HOME Search

ผลการค้นหาพบ – 4 รายการเกี่ยวกับ WWOOF Japan

เจาะลึกประสบการณ์ WWOOF บวกโฮมสเตย์บ้านคนญี่ปุ่นสุดเรียล

การไปใช้ชีวิตสุดเรียลคลุกคลีอยู่กับคนญี่ปุ่นแท้ๆ คือ หนึ่งในเหตุผลที่กระตุ้นให้ฉันเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นอีกครั้งเป็นเวลา 1 ปีหลังจากที่ไม่ได้เรียนมานานกว่า 10 ปี

10 ปี! นี่ถ้าไม่ใช่ว่าเป้าหมายคือ ฝันอยากไปอยู่ญี่ปุ่นสัก 1-2 เดือน มีกิจกรรมให้พูดคุยเรียนรู้วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่ทั้งฝรั่ง และคนเอเชียเองยังเซอร์ไพรส์ คงไม่ทุ่มสุดตัวขนาดนี้เป็นแน่ WWOOF Japan จึงตอบโจทย์ขาลุย ฉันเริ่มวางแผนติดต่อครอบครัวโฮสท์ชาวญี่ปุ่นตั้งแต่ปลายปี และไปช่วยทำฟาร์มแลกกับอาหาร 3 มื้อและที่พักตั้งแต่เมษายนปี 2016

ฉันกับมุกกุรุ่นน้องที่เรียนญี่ปุ่นด้วยกันได้มีโอกาสไปวูฟถึง 3 ที่ในคิวชูนานประมาณเดือนครึ่ง แต่จะขอยกเอาเรื่องของบ้านที่เมืองฮิโระกาวะ จังหวัดฟุกุโอกะ มาเล่าละกันนะคะ บ้านนี้เขาทำฟาร์มผลไม้ เน้นสตรอเบอร์รี่ออร์แกนิกเป็นหลัก และร้านค้าผลิตภัณฑ์การเกษตรในชุมชน เอาล่ะ! เรามาดูกันดีกว่าว่า ชีวิตโฮมสเตย์เป็นอย่างไร

วิถีแห่งบ้านนากามูระ ขยันขันแข็ง

การปรับตัวเข้ากับบ้านนี้จะยากหน่อยในช่วง 2-3 วันแรก เพราะเราเพิ่งพบเจอแผ่นดินไหวกันมา สภาพยังช็อกกู่แทบไม่กลับ เมื่อหนีมาหลบภัยเข้าสู่วิถีแห่งบ้านนากามูระแล้ว นึกว่าเจ้าบ้านจะต้อนรับขับสู้ตามสไตล์คนไทย ป่าวค่ะ! แม่ใหญ่ของบ้านกล่าวต้อนรับเราว่าด้วยกฎต่างๆ ที่พึงปฏิบัติเป็นข้อๆ เช่น ตื่นกี่โมง ทำงานกี่โมง ตบท้ายด้วย “เก็บกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว ก็ไปถามยูกิโกะซังว่าจะให้ช่วยอะไรไหมหน่อยนะ”

พิธีรับขวัญของที่นี่จึงเป็นการเริ่มงานเช็ดโต๊ะ เตรียมสถานที่สำหรับอีเวนท์ฉลองฤดูกาลเก็บเกี่ยวสตรอเบอร์รี่ประจำปีในวันรุ่งขึ้น โอ้ว แม่เจ้า! จะไหวไหมเนี่ย โชคดีหน่อยที่เราได้รับหน้าที่ตักไอติมโฮมเมดให้เด็กๆ ความรู้สึกจึงค่อยๆ ผ่อนคลาย และสนุกมากขึ้นเมื่อคนมากันเยอะในช่วงบ่าย

ทำตัวให้ไร้ข้อจำกัด

สิ่งหนึ่งที่เราเตรียมตัวมาคือเปิดใจกับทุกรูปแบบที่จะได้เจอ ด้วยการทำตัวให้ไร้ข้อจำกัด นี่เป็นทริกเลยนะ! และไม่ว่างานจะหนักแค่ไหน แต่เรายิ้ม (: อีกอย่างคือต้องเตรียมร่างกายให้ทนแดด ทนฝน เพราะงานส่วนใหญ่แม้จะเป็นงานเบาๆ อย่างตัดแต่งต้นสตรอเบอร์รี่ให้ไม่รก แต่เมื่อเข้าไปอยู่ในเรือนกระจก จากวันที่ร้อนแล้ว ในนั้นจะร้อนยิ่งกว่า ส่วนวันที่ฝนตก จะทั้งชื้นและหนาว เอาเป็นว่าอากาศเปลี่ยนบ่อยทำให้เราเพลียง่าย แต่เมื่อเรายิ้มมีความสุข ทำไป กินไป มันจะช่วยให้โฮสท์เขาเอ็นดูเรามากขึ้น

เลือกบ้านที่มีเด็กๆ

ครอบครัวนากามูระเป็นครอบครัวใหญ่มี 4 เจนเนอเรชั่น บรรยากาศจึงครึกครื้น ออกจะวุ่นวายเสียด้วยซ้ำ และที่ช่วยให้หายเหงาก็เป็นหลานชายวัยกำลังซนที่ชวนคุย ชวนเล่น แกล้งกันเอง “นี่ๆ พี่สาว ดูนี่สิ เต่าทองๆๆ” เป็นประโยคที่ได้ยินบ่อยสุด มีอยู่วันหนึ่งเราพาเด็กๆ กับหมาไปเดินเล่นชิลๆ เด็กๆ กลับมามีความสุข นี่จึงกลายเป็นผลที่ จู่ๆ วันหนึ่งพ่อแม่เด็กพาเราไปกินพาเฟ่โดยที่ไม่มีวาระพิเศษ แค่อยากจะพาเราไปเท่านั้น โอ้ย ช่างน่ารักจริงๆ

อาหารรสมือแม่ อร่อยแบบง่ายๆ

ส่วนเรื่องอาหารของแม่บ้านชาวญี่ปุ่นทุกมื้อจะมีเมนูง่ายๆ เช่น สลัดซอสพอนสึ ผักลวกคลุกน้ำมันงา ผักดอง ถั่วแระลวกจากสวนที่ย่าทวดปลูก และซุปมิโสะ และเมนูหลักอย่าง แฮมเบิร์ก ไก่ทอดคลุกซอส เป็นเมนูที่ทำไม่ยากอีกเช่นกัน ทุกมื้อเราก็มักจะชมว่าอร่อยเสมอ แต่จริงๆ แล้วที่อร่อยที่สุดคือ ข้าวสวย เติม 2 ถ้วยทุกมื้อ มันทั้งหอมและนุ่มมากเพราะปลูกในฟาร์มเพื่อนบ้านนี่เอง

