sky Tree ซึ่งสูงเด่นเป็นสง่าอยู่อาคารเดียวเลย แถมในฝั่งนี้ก็จะเห็นแหล่งท่องเที่ยวมากมายในโตเกียวด้วยเลย เช่น University of Tokyo (มหาวิทยาลัยโตเกียว) สวน Ueno และ Asakusa

DSCF6459

ขยับมาทางขวาเล็กน้อยก็จะเห็นย่าน Akihabara เขต Marunouchi และห้าง LaQua ที่อยู่ข้างๆอาคารนี้ด้วย

DSCF6457

ข้ามมาฝั่งตะวันตกบ้างดีกว่า ฝั่งนี้จะเห็นย่านท่องเที่ยวในโตเกียวเยอะไม่แพ้กัน

DSCF6188

มุมลงไปด้านล่างก็จะเจอกับสวน Koishikawa Korakuen กับรถไฟสาย Marunouchi

ทั้งนี้ถ้ามองไปไกล ๆ ก็จะเห็นย่าน Shibuya, Harajuku, Ikebukuro และ Shinjuku

DSCF6462-2

ความพิเศษของฝั่งนี้ก็คือ ภูเขาไฟ Fuji ! 

ภูเขาไฟ Fuji ที่ยืนหล่อเป็นฉากที่มี Shinjuku เป็นฉากหน้า เป็นหนึ่งในมุมยอดนิยมของนักถ่ายภาพเลยล่ะ แต่ขอแนะนำว่าให้เตรียมเลนส์ที่สามารถซูมได้เยอะ ๆ มาด้วยนะครับ ไม่งั้นจะถ่ายไม่ได้แบบที่เค้านิยมถ่ายกันครับ โดยระยะที่ผมแนะนำคือระยะประมาณ 300mm (สำหรับกล้องฟูลเฟรม)

ส่วนช่วงเวลาที่แนะนำจริง ๆ แล้ว จะแนะนำช่วงพระอาทิตย์ตกครับ

DSCF6186

ข้อมูลเพิ่มเติม

Bunkyo Civic Center

1-16-21 Kasuga, Bunkyo, Tokyo 112-8555, Japan

จุดชมวิวตั้งอยู่บนชั้นที่ 25

เวลาให้บริการ 9:30น. ~ 20.30น.

เปิดทุกวันยกเว้นวันที่ 29 ธันวาคม ~ 3 มกราคม และวันอาทิตย์ของอาทิตย์ที่ 3 เดือนพฤษภาคม

การเดินทาง  Tokyo Metro สถานี Korakuen หรือ Toei สถานี Kasuga



งานจัดแสดงไฟที่สถานีโตเกียว Tokyo Colors. 2015 / 101 ปี สถานีโตเกียว

อีกครั้งสำหรับการจัดแสดงไฟที่สถานีโตเกียวฝั่งทางออก Yaesu เริ่มเปิดไฟเวลา 17.00น. จนถึง 23.00น. ของทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมจนถึงวันที่ 11 เดือนมกราคม 2016 และในวันที่ 12 มกราคม 2016 นี้ ก็จะเป็นวันครบรอบ 101 ปี ของสถานีโตเกียว นอกจากนี้ยังมีเมนูขนมและอาหารที่ออกมาสำหรับการเฉลิมฉลองปีที่ 101 ของสถานีโตเกียวอีกด้วย ซึ่งแต่ละร้านจะมีเมนูพิเศษสำหรับธีม 101 ปี สถานีโตเกียวโดยเฉพาะที่ Keiyo Street หากใครที่สนใจก็สามารถเข้าไปชมเมนูพิเศษเพิ่มเติมได้ทาง http://www.j-retail.jp/brand/keiyostreet/report/

Untitled-2

ตัวอย่างขนมจากร้าน Siretoco Factory และร้าน Patisserie Francaise Quatre

นอกจากขนมและอาหารแล้วยังมีของฝากอีกมากมาย ให้หาซื้อเก็บไว้เป็นที่ละลึกในวันครบรอบ 101 ปี สถานีโตเกียวอีกด้วย ซึ่งสามารถเข้าไปดูของต่างๆได้ทาง http://www.tokyostationcity.com/101anniversary/goods/

ที่มา:
Tokyo Colors. 2015
Keiyo Street
Facebook – 東京駅 (Tokyo Station)
tokyostationcity.com/101anniversary/goods/