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากวิถีแห่งเซน

จากมุมมองของฉัน คนญี่ปุ่นจะใช้ชีวิตที่เรียบง่าย แต่ประกอบไปด้วยเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกเช่น น้ำร้อนสำหรับอาบที่นี่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์จากแผ่นโซล่าเซลล์ ... เวลาเดินเข้าบ้านตอนกลางคืน มีเซนเซอร์เปิดไฟหน้าบ้านอัตโนมัติ... เสื้อผ้าบ้านนี้ซักทุกวัน ใช้ซ้ำทุกวัน... ทำกับข้าวกินเองทุกมื้อ เขาสอนให้เด็กๆ อยู่อย่างง่ายๆ กับธรรมชาติเล่นปั้นโคลนปั้นดิน  และไม่ติดเกมส์คอมพิวเตอร์ อีกอย่างคือที่นี่เป็นครอบครัวง่ายๆ ในชนบท ระเบียบจึงไม่เข้มงวดอย่างที่คิดไว้

ทุกคนมีหน้าที่ทำงาน โดยเฉพาะแม่บ้านชาวญี่ปุ่นที่ทำงานทั้งวันแบบนอนสต็อป ตั้งแต่ตื่นมาแต่งตัวลูกเดินไปส่งรอรถโรงเรียนมารับ เตรียมอาหารเที่ยง ซักผ้า ทำความสะอาดบ้าน เตรียมอาหารเย็น และอื่นๆ มีอยู่ช็อตหนึ่งที่ฉันเห็นยูกิโกะซังสะพายลูกไว้ที่หลัง มือหนึ่งถือสายยางรดน้ำ อีกมือจับเชือกจูงหมาไว้ ภาพนั้นติดตามากว่านางแข็งแกร่ง กลายเป็นภาพจำว่าจะแต่งกับสามีชาวญี่ปุ่นต้องฝึกปรือเคี่ยวกรำงานหนักมาก่อน แค่คิดก็ขนลุก โนว!

และสิ่งที่ห้ามลืมเด็ดขาดคือ เตรียมของฝากจากไทยให้คนญี่ปุ่น แนะนำว่า ลายช้าง คนญี่ปุ่นกรี๊ดที่สุดค่ะ!



วูฟญี่ปุ่นครั้งแรกก็ติดใจแล้ว EP3 : เซอร์ไว (Survive) ไต้ฝุ่นมา!!

บทนำ

           จะไปเที่ยวต่างประเทศคนเดียวทั้งทีก็อยากลองไปหาประสบการณ์แปลกใหม่ดูบ้าง ครั้งแรกมันต้อง ญี่ปุ่น นี่แหละ! แดนอาทิตย์อุทัย ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นระเบียบ และความคิดสร้างสรรค์ ประเทศที่เป็นจุดหมายของใครหลายๆ คน ไม่ว่าจะมาเรียน มาเที่ยว แต่สำหรับผมมาเป็น Wwoofer!

           ปลายเดือนตุลาคม-ต้นพฤศจิกายนปี 2017 จึงเป็นบทเริ่มต้นเรื่องราวของชายหนุ่มผู้แสวงหาคุณค่าของชีวิต พูดให้ดูเวอร์ไปแบบนั้น ถ้าพูดกันบ้านๆ ก็คือลูกจ้างชั่วคราวดีๆ นี่เอง ทำงานแลกที่พัก และข้าวประทังชีวิต มันต้องแบบนี้แหละ ผมเบื่อแล้วกับเมืองหลวง ตึกสูง ขอมาลองใช้ชีวิตแบบชนบทง่ายๆ สบายๆ เรียกได้ว่าเป็น Little forest ฉบับชายหนุ่มเลยก็ว่าได้

           ชนบทญี่ปุ่นในการ์ตูนแบบผมได้แต่จินตนาการมันเป็นแบบไหน? ธรรมชาติ วิถีชีวิต การเกษตร แต่พอมาเจอของจริงหลายอย่างกลับไม่เป็นแบบที่เราคิด มันเปลี่ยนมุมมองของผม ผมได้พบแก่นแท้ของญี่ปุ่นจริงๆ แบบที่ไม่เคยคิดว่าจะมี ผ่านบ้านโฮสต์ที่เป็นครูสอนดนตรี ทั้งอร่อย กลมกล่อม ไพเราะ มีรอยยิ้มและน้ำตา

           เดินทางไปพร้อมกันกับหมาป่าสีน้ำเงินตัวนี้ และเสียงคลื่นของจังหวัดวากายะมะ-Wakayama มาติดตามและเป็นกำลังใจไปพร้อมๆ กันเลยครับ

Chapter I : ทุกสิ่งใหม่ที่ วากายะมะ

EP1: วูฟโฮสต์เรียกว่าบ้าน สภาพแบบนี้ไม่น่าใช่!!

ที่พักสำหรับครึ่งเดือนของผม ข้างนอกอาจดูไม่ต่างจากบ้านญี่ปุ่นทั่วไป แต่ข้างในนี่สิ แม่เจ้า!!

EP2 : บ้านนอก(เขา) ไร่ข้าวริมทาง(รถไฟ)

โฮสต์ก็พาไปไร่ ไกลแค่ไหนก็ในหุบเขา ที่มีรางรถไฟตัดผ่านน่ะสิ

EP3 : เซอร์ไว (Survive) ไต้ฝุ่นมา!!

 ครั้งแรกของการมาเยือนญี่ปุ่น ต้องเรียกว่าถูกที่ ถูกเวลามาก ไต้ฝุ่น ขนาดใหญ่พัดเข้าชายฝั่ง วิ่งสิครับรออะไร

EP4 : โอ้ยชีวิต! หลงทางในหมู่บ้าน

หมู่บ้านแสนสงบ คนไม่เยอะบ้านช่องสะอาดตา ชมนกชมไม้ อ้าว! หลงทาง!! ใครจะช่วยเราได้ คนก็ไม่มี

EP5 : จากพี่ชายกลายเป็น ผู้ปกครอง

วันนี้พิเศษ มีน้องๆ 3 สาวมัธยมสุดจะคาวะอี้ มาพักที่บ้านด้วย พี่ชายแสนดี ต้องไปเป็นผู้ปกครอง ทำยังไงดี?