เที่ยวจุดชมวิวโตเกียวที่ World Trade Center Tokyo

ก่อนหน้านี้เราเคยแนะนำจุดชมวิวที่ Roppongi Hills ไปแล้ว คราวนี้ผมจะมาแนะนำจุดชมวิวที่อยู่อีกด้านหนึ่งของรปปงหงิฮิลล์ครับ และที่ที่ว่านี้ก็คืออาคาร World Trade Center Tokyo นั่นเอง จุดชมวิวของที่นี่จะตั้งอยู่บนชั้น 40 ของอาคาร เป็นจุดชมวิวที่ยังไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนักสำหรับนักท่องเที่ยว แต่นิยมมากสำหรับเหล่าช่างภาพต่างๆทั้งช่างภาพญี่ปุ่นและช่างภาพต่างชาติ

จุดชมวิวในกรุงโตเกียวนั้นมีอยู่หลายแห่ง มีทั้งแบบขึ้นไปชมได้ฟรีๆกับแบบเสียเงินเพื่อขึ้นไปชมวิว ซึ่งที่อาคาร World Trade Center นี้ จะต้องเสียเงินค่าเข้า 620 เยนสำหรับผู้ใหญ่ และ 360 เยนสำหรับเด็ก สำหรับที่ตั้งของอาคาร World Trade Center นั้น ตั้งอยู่ใกล้ๆกับสถานี JR Hamamatsucho และรถไฟใต้ดินสถานี Daimon 

แต่ก่อนที่จะไปยังอาคาร World Trade Center นั้น ลองแวะมาถ่ายภาพชินคันเซ็น 700 Series ก่อนก็ได้นะครับ ใครมีเวลาเยอะๆก็คงมีโอกาสได้ภาพดีๆเยอะเลย แต่ของผมนั้นต้องรีบไปก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน แล้ววันนั้นฝนดันลงเม็ดด้วยสิ จุดถ่ายยก็จะมีสองจุดคือภายในสถานี JR Hamamatsucho และ สะพานลอยข้างสถานี Hamamatsucho

700

ถ่ายจากในสถานี JR Hamamatsucho

700-2

ถ่ายจากบริเวณสะพานหน้าอาคาร World Trade Center

หลังจากถ่ายได้นิดหน่อยก็คงต้องชิ่งจากตรงนี้เสียแล้ว ฝนกับเวลานี่กดดันกันเหลือเกิน ! อยากกลับไปแก้มือมากๆ ไว้โอกาสหน้าละกันนะ ..

เดินเข้ามาภายในอาคาร World Trade Center ให้มองหาป้ายบอกทางไป Observatory เลยครับ แล้วก็เดินไปจนเจอทางขึ้นเลยครับ

DSCF9366

ข้างๆเสาจะเป็นตู้ซื้อตั๋วสำหรับเข้าจุดชมวิว ถ้าสงสัยตรงไหนถามพนักงานที่เค้าท์เตอร์ได้เลยครับ

• ผู้ใหญ่ 620 เยน

• เด็ก 360 เยน

• เด็กเล็ก 260 เยน

เมื่อซื้อตั๋วเรียบร้อยแล้ว ให้ขึ้นลิฟท์มาที่ชั้น 40 ได้เลยครับ และระหว่างที่ลิฟท์กำลังขึ้นนั้น ในลิฟท์ก็จะมีการเล่นไฟเล็กน้อยเพื่อเป็นการต้อนรับเราสู่จุดชมวิวนั่นเอง

พอขึ้นมาถึงแล้ว ก็จะมีพนักงานตรวจเช็คตั๋วของเรา หลังจากเช็คตั๋วเสร็จก็เดินชมวิวตามมุมต่างๆได้เลยครับ โดยจุดชมวิวของ World Trade Center นั้น สามารถชมวิวโตเกียวได้ 360 องศาเลยล่ะ ซึ่งผมจะแนะนำจุดเด่นๆทั้ง 4 ทิศกันก่อนครับ

ทิศเหนือ • โตเกียวสกายทรี (Tokyo Skytree), โทไคโดะ ชินคันเซ็น (Tokaido Shinkansen), ยูริคาโมเมะ(รถไฟที่วิ่งไปโอไดบะ) (Yurikamome Line)

ทิศตะวันออก • สะพานโตเกียวเกจ (Tokyo Gate Bridge), โอไดบะ (Odaiba), ดิสนี่ย์แลนด์แบบไกลลิบ (Tokyo Disneyland)