  เช้าวันนี้ท้องฟ้าดูหม่นๆ หลังจากเอาอาหารให้ไก่แล้ว อีกหน้าที่ประจำของผมคือ พาเจ้าโระคุ หมาประจำบ้านไปเดินเล่น วันนี้นางดูแปลกๆ ทำตัวไม่ปกติ พอคลายเชือกนางก็วิ่งนำเลย (ต้องเรียกหมาจูงคนแล้วแบบนี้) เราเดินๆ วิ่งๆ ไปเรื่อยๆ ตั้งใจว่าจะลองลงไปทางทะเล ตั้งแต่มาที่นี่ยังไม่ได้ไปเดินริมทะเลเลย

   การพาสุนัขเดินเล่น สิ่งที่ต้องเตรียมคือ เชือกเส้นยาว รองเท้าบู๊ท และที่ขาดไม่ได้เลยคือ ถังใส่อุนจิ ใช่แล้วจ้า ทุกๆ วัน ทั้งตอนเช้า และตอนเย็น ผมจะต้องพานางไปวิ่งเล่นรอบๆ หมู่บ้าน พอได้สถานที่พึงพอใจ นางก็จะอึ๊ออกมา ส่วนใหญ่จะเป็นจุดเดิมๆ พอเจ้าโระคุอุนจิออกมาแล้ว ผมต้องเก็บอุนจิของนางกลับมาบ้านด้วย!!

   ถามว่าเอากลับมาทำไม? เพราะว่าเรื่องของความสะอาด คนญี่ปุ่นจะเน้นเรื่องความสะอาดมาก อึ๊แล้วก็ต้องรับผิดชอบไม่ให้ริมทางสกปรก คนผ่านไปมาจะได้สะอาดตา แล้วอุนจิเจ้าโระคุ ก็ไม่ได้ทิ้งไปเฉยๆ นะจ๊ะ เอามาหมักกับหญ้าแห้ง และเศษอาหาร ฝังดินทำเป็นปุ๋ยสำหรับปลูกผักต่อไป

   ทุกวันนี้เวลากินผักก็ได้แต่นึกถึงอุนจิเจ้าโระคุ ไม่สามารถเอาภาพนั่งยองๆ ของมันออกไปจากหัวได้เลย จะบ้าตาย !

เราเดินกันไปจนถึงริมทะเล จู่ๆ ลมก็พัดแรง มาจากไหนก็ไม่รู้ คือแรงมาก ตัวแทบจะปลิว ผมมองลงไปยังทะเล เห็นคลื่นขนาดใหญ่โหมซัดกับก้อนหิน ช่างน่าตื่นตาตื่นใจ

เห้ย!? ไม่สิ! กูจะมามัวชื่นชมทะเลสวยอยู่ไม่ได้ ต้องรีบหนีมั้ย? ท่าไม่ดีแล้ว พอหันกลับไปมอง เมฆสีดำก็คลื่นตัวมาอย่างรวดเร็วเพราะแรงลม และไม่ใช่แค่เมฆเท่านั้นนะเว้ย! แต่เป็นฝนห่าใหญ่ หนามาเชียว

เชี่ยแล้วไง !!! เปียกแน่กู!

   ยังไม่ทันจะกระตุกเชือกเพื่อหันหัวกลับบ้าน เจ้าโระคุแม่งกระชากผมอย่างแรง! หัวทิ่ม ไถลไปกับพื้น แต่มือยังจับเชือกไว้แน่น อย่าทิ้งกูเส่! นี่เพื่อนเมิงนะ เรามาด้วยกัน เมิงเอาแรงมาจากไหนวะโระคุ! เห้ยยยย รอก่อนนนนนนน
นางลากผมอย่างทุลักทุเล สัญชาตญาณสัตว์ เปลี่ยนหมาบ้านเป็นหมาป่าทันที ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติอย่างฉับพลัน และรุนแรง
ใช่! รุนแรงกับกูมาก! ไม่แคร์เลยว่ากูต้องวิ่งตาม โระคุ! เมิงงงงงง อย่าเพิ่งไป กูเหนี่อยยย!!
เจ้าโระคุสับเกียร์หมา วิ่งนำมาถึงก่อนผมราวสิบแปดช่วงตัว เข้าไปนอนในบ้านอย่างปลอดภัย (ไอ้หมาทรยศ) ผมพยุงสังขารตัวเอง เดินลากขามาถึงบ้าน พร้อมกับเสียงหอบ แหก แหก ลิ้นห้อยน้ำลายฟูมปาก ไม่ต่างจากเจ้าโระคุ

   เปียกทั้งตัวจ้า อีพายุนี่มาเร็วมากจริงๆ ตั้งตัวไม่ทันเลย มาลองนึกดู น่าจะเป็นผมคนเดียว ที่ไม่ได้รู้ห่าเหวอะไร ทั้งที่โฮสต์ก็บอกว่าจะมีพายุนะ แต่คือเมิง! แบบว่า พายุอ่ะ ก็คิดว่าจะมีฝนตกแรงๆ มืดฟ้ามัวดิน ฟ้าผ่ากันเปรี้ยงปร้าง ส่งสัญญาณเตือนให้รู้หน่อย

ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้มันก็แค่ฟ้าเทาๆ อากาศเย็นๆ ใครจะไปรู้วะ ว่ามันจะมาเร็วขนาดนี้ มิน่าเจ้าโระคุทำตัวแปลกๆ แถมเดินไปตามทางก็ไม่เห็นใครสักคนมาเดินเพ่นพ่าน

“แค่ไต้ฝุ่นน่ะ ไม่ต้องกลัว ไม่ใช่สึนามิหรอก”
โฮสต์ปลอบใจผม พร้อมกับนำชาอุ่นๆ มาให้ดื่ม

   ผมเช็คข่าวเลยได้รู้ว่ามันคือไต้ฝุ่น Lan เรียกว่าเป็นซุปเปอร์ไต้ฝุ่นขนาดใหญ่ ความเร็วลมมากถึง 216 กม./ ชม. เร็วแค่ไหนไปถามเจ้าโระคุดูเผื่อมันจะรู้ แต่ที่แน่ๆ ตัวผมเกือบจะปลิว ขนาดตรงแถวที่ผมอยู่ไม่ใช่จุดโดนพายุเต็มๆ นะ เป็นแค่ส่วนหางเล็กๆ ที่พัดผ่าน ส่วนเมืองวากายะมะโดนเรื่องของฝนตกหนัก ดินถล่ม ทั่วทั้งหมู่เกาะ แต่หนักของจริงอยู่โซนโตเกียวจนต้องอพยพคนกันออกมามากมาย

   โฮสต์บอกว่าวันนี้ไม่ต้องออกไปทำงานนะ อยู่แต่ในบ้าน รอฟังประกาศ จะมีการประกาศเตือนเป็นระยะ ตอนเช้าก็ประกาศนะ แต่เป็นตอนที่ผมอยู่ในเล้าไก่ ได้ยินที่เขาประกาศแล้วอยากจะร้องไห้ กูฟังไม่รู้เรื่องโว้ยยยย ไก่แม่งก็ร้องกันอยู่นั่น คงกำลังหัวเราะเยาะกูอยู่แน่ๆ

   เกือบแล้วเชียว ถ้าเดินลงไปชายหาด หกล้ม เจ็บขา ดินถล่มทับ ตายห่าใครจะรู้วะเนี่ย แม่ง! จำขึ้นใจเลย อากาศที่เกาะนี้ ผันผวน แปรปรวนรวดเร็ว ก่อนจะออกไปไหนต้องเช็คพยากรณ์อากาศให้ดีซะก่อน

วันนี้เป็นวันที่ฝนตกทั้งวัน ตกไม่หยุด ตกเอาโล่ ตกชิบหาย จากเช้าจนค่ำยันอีกวัน ขวนขวายหากินทำงาน (ไม่ใช่ละ)
เห้ย!!! นี่ถ้าเป็นบ้านกูท่วมตั้งแต่ชั่วโมงแรก นี่ตกทั้งวันทั้งคืน เอารูไหนระบายวะ

มาสังเกตเห็นทีหลังว่าแต่ละบ้านจะมีคลองเล็กๆ ระบายน้ำเป็นขั้นบันได ลงไปตามภูเขาจนออกทะเล น้ำเลยไม่ท่วมขัง ไม่ต้องรอระบาย ดีออก! เอาระบบนี้ไปใช้กับบางประเทศได้ไหมจ๊ะ

วันนี้ทั้งวันเลยนอนเล่นอยู่แต่บ้านจ้า สมกับที่โฮสต์บอกว่าผมเป็น “ชายผู้มากับฝน” เป็นวันหยุดพิเศษเฉพาะกิจจริงๆ (ยิ้มแห้งๆ ด้วยความเกรงใจข้าวในจานที่กินฟรี)

เอี๊ยดๆ ซู่ๆ วี๊ดดดดดดดดดดด
ท่ามกลางค่ำคืนที่อากาศหนาวเย็น เสียงลมกรรโชกแรง ปะทะกับบ้านไม้ ประตู หน้าต่างสั่นไปหมด ที่น่ากลัวสุดเห็นจะเป็นเสียงลมที่ลอดผ่านตามช่องหลังคากระเบื้อง คล้ายคนกำลังกรีดร้อง โหยหวน ฟังแล้วก็ขนลุก น่ากลัวมาก
เป็นค่ำคืนที่ผมนอนไม่ค่อยหลับ ทั้งที่ในบ้านก็มีฮีตเตอร์ มีฟูก แต่รู้สึกได้เลยว่าคืนนี้อากาศหนาวจริงๆ

ตึง ๆ ตึงๆ !!??
เสียงใครสักคนเคาะประตู จนผมตกใจตื่น
“強い風 Tsuyoi kaze ลมแรงมาก ช่วยแม่หน่อย! ”

โฮสต์มาปลุกผมกลางดึก มองดูนาฬิกาเกือบจะตี 2 อุณหภูมิตอนนั้นราวๆ 2 องศาได้ (หึหึ เดี๋ยวรู้กัน) ผมต้องลุกไปช่วยโฮสต์ขนของที่สำคัญเข้ามาเก็บไว้ในบ้าน รวมทั้งเพื่อนรักของผมเจ้าโระคุ (ถ้าวิ่งหนีกูอีก จะปล่อยให้นอนนอกบ้านเลย ฮึ่ม!)

เพียงแง้มประตูออกไปเท่านั้นแหละ
ซี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด หนาวเชี่ยๆๆๆๆๆๆๆ
ลมซัดมาที่หน้าพร้อมกับละอองฝน ช่างเป็นคืนที่ทรมานกายเหลือเกิน

คิดถึงประเทศไทยจังเลย คิดถึงเมืองร้อนๆ คิดถึงแสงแดด เมื่อไรจะเช้าเนี่ย ขอให้เป็นไต้ฝุ่นครั้งแรก และครั้งสุดท้าย พรุ่งนี้ขอให้ฝนหยุดตก ขอแดดแรงๆ ทีเถอะ กราบกรานพระอินทร์ รู้มั้ยกลางคืนมันหนาววววววว ชีวิตจะเป็นอย่างไรต่อไป
ขออย่างเดียว อย่าให้กูต้องอพยพเลย เจ้าพระคู๊นนนนน



วูฟญี่ปุ่นครั้งแรกก็ติดใจแล้ว EP2: บ้านนอก(เขา) ไร่ข้าวริมทาง(รถไฟ)

บทนำ

           จะไปเที่ยวต่างประเทศคนเดียวทั้งทีก็อยากลองไปหาประสบการณ์แปลกใหม่ดูบ้าง ครั้งแรกมันต้อง ญี่ปุ่น นี่แหละ! แดนอาทิตย์อุทัย ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นระเบียบ และความคิดสร้างสรรค์ ประเทศที่เป็นจุดหมายของใครหลายๆ คน ไม่ว่าจะมาเรียน มาเที่ยว แต่สำหรับผมมาเป็น Wwoofer!

           ปลายเดือนตุลาคม-ต้นพฤศจิกายนปี 2017 จึงเป็นบทเริ่มต้นเรื่องราวของชายหนุ่มผู้แสวงหาคุณค่าของชีวิต พูดให้ดูเวอร์ไปแบบนั้น ถ้าพูดกันบ้านๆ ก็คือลูกจ้างชั่วคราวดีๆ นี่เอง ทำงานแลกที่พัก และข้าวประทังชีวิต มันต้องแบบนี้แหละ ผมเบื่อแล้วกับเมืองหลวง ตึกสูง ขอมาลองใช้ชีวิตแบบชนบทง่ายๆ สบายๆ เรียกได้ว่าเป็น Little forest ฉบับชายหนุ่มเลยก็ว่าได้

           ชนบทญี่ปุ่นในการ์ตูนแบบผมได้แต่จินตนาการมันเป็นแบบไหน? ธรรมชาติ วิถีชีวิต การเกษตร แต่พอมาเจอของจริงหลายอย่างกลับไม่เป็นแบบที่เราคิด มันเปลี่ยนมุมมองของผม ผมได้พบแก่นแท้ของญี่ปุ่นจริงๆ แบบที่ไม่เคยคิดว่าจะมี ผ่านบ้านโฮสต์ที่เป็นครูสอนดนตรี ทั้งอร่อย กลมกล่อม ไพเราะ มีรอยยิ้มและน้ำตา

           เดินทางไปพร้อมกันกับหมาป่าสีน้ำเงินตัวนี้ และเสียงคลื่นของจังหวัดวากายะมะ-Wakayama มาติดตามและเป็นกำลังใจไปพร้อมๆ กันเลยครับ

Chapter I : ทุกสิ่งใหม่ที่ วากายะมะ

EP1: วูฟโฮสต์เรียกว่าบ้าน สภาพแบบนี้ไม่น่าใช่!!