ทิศใต้ • โอไดบะ (Odaiba), สะพานสายรุ้ง (Rainbow Bridge)

ทิศตะวันตก • โตเกียวทาวเวอร์ (Tokyo Tower), ภูเขาไฟูจิ (Mt. Fuji), รปปงหงิฮิลล์ (Roppongi Hills), วัดโซโจจิ (Zojoji Temple), โตเกียวมิดทาวน์ (Tokyo Midtown), โทระโนะมง ฮิลล์ (Toranomon Hills)

วันที่ผมไปนั้นเป็นวันที่มีฝนและเมฆมาก ก็เลยไม่ได้เห็นภูเขาไฟฟูจิจากที่นี่ แม้แต่แสงอาทิตย์ที่กำลังตกดินก็แทบจะไม่เห็นเลยด้วยซ้ำ เนื่องด้วยทริปนี้เวลาว่างค่อนข้างน้อยก็เลยต้องทำใจ หาเวลามาได้ก็ยังดีกว่าไม่ได้มาเลยเนอะ

Tokyo-Tower

เป็นไงบ้างครับสำหรับวิวฝั่งตะวันตก ถ้าวันที่ผมไปนั้นฟ้าใสก็คงจะได้เห็นภาพที่ดีกว่านี้ ผมนั่งตั้งแคมป์อยู่นานเลยล่ะ ตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ตก จนตกไปแล้ว (แต่ในวันนั้นมีแต่เมฆหมอก เลยไม่เห็นดวงอาทิตย์เลย)

เพื่อนๆคนไหนอยากไปก็ต้องเช็คพยากรณ์อากศกันให้ดีๆนะครับ อาจจะได้เห็นภูเขาไฟฟูจิด้วยล่ะ ซึ่งภูเขาไฟฟูจิจะอยู่ทางฝั่งซ้ายของภาพนะครับ ส่วนในภาพนี้อาคารข้างๆด้านซ้ายของโตเกียวทาวเวอร์นั่นคือ Mori Tower, Roppongi Hills ที่ผมเคยแนะนำไปในคราวก่อนครับ สิ่งสำคัญที่ผมจะแนะนำสำหรับเพื่อนๆที่ต้องการที่จะเก็บภาพประทับใจนี้ก็คือ ที่นี่สามารถใช้ขาตั้งกล้องได้ และพกผ้าสีดำหรือสีทึบเอาไว้บังไม่ให้เกิดแสงสะท้อนในกระจกที่จะเกิดขึ้นในภาพด้วยนะครับ น่าเสียดายที่วันที่ผมไปนี้ ไม่ได้ตั้งใจจะมาที่นี่ตั้งแต่แรก เลยไม่ได้พกอะไรมาเลยสักอย่างเดียวนอกจากกล้องตัวนึงเท่านั้น ผมก็เลยใช้วิธีการวางบนโต๊ะ หรือวางบนกระเป๋า เอามือบังแสงสะท้อนอะไรก็ว่าไปแทน ซึ่งก็ยังพอถูไถได้อยู่นะ 

tks

ทีนี้เราย้ายมาที่ฝั่งทิศเหนือกันบ้าง จุดนี้เป็นอีกจุดที่สวยเหมือนกันครับ เราสามารถมองเห็นโตเกียวสกายทรีได้จากจุดนี้ ส่วนด้านล่างนั้นก็เป็นรถไฟเจอาร์รวมถึงรถไฟชินคันเซ็นด้วยครับ รถไฟของยูริคาโมเมะก็อยู่ข้างๆกันนี่เอง

ส่วนทิศฝั่งตะวันออกและทิศใต้นั้น ผมไม่ได้ถ่ายภาพมาเลย เนื่องจากผมหาที่วางกล้องไม่ได้และคนเริ่มเยอะ ผมเลยตัดสินใจไปเดินเล่นที่อากิฮาบาระต่อครับ

สำหรับจุดชมวิวที่อาคาร World Trade Center นี้ ก็เป็นอีกที่ที่ผมอยากจะแนะนำให้เพื่อนๆทุกคนลองไปเที่ยวดูครับ เที่ยวชมวิวได้ทั้งกลางวันและกลางคืน แถมค่าเข้านั้นก็ไม่แพงด้วยนะ

Tokyo-Tower-2



เข้าโตเกียวด้วย “รถไฟ” กับ “รถบัส” จากสนามบินนาริตะ จะเลือกอะไรดี

ช่วงนี้คงมีเพื่อนๆหลายคนกำลังหาข้อมูลการเดินทางจากสนามบินนาริตะเข้าสู่โตเกียวกันอยู่ แล้วอาจจะพบปัญหาว่าจะใช้บริการจากการเดินทางแบบไหนดี ระหว่างรถไฟกับลิมูซีนบัส คิดว่าเพื่อนหลายคนกำลังประสบหรือเคยผ่านปปัญหาแบบนี้มาก่อน เพราะมีหลายปัจจัยในการเลือกใช้ เลยทำให้เกิดความมึนงงว่าเราจะใช้บริการการเดินทางเข้าโตเกียวด้วยวิธีไหนจะดีที่สุด แล้วแต่ละแบบนั้นมีความแตกต่างกันยังไง เราจะมาพูดคุยในเรื่องนี้กัน !

รถไฟ (Narita Express และ Keisei)

รถไฟเข้าโตเกียวจากสนามบินนาริตะนั้นมีให้บริการอยู่ 2 รายคือ JR กับ Keisei โดยของ JR นั้นจะมีชื่อว่า Narita Express (N’EX) และ Keisei ก็จะมีให้บริการในหลายรูปแบบ รถไฟสองแบรนด์นี้จะมีเส้นทางวิ่งของรถไม่เหมือนกัน และจุดหมายปลายทางก็ไม่เหมือนกัน แต่ก็วิ่งเข้าโตเกียวเหมือนกัน

Narita-Express-wiki-rz

Narita Express (N’EX)

เป็นรถไฟที่ให้บริการโดย JR-EAST วิ่งตรงจากสนามบินนาริตะ สู่สถานีโตเกียว และไปยังสถานีใหญ่ๆ อื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น โยโกฮาม่า ชินากาว่า ชิบูย่า ชินจูกุ อิเคะบุคุโระ หรือโอมิยะ ไกลสุดเลยเฉพาะวันหยุดก็จะไปถึงคาวากุจิโกะเลยทีเดียว

AEkei_naritayugawa2-rz

Keisei

รถไฟของ Keisei นั้นนักท่องเที่ยวจะเลือกใช้หลักๆ 2 แบบ คือ Keisei Skyliner กับ Keisei Access Express ซึงทั้งสองแบบจะต่างกันเรื่องระยะเวลาของการเดินทาง ความสะดวกสบาย และ ราคา สถานีปลายทางคือสถานี(Ueno) ส่วน Keisei Access Express นั้นสามารถเลือกวิ่งไปอีกเส้นทางนึงได้ ซึ่งจุดหมายปลายทางคือสนามบินฮาเนดะ และยังผ่านสถานีหลักๆอีกหลายสถานี เช่น สถานีโอชิอาเกะ (Tokyo Sky Tree) และ สถานีอาซาคุสะ เป็นต้น

limobus-fb-rz

Airport Limousine Bus

เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่เหมาะกับบางคนและไม่เหมาะกับหลายๆคน ลิมูซีนบัสนั้นมักจะไปจอดตามโรงแรมต่างๆ และสถานีใหญ่ๆ ดังนั้นการเลือกใช้บริการรถบัสก็จะเหมาะสำหรับคนที่พักตามโรงแรมนั้นๆหรือใกล้เคียงโรงแรมที่บัสไปจอด แถมมีรถวิ่งไปจนถึงโยโกฮาม่าเลยนะ


หลังจากแนะนำให้รู้จักกับรถไฟและลิมูซนบัสกันอย่างคร่าวๆแล้ว ทีนี้เรามาดูว่าข้อดีข้อเสียของแต่ละอย่างนั้นมันมีอะไรบ้าง โดยการเปรียบเทียบกันระหว่างลิมูซีนบัสกีบรถไฟทั้งสองสายนี้

• เวลา •

ถ้าให้พูดตรงๆในเรื่องของเวลานั้น มันขึ้นอยู่กับว่าเรานั้นพักที่ไหนหรือมีจุดหมายจะไปที่ไหนหลังจากออกจากสนามบิน ถ้าเราพักติดกับสถานีรถไฟ การนั่งรถไฟก็จะเป็นทางเลือกที่สะดวกกว่า ถ้าที่พักเราไม่ติดกับสถานีรถไฟ แต่ลิมูซีนบัสนั้นสามารถพาเราไปที่หน้าโรงแรมได้หรือใกล้เคียง การขึ้นลิมูซีนบัสก็จะสะดวกกว่า แต่ถ้าเคร่งเรื่องเวลามากๆก็อาจจะต้องคำนวนระยะทางของการเดินจากสถานี/จุดลงรถจนไปถึงที่พักเข้าไปด้วย