ที่พักสำหรับครึ่งเดือนของผม ข้างนอกอาจดูไม่ต่างจากบ้านญี่ปุ่นทั่วไป แต่ข้างในนี่สิ แม่เจ้า!!

EP2 : บ้านนอก(เขา) ไร่ข้าวริมทาง(รถไฟ)

โฮสต์ก็พาไปไร่ ไกลแค่ไหนก็ในหุบเขา ที่มีรางรถไฟตัดผ่านน่ะสิ

EP3 : เซอร์ไว (Survive) ไต้ฝุ่นมา!!

 ครั้งแรกของการมาเยือนญี่ปุ่น ต้องเรียกว่าถูกที่ ถูกเวลามาก ไต้ฝุ่น ขนาดใหญ่พัดเข้าชายฝั่ง วิ่งสิครับรออะไร

EP4 : โอ้ยชีวิต! หลงทางในหมู่บ้าน

หมู่บ้านแสนสงบ คนไม่เยอะบ้านช่องสะอาดตา ชมนกชมไม้ อ้าว! หลงทาง!! ใครจะช่วยเราได้ คนก็ไม่มี

EP5 : จากพี่ชายกลายเป็น ผู้ปกครอง

วันนี้พิเศษ มีน้องๆ 3 สาวมัธยมสุดจะคาวะอี้ มาพักที่บ้านด้วย พี่ชายแสนดี ต้องไปเป็นผู้ปกครอง ทำยังไงดี?

น้องจิ๋วแจ๋ว รถมินิของโฮสต์วิ่งผ่านช่องแคบของหุบเขาใช้เวลาราวๆ 30 นาทีก็มาถึงไร่ข้าว
ผมใส่ถุงมือเตรียมพร้อมสำหรับงานวันแรก พอโดดลงจากรถ เชรด!!! โคตร สวยยยยยยย

   ไร่ข้าวสีทองชูช่อ ทอสายลม ฉากหลังเป็นภูเขาลูกใหญ่ คือเมิงงงงง แบบสวยมาก เหมือนฉากในหนังการ์ตูน สักพักจะมีรถไฟวิ่งผ่านมา แต่ละขบวนก็จะมีลวดลายสีสันต่างกันไป ดูสวยแปลกตาและโรแมนติดสุดๆ ยังไม่ทันได้เต็มอิ่มกับความงามของธรรมชาติ โฮสต์แม่ก็เรียกไปแนะนำตัวกับเพื่อนๆ ของเขา

สวัสดีจ้า ยินดีที่ได้รู้จัก พ่อหนุ่มมาจากไทยเหรอ? ต่อยมวยไทยได้มั้ยจ๊ะ? ทำให้เราดูหน่อย นะๆ
เห้ย !! ใจเย็นคุณป้าใช่ว่าคนไทยทุกคนจะต่อยมวยได้นะ (ให้กูมาทำอะไรเนี่ย! ผมได้แต่คิดในใจ)
ไม่เป็นไร เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมอันดีงาม ผมยกมือตั้งการ์ด เอาวะ! ลองดู พลางทำท่าชกลมเยี่ยงบัวขาว ฮึ๊บๆ โอ๊สๆๆๆ ย๊าๆๆๆ ด้วยความเก้ๆ กังๆ (นึกภาพแมวที่พยายามยืนสองขาแล้วปรบมือไปด้วย)

   ทุกคนพร้อมเพรียงปรบมือให้ผมด้วยความพึงพอใจเสมือนได้ดูมวยที่สนามลุมพินี หลังจากนั้นทุกคนก็แนะนำตัวเอง
ฟังจากที่เขาพูดๆ มา ผมจับใจความได้ว่าที่นี่ติดภูเขา หลายมื้ออาหารของที่นี่ก็เป็นสัตว์ป่า หมูป่า กวาง นก เก้ง สมัน งู กะปอม ไรเคน ทุกสิ่งมีชีวิตที่หาได้ในป่า มีแค่ ลิง เท่านั้นที่ไม่กิน เพราะมันเหมือนคน ฮะ! นี่พวกคุณลุงคุณป้าเป็นชนเผ่าอัลไร?! กินทุกอย่างเลยเหรอ

   เราคุยกันอย่างอบอุ่น จนผมเกือบจะได้ไปกินเนื้องูสดๆ แล้วเชียว แต่ไม่ดีกว่า ฮืม!
พอหอมปากหอมคอจ้า เอาล่ะ! ได้เวลาทำงานจริงจังสักที นาน้อยผืนนี้เป็นของเพื่อนโฮสต์ และก็มีเพื่อนอีกสองสามคนมาร่วมกันปล่อยน้ำใส่นา พอทำนาเสร็จแล้วก็แบ่งข้าวกัน ถามว่าเอาข้าวไปขายเหรอ? ไม่จ้า โฮสต์บอกว่าเอาไว้กินในครอบครัวนี่แหละ ถ้าปีไหนได้มากหน่อยก็เอาไปขายในเมือง แต่ส่วนใหญ่เก็บไว้กินนะ เพราะที่นี่ปลูกข้าวแค่ปีละครั้ง เอาไว้กินดีกว่าขาย นึกถึงแถบชนบทในไทยก็มีการลงแขกทำนาแบบนี้เหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีแล้ว รู้สึกดีที่ได้กลับมาเห็นอีกครั้งที่ญี่ปุ่น ไม่คิดว่าจะยังหลงเหลืออยู่ เพราะญี่ปุ่นเองส่วนใหญ่เปลี่ยนเป็นระบบอุตสาหกรรมหมดแล้ว คิดถูกที่เลือกมาแถบชนบทอันห่างไกล

   เอาฟางมา 2-3 เส้น ถักรวมกัน แล้วมัดกับต้นข้าว เสร็จแล้วก็จะเอาไปตากแดดให้แห้งประมาณ 1 อาทิตย์ จากนั้นเอาไปปั่นโดยใช้เครื่องสีผลัดเมล็ด ที่เป็นระบบอัตโนทีน คือเอาเท้าเหยียบๆ ให้มันหมุนๆ ตีเมล็ดข้าวออกจากรวงช่วยๆ กันทำกับเพื่อนๆ นี่แหละ โฮสต์เล่าไป พลางมัดข้าวให้ดูเป็นตัวอย่าง

   ผมลองมัดในสไตล์ของตัวเอง แต่ก็ไม่แน่นเหมือนที่เขาทำแหะ เพราะว่าต้นข้าวแตกต่างจากบ้านเรา แข็งๆ ลื่นๆ เมล็ดก็จะป้อม สั้น อ้วน (ไม่ได้พาดพิงใครนะ) แต่หอมมากอ่ะ รสชาติ หวาน มัน อร่อยดี อย่างที่เรากินกันในร้านอาหารญี่ปุ่นนั่นแหละ