Keisei Skyliner จะใช้เวลาเพียง 41 นาทีจากสนามบินนาริตะสู่สถานีอุเอโนะ

N’EX จะใช้เวลา 53 นาที ในการเดินทางไปสถานีโตเกียว (และยังนั่งลงสถานีใหญ่ๆอืนๆได้อีกด้วย เช่น ชินากาว่า ชิบูย่า ชินจูกุ อิเคะบุคุโระ โยโกฮาม่า หรือโอมิยะ)

Airport Limousine Bus จะใช้เวลาเดินทางประมาณ 60 นาทีขึ้นไป ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่จะลง

• ราคา •

ถ้าวัดกันด้วยราคาปกตินั้นต่อเที่ยว Keisei Skyliner จะมีราคาถูกที่สุดที่ 2470 เยน ส่วน N’EX ประมาณ 3500 เยนบวกลบ ขึ้นอยู่กับสถานีที่เลือกลง ส่วน Airport Limousine Bus ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 3000 เยน เช่นกัน

ในส่วนนี้แนะนำให้ดูที่โปรโมชั่นเป็นหลัก เช่น โปรโมชั่น 2 เที่ยวไป-กลับ ด้วย Keisei Skyliner + Metro Pass 1-2 วัน ก็จะช่วยประหยัดได้อีกเยอะ และเอาพาสของรถไฟใต้ดินของ Tokyo Metro ไปใช้ได้อีก 1-2 วันแล้วแต่เราจะเลือก โปรโมชั่นแบบนี้ก็จะเหมาะกับคนที่เที่ยวโตเกียวเป็นหลัก หรือของ N’EX ที่มีโปรโมชั่น ไปกลับ 4000 เยน ก็จะคุ้มค่ามากสำหรับคนที่ต้องการไปลงสถานีไกลๆหรือสถานีใหญ่อื่นๆ ส่วนลิมูซีนบัสนั้นก็มีโปโมชั่นซื้อคู่พาสรถไฟเช่นกัน หรือบัสบางสายก็มีค่าเดินทางแค่เพียง 1000 เยน และยังมีโปรโมชั่นอื่นๆปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง

• ความสะดวกสบายในการเดินทาง •

ถ้าให้สะดวกจริงๆ ผมมองว่าลิมูซีนบัสจะสะดวกที่สุด เพราะรถจะพาเราไปลงตรงที่ที่เราเลือกได้เลย ไม่ต้องเปลี่ยนรถขึ้นรถไฟหลายรอบ หรือเดินลากกระเป๋าไปมา กระเปาก็มีที่เก็บเฉพาะ ไม่เกะกะ แต่ก็อาจจะเจอรถติดบ้าง .. แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราพักที่ไหนเช่นกัน

รถไฟสองสายนี้ไม่ค่อยต่างกันนัก แล้วแต่สะดวกเลยครับ ถ้าพักใกล้ๆอุเอโนะก็ใช้ Keisei ถ้าพักสถานีต่างๆที่ N’EX ไปถึง ก็ให้เลือก N’EX

• เที่ยวรถ •

Airport Limousine Bus กับ Keisei จะมีรถวิ่งตลอดยาวยันช่วงดึกเป็นตัวเลือกหลักของคนที่บินมาถึงในช่วงดึก หรือบินไฟล์ทดึก ส่วน N’EX นั้น จะวิ่งถึงแค่ช่วงค่ำเท่านั้น(ไม่เกิน 4 ทุ่ม) ดังนั้นคนที่บินมาถึงในช่วงค่ำถึงดึกนั้น ก็จะไม่สะดวกในการใช้บริการของ Narita Express ได้

ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้จากเว็บ official ของผู้ให้บริการต่างๆ

KEISEI ELECTRIC RAILWAY

NARITA EXPRESS (N’EX)

AIRPORT LIMOUSINE BUS


↓ สรุป ↓

พอจะช่วยตอบคำถามในใจได้ไหมครับ?  หลายๆคนสับสนว่าจะเดินทางดวยวิธีไหน แต่ถ้าให้ผมแนะนำนั้น สำหรับคนไปครั้งแรก ผมจะแนะนำรถไฟครับ เพราะมาทั้งทีมานั่งบัสก็อาจจะรู้สึกแปลกๆ ใช่ไหม มาถึงญี่ปุ่นก็ลองขึ้นรถไฟญี่ปุ่นสิ ! ส่วนจะนั่งของ Keisei  หรือ N’EX นั้นก็แล้วแต่จะเลือกเลยครับ  มาครั้งแรกนั่ง Keisei ไปแล้ว มาอีกครั้งก็ลองนั่ง N’EX ดูก็ได้ เพราะจะได้ประสบการ์ณที่แตกต่างกันออกไป

ส่วนรถบัสก็ให้เลือกตามจุดหมายปลายทางของเราครับ ถ้ามันไม่ใกล้ที่พักผมแนะนำให้เลือกใช้รถไฟจะดีกว่า

แต่ถ้าถามว่าปกติผมเลือกใช้อะไร จะบอกตามตรงเลยว่าขาเข้าโตเกียวจะใช้ Keisei Access Express เพราะไม่ได้รีบ ส่วนขาออกเพื่อไปสนามบินนาริตะมักจะใช้ Keisei Skyliner

PHOTOS

en.wikipedia.org/wiki/Skyliner

en.wikipedia.org/wiki/E259_series

facebook.com/AirportLimousineBus



Hokuriku Shinkansen เพียง 2 ชั่วโมง 28 นาที ระหว่างโตเกียวกับคานาซาว่า

ในเวลานี้คงไม่คิดถึงไม่ได้กับรถไฟชินคันเซ็นสายใหม่ที่กำลังเป็นที่พูดถึงกันอย่างมากจากทั้งชาวต่างชาติและชาวญี่ปุ่น กับรถไฟที่จะพาเราเดินทางไประหว่างเมืองคานาซาว่าและกรุงโตเกียวด้วยเวลาเพียง 2 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น และที่กำลังพูดถึงอยู่นี่คือ โฮคุริคุ ชินคันเซ็น (Hokuriku Shinkansen/北陸新幹線) ชินคันเซ็นที่จะพาเราไปพบกับประสบการณ์การท่องเที่ยวใหม่ๆได้อย่างรวดเร็วขึ้น !

โฮคุริคุ (Hokuriku/北陸地方) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของภูมิภาคชูบุ (Chubu/中部地方) ไล่ไปตั้งแต่จังหวัดฟุคุอิ (Fukui/福井県) จังหวัดอิชิคาวะ (Ishikawa/石川県) จังหวัดโทยะมะ (Toyama/富山県) และจังหวัดนีงาตะ (Niigata/新潟県) แต่เดิมนั้นโฮคุริคุเป็นบริเวณที่จะต้องเสียเวลากับเดินทางอันแสนยาวนาน โดยเฉพาะในเขตเมืองคานาซาว่าในจังหวัดอิชิคาวะและเมืองโทยะมะ ที่ไม่มีรถไฟชินคันเซ็นวิ่งเลย หรือการเดินทางท่องเที่ยวสถานที่ยอดนิยมสำหรับคนทั่วโลกอย่างหมู่บ้านชิราคาวะโกะ (Shirakawago/白川村) ที่ใช้เวลาเดินทางกว่า 6 ชั่วโมงจากกรุงโตเกียว ถ้าหากเดินทางด้วยโฮคุริคุ ชินคันเซ็นแล้วต่อรถบัสที่คานาซาว่าเข้าสู่ชิราคาวะโกะ ก็จะใช่เวลาเพียง 4 ชั่วโมงเท่านั้น

mainvisual_bg214

โฮคุริคุ ชินคันเซ็น (Hokuriku Shinkansen/北陸新幹線) เป็นชินคันเซ็นเส้นทางใหม่ ต่อขยายจากนางาโนะชินคันเซ็น เดินทางระหว่างเมืองคานาซาว่ากับกรุงโตเกียว โดยใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง 28 นาที ด้วยรถไฟชินคันเซ็นรุ่น E7 และ W7 มีความเร็วอยู่ที่ 260 กิโลเมตร/ชั่วโมงจากการร่วมมือกันของ JR-East กับ JR-West เริ่มให้บริการวันแรกในวันที่ 14 มีนาคม 2015 ที่ผ่านมา และจะขยายเส้นทางไปจนถึงเมืองสึรุงะ จังหวัดฟุคุอิในช่วงปี 2025

map-edit

เส้นทางของโฮคุริคุ ชินคันเซ็น

โฮคุริคุ ชินคันเซ็น ที่เปิดให้บริการนี้จะถูกแบ่งออกมาเป็น 4 ชื่อ

1. Kagayaki (かがやき) เป็นรถที่ใช้เวลาเดินทางน้อยที่สุด หรือประมาณ 2 ชั่วโมง 28 นาที ระหว่างโตเกียวกับคานาซาว่า และจะจอดเพียงแค่สถานีหลักๆเท่านั้น รถทุกขบวนจะเป็นรถแบบสำรองที่นั่งเท่านั้น (Reserved-Seat) มีทั้งหมด 12 ตู้ และมี Green Car กับ Gran Class ด้วย