“รู้มั้ย นาตรงนี้ฉันเกี่ยวเองนะ อายุก็จะ 60 แล้ว ปวดหลังไปหมด”
“แล้วยังต้องทำต่อไปเรื่อยๆเหรอครับ มันไม่หนักไปเหรอ? อายุก็มากแล้วนะ”
“มันก็มีความสุขดี ฉันปลูกเอง รู้ว่ามันเติบโตยังไง ไม่มีสารเคมี กินแล้วก็สบายใจ”

   ผมยิ้มแล้วก้มหน้าก้มตามัดข้าวต่อไป หันไปมองรอบๆ มีข้าวที่เกี่ยวไว้เหลือบานเลย วันนี้คงทำไม่เสร็จแน่ๆ ถือว่ามาลองละกัน
“พยากรณ์อากาศบอกว่าพรุ่งนี้จะมีพายุเข้า วันนี้คงต้องขอแรงช่วยทำให้เสร็จ ฝากด้วยนะจ๊ะ”
พอโฮสต์พูดจบ รอยยิ้มเมื่อสักครู่ของผมก็เปลี่ยนเป็นน้ำตาทันที
がんばってね !! กัมบัตเตะเนะ สู้ๆ นะพ่อหนุ่ม !!!!

   ตึ้งตึงตึงตึ่ง.....เสียงจากสวรรค์เป็นสัญญาณว่าตอนนี้ 5 โมงเย็น เลิกงานแล้วโว้ยยยย
ทุกที่แถวนี้จะมีเสียงตามสาย และลำโพงติดไว้เป็นจุดๆ เพื่อประกาศหรือแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉิน ที่ผ่านมาผมสังเกตเห็นป้ายเตือน ”สึนามิ” เป็นระยะๆ ตามทาง ทั้งในหมู่บ้าน และริมชายฝั่ง (หวังว่ากูคงไม่ต้องซ้อมวิ่งหลบภัยนะ)

   กิจกรรมมัดข้าวจบลงด้วยดี ต้องขอบคุณเพื่อนบ้านของโฮสต์อีกสองคนที่มาช่วยผม จะด้วยความใจดี หรือสมเพชก็ตาม
อานิสงส์ของการร่ายรำมวยไทย ก็ช่วยให้งานมัดข้าวเสร็จสมบูรณ์ เย้!!!

   ถ้าพายุมา แล้วจะเอาข้าวพวกนี้ไปเก็บไว้ไหนไม่ให้เปียก? ทุกคนคงสงสัย ผมเองก็สงสัยเพราะที่นี่ไม่ได้มีโรงเรือนอะไรเลย
“โฮสต์ครับ มัดเสร็จแล้วข้าวพวกนี้เอาไปไว้ไหนครับ ? “
“เราจะเอากลับบ้านด้วยจ้ะ ขอแรงช่วยอีกรอบนะ”

   ผมยืนอึ้งไปแป๊ปหนึ่ง ในหัวก็คิดว่า เอากลับบ้าน แล้วจะเอากลับยังไง รถกระบะก็ไม่มี หรือมีคนมาช่วยขน?
ตึ้ง!! เสียงเปิดประตูรถเรียกสติผมคืนมา เห้ย!!! คงไม่ใช่เอายัดใส่ในรถตู้นะ (...แล้วมันก็เป็นแบบที่ผมคิดนั่นแหละครับ)
รถตู้มินิเล็กๆ เปิดประตูได้สองฝั่ง เลื่อนเบาะไปข้างหน้า แล้วก็เอามัดข้าว ซึ่งเยอะมาก วางเรียงๆ อัดแน่นเต็มรถเลยจ้า
โว๊ะ!! สามารถ!!! นั่นเป็นที่มาของชื่อ น้องจิ๋วแจ๋ว สมชื่อมั้ยล่ะ ฮ่าๆๆ

   ใกล้ฤดูหนาว ท้องฟ้าจะมืดเร็วกว่าปกติ อากาศก็เริ่มหนาว เราต้องรีบกลับเพราะมีภารกิจยัดฟืนต้มน้ำรออยู่ โฮสต์คุณแม่ยังคงเป็นตำนาน 696 สำหรับผมเสมอ ความเร็วของรถ และจังหวะเบรกนั้น ฮื่ม!! ทำเอาต้นคอผมแดงฉาน ระบมไปหมดจากแรงเสียดสีกับต้นข้าวด้านหลังที่กองท่วมหัวจนล้นมาข้างหน้า คุณแม่จะขับรถโดยไม่มองกระจกหลังแบบนี้ ไม่ด้ายยยยยย ช้าลงหน๊อยยยย

   เป็นอีกวันที่ผมได้เรียนรู้ว่า ไอ้สิ่งที่เราคิดว่าเป็นไปไม่ได้เนี่ย ทุกปัญหามันมีทางออกนะ ทุกอย่างแม่งเป็นไปได้ ใครจะไปคิดว่ารถตู้เล็กๆ มันจะยัดข้าวได้ทั้งนา ใครจะไปรู้ว่าคุณแม่อายุ 60 ปี จะเกี่ยวข้าวเองทั้งหมด

   ผมเริ่มจะเข้าถึงปรัชญาบางอย่างของคนญี่ปุ่นแล้วล่ะ ขอจบวันนี้ด้วยการซึมซับบรรยากาศริมทางสุดประทับใจ ทะเลวากายะมะเนี่ยช่างสวยงามน่าหลงใหล ตอนนี้ใจก็ลอยไปอยู่ที่อ่างแช่น้ำแล้วว่ะ เพลียเหลือเกิน แต่ก็สนุกดี วันพรุ่งนี้ต้องเจอกับอะไรอีกก็ไม่รู้ ชักจะตื่นเต้นแล้วสิ



วูฟญี่ปุ่นครั้งแรกก็ติดใจแล้ว EP1: วูฟโฮสต์เรียกว่าบ้าน สภาพแบบนี้ไม่น่าใช่!!

บทนำ

           จะไปเที่ยวต่างประเทศคนเดียวทั้งทีก็อยากลองไปหาประสบการณ์แปลกใหม่ดูบ้าง ครั้งแรกมันต้อง ญี่ปุ่น นี่แหละ! แดนอาทิตย์อุทัย ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นระเบียบ และความคิดสร้างสรรค์ ประเทศที่เป็นจุดหมายของใครหลายๆ คน ไม่ว่าจะมาเรียน มาเที่ยว แต่สำหรับผมมาเป็น Wwoofer!