สถานีที่จอดของ Kagayaki

kagayaki

บางขบวนจะไม่จอดที่สถานีอุเอโนะ (Ueno)

2. Hakutaka (はくたか) เป็นชื่อรถที่เดินทางระว่างโตเกียวและคานาซาว่า แต่จะใข้เวลาเดินทางนานกว่า เพราะรถจะจอดหลายสถานีกว่า ใช้รถแบบเดียวกันกับ Kagayaki มี Green Car และ Gran Class รวมถึงมีรถแบบ Non-reserved ด้วย

สถานีที่จอดของ Hakutaka

hakutaka

สถานีที่เป็นภาพบล็อคสี่หลี่ยมคือสถานีที่บางคันจะไม่จอด กรุณาตรวจสอบก่อนการเดินทาง

3. Tsuruki (つるき) เป็นรถวิ่งระยะสั้นระหว่างสถานีโทยามะกับคานาซาว่า

สถานีที่จอดของ Tsuruki

tsurugi

4. Asama (あさま)หรือนางาโนะ ชินคันเซ็นเดิม วิ่งระหว่างโตเกียวกับนางาโนะ

สถานีที่จอดของ Asama

asama

บล็อคสี่เหลี่ยมคือสถานีที่บางขบวนจะไม่จอด

โฮคุริคุ ชินคันเซ็น ถือว่าเป็นการเปิดเส้นทางใหม่ที่น่าสนใจ เพราะจะช่วยลดเวลาการเดินทางไปยังเมืองต่างๆให้ไวขึ้น รวมถึงการใช้ชินคันเซ็นเป็นเส้นทางหลักสำหรับต่อรถไปยังสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญต่างๆ ทั้งนี้ JR Pass ก็สามารถใช้สำหรับการเดินทางด้วยโฮคุริคุ ชินคันเซ็นได้อีกด้วย

 

credit

West Japan Railway Company

East Japan Railway Company



บ้านสไลเดอร์ในนากะเมงุโระ โตเกียว

วันนี้ j-reco ขอนำเสนอบ้านน่ารักๆที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับเด็กๆ เพื่อเพิ่มบรรยากาศและสร้างความสุขสำหรับคนในครอบครัว โดยบ้านหลังนี้ตั้งอยู่ที่ Nakameguro ในกรุงโตเกียว ออกแบบโดย Level Architects

nakameguro_01

ตัวบ้านนั้นดูจากภายนอกแล้วเหมือนไม่มีอะไร หน้าตาเรียบๆเหมือนกล่องตั้งไว้เฉยๆ แต่ภายในนั้นถูกออกแบบมาได้อย่างโดดเด่น มีความสนุกอยู่ในตัวด้วยสไลด์เดอร์ภายในตัวบ้าน!

nakameguro_06

บ้านหลังนี้เป็นบ้านแบบ 3 ชั้น แบ่งออกเป็นส่วนต่างๆหลายส่วน พร้อมที่จอดรถ 1 คัน โดยส่วนที่เป็นจุดเด่นของบ้านหลังนี้คือบริเวณรอบภายในตัวบ้านที่เป็นสไลเดอร์ และห้องนั่งเล่นที่กว้างสำหรับทำกิจกรรมภายในครอบครัว โดยชั้นที่ 1 นั้น จะมีที่จอดรถ โถงทางเข้าเล็กๆ ห้องทำงานหรือห้องอเนกประสงค์ และแบบญี่ปุ่น รวมถึงห้องน้ำอีกด้วย

nakameguro_02

บริเวณทางเข้าที่มีตู้เก็บของ ตู้เก็บรองเท้า และโถงทางเดินในภาพนั้นคือสไลด์เดอร์ที่ใช้สไลด์ลงมาจากชั้น 2