           ปลายเดือนตุลาคม-ต้นพฤศจิกายนปี 2017 จึงเป็นบทเริ่มต้นเรื่องราวของชายหนุ่มผู้แสวงหาคุณค่าของชีวิต พูดให้ดูเวอร์ไปแบบนั้น ถ้าพูดกันบ้านๆ ก็คือลูกจ้างชั่วคราวดีๆ นี่เอง ทำงานแลกที่พัก และข้าวประทังชีวิต มันต้องแบบนี้แหละ ผมเบื่อแล้วกับเมืองหลวง ตึกสูง ขอมาลองใช้ชีวิตแบบชนบทง่ายๆ สบายๆ เรียกได้ว่าเป็น Little forest ฉบับชายหนุ่มเลยก็ว่าได้

           ชนบทญี่ปุ่นในการ์ตูนแบบผมได้แต่จินตนาการมันเป็นแบบไหน? ธรรมชาติ วิถีชีวิต การเกษตร แต่พอมาเจอของจริงหลายอย่างกลับไม่เป็นแบบที่เราคิด มันเปลี่ยนมุมมองของผม ผมได้พบแก่นแท้ของญี่ปุ่นจริงๆ แบบที่ไม่เคยคิดว่าจะมี ผ่านบ้านโฮสต์ที่เป็นครูสอนดนตรี ทั้งอร่อย กลมกล่อม ไพเราะ มีรอยยิ้มและน้ำตา

           เดินทางไปพร้อมกันกับหมาป่าสีน้ำเงินตัวนี้ และเสียงคลื่นของจังหวัดวากายะมะ-Wakayama มาติดตามและเป็นกำลังใจไปพร้อมๆ กันเลยครับ

Chapter I : ทุกสิ่งใหม่ที่ วากายะมะ

EP1: วูฟโฮสต์เรียกว่าบ้าน สภาพแบบนี้ไม่น่าใช่!!

ที่พักสำหรับครึ่งเดือนของผม ข้างนอกอาจดูไม่ต่างจากบ้านญี่ปุ่นทั่วไป แต่ข้างในนี่สิ แม่เจ้า!!

EP2 : บ้านนอก(เขา) ไร่ข้าวริมทาง(รถไฟ)

โฮสต์ก็พาไปไร่ ไกลแค่ไหนก็ในหุบเขา ที่มีรางรถไฟตัดผ่านน่ะสิ

EP3 : เซอร์ไว (Survive) ไต้ฝุ่นมา!!

 ครั้งแรกของการมาเยือนญี่ปุ่น ต้องเรียกว่าถูกที่ ถูกเวลามาก ไต้ฝุ่น ขนาดใหญ่พัดเข้าชายฝั่ง วิ่งสิครับรออะไร

EP4 : โอ้ยชีวิต! หลงทางในหมู่บ้าน

หมู่บ้านแสนสงบ คนไม่เยอะบ้านช่องสะอาดตา ชมนกชมไม้ อ้าว! หลงทาง!! ใครจะช่วยเราได้ คนก็ไม่มี

EP5 : จากพี่ชายกลายเป็น ผู้ปกครอง

วันนี้พิเศษ มีน้องๆ 3 สาวมัธยมสุดจะคาวะอี้ มาพักที่บ้านด้วย พี่ชายแสนดี ต้องไปเป็นผู้ปกครอง ทำยังไงดี?

หลังจากความยากลำบากในการตามหาบ้านโฮสต์ ซึ่งไม่ได้อยู่ในแผนที่อากู๋ ในที่สุดผมก็มาถึงเมืองคุชิโมโตะ-Kushimoto จังหวัดวากายะมะ-Wakayama เพียงก้าวเท้าลงสถานีได้ไม่นาน โฮสต์คุณแม่ก็ขับรถมารับ ตรงตามเวลานัดเป๊ะ!! เรื่องเวลาเรื่องใหญ่ เรื่องความไว ไม่ต้องสน ไม่พูดพล่ามทำเพลง คุณแม่วัยเกือบ 60 ปี สับเกียร์ออกตัวแรงยิ่งกว่า ดอม โดมินิค โทเร็ตโต้ ไมล์วัดของรถพุ่งไปที่ 90 km/hr ในขณะที่รถวิ่งผ่านป้ายจำกัดความเร็ว 60km/hr ลัดเลาะซอกซอยอย่างเร็ว พาผมมาถึงบ้านที่อยู่สูงขึ้นไปบนภูเขา ผมเลยให้ฉายาโฮสต์แม่ว่า “696 แห่งคุชิโมโตะ”

        สภาพภายนอกเป็นบ้านไม้สน มารู้ทีหลังว่าบ้านหลังนี้อายุเกือบ 70 ปีแล้วจ้า ด้านหน้าปลูกดอกไม้น่ารัก นี่มันเหมือนบ้านในการ์ตูนเลยนะ บริเวณด้านข้างบ้านปลูกต้นไม้ พวกเชอรี่ ส่วนหลังบ้านเป็นสวนผัก และเล้าไก่

บ้านหลังนี้ยังเลี้ยงสุนัขไว้หนึ่งตัวชื่อ เจ้าโระคุ (เลขหก) เป็นฟิลลิ่งโฮมสเตย์แสนอบอุ่น ทำให้เลือดชาวไร่ในตัวผมพุ่งพล่านไปทั่วร่างกาย

 

おじゃまします!โอะจามาชิมาสสสสส

ขอรบกวนด้วยนะคร้าบ

ประตูบานเลื่อนไม้ขนาดใหญ่ (หนักด้วย) ถูกเปิดออกพร้อมกับคำว่า โอ้โห!!!! นี่บ้าน? เราจะอยู่ที่นี่อีกครึ่งเดือนเลยนะ!

นึกภาพคุณไปร้านกาแฟชิคๆ คูลๆ ที่ตกแต่งสวยๆ มันช่างได้อารมณ์เจแปน ภายในบ้านมองผ่านๆ เหมือนจะรก เพราะมีข้าวของค่อนข้างเยอะ แต่เดี๋ยวก่อน!!! ถ้ามองให้ชัดขึ้น มันคืองานศิลป์

ทุกสิ่งอย่างถูกจัดวางในที่พอเหมาะของมันอย่างมีระเบียบ สิ่งที่ทำเอาผมกรี๊ดสาวแตก คงจะเป็น.....

เปียโนกับกีตาร์คลาสสิค!!!

ด้วยความที่ผมเป็นนักดนตรี และไม่รู้มาก่อนว่าโฮสต์แม่เป็นครูดนตรี!! เพราะในรายละเอียดสมัครวูฟระบุแค่เป็นครู ไอ้เราก็นึกว่าคงได้ไปช่วยสอนเด็กอะไรประมานนั้น เลยดีใจมากที่จะได้เล่นดนตรีที่เรารัก

ยัง! ยังมีอีก ภาพวาดสวยๆ ทั้งสีน้ำมัน สีน้ำ ยังมีภาพเขียน ภาพประกอบติดตามผนังไม้ยิ่งดู ยิ่งอิน โฮสต์บอกว่าครอบครัวมีกันสามคนแต่ตอนนี้ลูกชาย ที่เป็นนักวาดการ์ตูน อาศัยอยู่ในเมืองเพื่อทำตามความฝันที่จะเป็นนักวาดการ์ตูนผู้ยิ่งใหญ่!!

ภาพวาดพวกนี้เป็นของลูกชายจ้า

ส่วนที่ชอบที่สุดคงเป็นมุมพักผ่อนเล็กๆ อยู่ติดกับครัว มีเครื่องเล่นแผ่นเสียงยุคเก่า มีแผ่นเสียงคาดว่ายุค 80’s เต็มไปหมด พร้อมหนังสือมากมายเกือบจะเป็นห้องสมุดขนาดเล็กได้เลย

เห้ย!! รวมๆ แล้วนี่มันเหมือน งานนิทรรศการศิลปะ ดนตรี ห้องหนังสือ ประวัติศาสตร์ครูดนตรีถูกรวบรวมไว้ให้ผมได้เสพสรร โอ้ย ฟิน มากกกก

ผมเดินตรงไปยังห้องน้ำ น่ารักมาก! ห้องขนาดเล็กใต้บันไดถูกออกแบบให้เป็นทั้งห้องเก็บของ และอีกฟากเป็นห้องน้ำ มีเพียงโถเล็กๆ และผ้าไหมพรมลายกระต่ายถักคลุมฝาชักโครกเพื่ออุ่นตูดยามเช้า

แต่เดี๋ยวนะ! แล้วอาบน้ำที่ไหน?

เห้ย! คงไม่ได้อาบนอกบ้านนะ ผมหันไปถามโฮสต์เรื่องที่อาบน้ำ

โฮสต์เลื่อนบานประตูไม้บานใหญ่ขนาดสองคนแบกด้วยแขนข้างเดียว ก็พบว่าด้านหลังเป็นห้องที่มีอ่างอาบน้ำ !!

เราเรียกมันว่า “โอะฟุโระ” ห้องอาบน้ำแบบโบราณ อ่างไม้และพื้นไม้สำหรับปูนั่ง สภาพผ่านการใช้งานมายาวนาน หอมกลิ่นไม้สน ผสมกลิ่นตะไคร่ ช่างกลมกล่อมรูจมูกเสียจริง

 

ผมขอแนะนำธรรมเนียมการอาบน้ำสไตล์ญี่ปุ่นของที่บ้านนี้สักเล็กน้อย

1. ถ้าเราเป็นแขก เขาจะให้เราลงแช่ก่อน

2. ผมไม่ใช่แขก เป็นคนไทย และถือเป็นคนในครอบครัว ดังนั้นเขาจึงเรียงจากเพศชายก่อน แล้วก็เรียงลำดับอายุ อายุมากกว่าลงโอะฟุโระก่อน ผมจึงได้อาบลำดับที่สอง

3. น้ำร้อนไม่ได้มาจากไฟฟ้า ต้องต้มผ่านเตาฟืนนอกบ้านแล้วให้ความร้อนผ่านเข้ามาจนได้อุณหภูมิที่พอเหมาะ ซึ่งผมต้องรับผิดชอบเรื่องไฟ ส่วนโฮสต์พ่อจะอยู่ฝ่ายควบคุมอุณหภูมิ

4. ก่อนลงอ่าง ให้ล้างตัว ถูสบู่ให้สะอาดก่อนโดยใช้น้ำจากฝักบัว แล้วค่อยลงไปแช่ พอแช่ได้สักพักจะต้องขึ้นมาล้างตัวอีกรอบแล้วลงไปแช่ใหม่ ทำไม? อันนี้ไม่รู้ น่าจะเกี่ยวกับความสบายตัว ดังนั้นการอาบน้ำของญี่ปุ่นจึงเป็นการผ่อนคลายหลังจากทำงานหนักมาทั้งวัน เรียกว่า มินิออนเซน (ผมตั้งเอง)

5. น้ำที่แช่วันนี้จะไม่ปล่อยทิ้ง แต่จะต้มใหม่อีกครั้งในวันถัดไป 2 วันเปลี่ยนน้ำเพื่อประหยัด และเพื่อความเข้มข้น (นึกถึงน้ำซุป)

ทุกวันหลังเลิกงาน ผมต้องมานั่งยัดฟืนเข้าเตาไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ยินเสียงตะโกนว่า OK! กว่าจะได้อุณหภูมิที่เหมาะสมทำเอาหน้าดำกันเลยทีเดียว ส่วนอุปกรณ์ก่อไฟจะใช้น้ำมันก๊าซในการจุดชนวน

วันแรกของผมกับอ่างอาบน้ำจึงมีความทรงจำที่ลืมไม่ลง ยัดฟืนมาตั้งนาน จะแช่ให้สบายตัวไปเลย!!

เมื่อเปลื้องผ้าให้ผิวกายกระทบไอน้ำ หย่อนเท้าข้างแรกสัมผัสกับน้ำ เท่านั้นแหละ เชี่ย!!! ร้อน!!! พอดี? นี่เรียกน้ำเดือดป้ะ?

นั่นแหละครับ เรื่องของอ่างอาบน้ำ

ทุกวันนี้ผมยังไม่เข้าใจกับคำว่า “อุณหภูมิที่พอดี”

 

こっち、こっち  โคะจิๆ ทางนี้ๆ

โฮสต์แม่เรียกผมไปดูห้องพัก ห้องนอนขนาดนอนได้สองคนกำลังดี ปูเสื่อทาทามิไว้พร้อม มีประตูบานใหญ่แบบญี่ปุ่นเปิดรับลมได้ดี พอตกกลางคืนก็หนาวจับใจ

ฟูกผืนใหญ่และผ้าห่มถูกกองไว้ ผมคาดหวังให้เปิดตู้ออกแล้วเจอโดราเอม่อน แต่กลายเป็นโต๊ะบูชาพระแทน สาธุ .....

หลังจากวางกระเป๋าลง กำลังจะหยิบน้ำขึ้นมาดื่ม เอ้าๆ! เสร็จแล้วตามแม่มานะ จะพาไปดูไร่ เสียงโฮสต์แม่ดังมาจากหน้าบ้านพร้อมเสียงรถมินิแคปที่สตาร์ทเครื่องไว้พร้อมออกเดินทาง

ไฮ่!!! จะไปเดี๋ยวนี้ละคร้าบบบบบ

การเป็นนิฮงจินชาวไร่ของผม ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว.......