nakameguro_03

บริเวณโถงทางเดินนั้นออกแบบให้เป็นชั้นวางหนังสือ ช่วยในเรื่องของการเพิ่มพื้นที่เก็บหนังสือสำหรับคนที่มีหนังสือเยอะ

nakameguro_04

ห้องอเนกประสงค์ห้องนี้มีไว้สำหรับนั่งทำงาน อ่านหนังสือ หรือห้องสำหรับให้ลูกๆนั่งทำการบ้านก็ได้เช่นกัน โดยห้องนี้จะมีหน้าต่างอยู่สองด้าน ช่วยเพิ่มแสงสว่างจากธรรมชาติให้ห้องดูปลอดโปร่ง และไม่ล้าเวลาทำงานหรืออ่านหนังสือ

ส่วนชั้นที่ 2 จะเป็นส่วนของห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร และห้องครัว ชั้นนี้จะเป็นส่วนสำคัญที่สุดของบ้าน เพราะชั้นนี้จะเป็นส่วนที่เอาไว้ทำกิจกรรมภายในครอบครัวกันมากที่สุด เพื่อสร้างความสัมพันธ์และความอบอุ่นในครอบครัว โดยห้องนั่งเล่นนี้มีขนาดค่อนข้างกว้างและยังมีเทอร์เรสสำหรับให้เด็กๆเข้าไปเล่นได้อีกด้วย

nakameguro_08

nakameguro_07

nakameguro_15

เทอร์เรสนี้ออกแบบมาให้เป็นช่องสำหรับรับแสงธรรมชาติเข้ามาภายในตัวบ้านได้อย่างลงตัว ซึ่งแบบบ้านของคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะเน้นในเรื่องของแสงธรรมชาติเป็นปัจจัยหลัก เพราะแสงนั้นจะช่วยให้พื้นที่ภายในบ้านดูโล่งโปร่งสบายมากขึ้น ไม่แคบไม่อึดอัด และยังทำบรรยากาศภายในบ้านนั้นดูดีขึ้น

nakameguro_09

nakameguro_10

จุดเชื่อมต่อระหว่างชั้นนั้นคงหนีไม่พ้นบันได ซึ่งบ้านหลังนี้จะมีบันไดอยู่ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งเป็นสไลเดอร์ ซึ่งเราสามารถเลือกใช้ได้ทั้งสองแบบในการขึ้นลงภายในบ้าน แต่สำหรับผู้ใหญ่ไม่น่าจะขึ้นทางไสลด์เดอร์หรอกมั้ง?  ตัวบันไดและสไลด์เดอร์ถูกวางไว้บริเวณรอบๆในตัวบ้าน และยังจัดให้มีช่องแสงเพิ่มเติมในแต่ละจุด จุดให้บ้านดูสวยงามมากขึ้น ซึ่งอย่างที่บอกว่าบ้านสมัยนี้จะเน้นเรื่องแสงสว่างจากธรรมชาติอย่างมาก ไม่ใช่แค่ในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น

ในชั้นที่ 3 นั้นเป็นห้องนอน ห้องน้ำและเทอร์เรสซึ่งเหมาะกับการใช้ตากผ้ามากกว่าการเอามาใช้งานเพื่อกิจกรรมความผ่อนคลายต่างๆ

nakameguro_05

ส่วนพื้นที่ว่างที่เหลือ เช่นบริเวณข้างบันไดนั้น ถูกออกแบให้เป็นพื้นที่เก็บของด้วย

nakameguro_11

นี่คือโครงสร้างแบบบ้านที่โชว์ในส่วนของบันไดและสไลด์เดอร์ที่เชื่อมต่อห้องต่างๆครับ

nakameguro_16

เป็นยังไงกันบ้างครับ สำหรับบ้านสไลด์เดอร์หลังนี้ คิดว่าหลายๆคนคงชอบ ตัวผมเองยังชอบเลย แต่ก็มีข้อเสียอยู่บ้างเหมือนกันนั่นคือบ้านแบบนี้ต้องใช้พื้นที่เยอะในการสร้าง สำหรับประเทศญี่ปุ่นนั้นคงต้องมีทุนหนาเลยนะเนี่ย แถมเวลาลูกๆโตแล้วอาจจะใช้ไม่คุ้ม หรืออาจจะต้องย้ายออกไม่ก็สร้างใหม่ถ้าจะอยู่บ้านเดียวกัน เพราะมีแค่ 1 ห้องนอนเท่านั้น

ข้อมูลและรูปภาพ
dezeen
Level Architects