HOME Search

ผลการค้นหาพบ – 16 รายการเกี่ยวกับ WWOOF Japan

เจาะลึกประสบการณ์ WWOOF บวกโฮมสเตย์บ้านคนญี่ปุ่นสุดเรียล

การไปใช้ชีวิตสุดเรียลคลุกคลีอยู่กับคนญี่ปุ่นแท้ๆ คือ หนึ่งในเหตุผลที่กระตุ้นให้ฉันเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นอีกครั้งเป็นเวลา 1 ปีหลังจากที่ไม่ได้เรียนมานานกว่า 10 ปี

10 ปี! นี่ถ้าไม่ใช่ว่าเป้าหมายคือ ฝันอยากไปอยู่ญี่ปุ่นสัก 1-2 เดือน มีกิจกรรมให้พูดคุยเรียนรู้วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่ทั้งฝรั่ง และคนเอเชียเองยังเซอร์ไพรส์ คงไม่ทุ่มสุดตัวขนาดนี้เป็นแน่ WWOOF Japan จึงตอบโจทย์ขาลุย ฉันเริ่มวางแผนติดต่อครอบครัวโฮสท์ชาวญี่ปุ่นตั้งแต่ปลายปี และไปช่วยทำฟาร์มแลกกับอาหาร 3 มื้อและที่พักตั้งแต่เมษายนปี 2016

ฉันกับมุกกุรุ่นน้องที่เรียนญี่ปุ่นด้วยกันได้มีโอกาสไปวูฟถึง 3 ที่ในคิวชูนานประมาณเดือนครึ่ง แต่จะขอยกเอาเรื่องของบ้านที่เมืองฮิโระกาวะ จังหวัดฟุกุโอกะ มาเล่าละกันนะคะ บ้านนี้เขาทำฟาร์มผลไม้ เน้นสตรอเบอร์รี่ออร์แกนิกเป็นหลัก และร้านค้าผลิตภัณฑ์การเกษตรในชุมชน เอาล่ะ! เรามาดูกันดีกว่าว่า ชีวิตโฮมสเตย์เป็นอย่างไร

วิถีแห่งบ้านนากามูระ ขยันขันแข็ง

การปรับตัวเข้ากับบ้านนี้จะยากหน่อยในช่วง 2-3 วันแรก เพราะเราเพิ่งพบเจอแผ่นดินไหวกันมา สภาพยังช็อกกู่แทบไม่กลับ เมื่อหนีมาหลบภัยเข้าสู่วิถีแห่งบ้านนากามูระแล้ว นึกว่าเจ้าบ้านจะต้อนรับขับสู้ตามสไตล์คนไทย ป่าวค่ะ! แม่ใหญ่ของบ้านกล่าวต้อนรับเราว่าด้วยกฎต่างๆ ที่พึงปฏิบัติเป็นข้อๆ เช่น ตื่นกี่โมง ทำงานกี่โมง ตบท้ายด้วย “เก็บกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว ก็ไปถามยูกิโกะซังว่าจะให้ช่วยอะไรไหมหน่อยนะ”

พิธีรับขวัญของที่นี่จึงเป็นการเริ่มงานเช็ดโต๊ะ เตรียมสถานที่สำหรับอีเวนท์ฉลองฤดูกาลเก็บเกี่ยวสตรอเบอร์รี่ประจำปีในวันรุ่งขึ้น โอ้ว แม่เจ้า! จะไหวไหมเนี่ย โชคดีหน่อยที่เราได้รับหน้าที่ตักไอติมโฮมเมดให้เด็กๆ ความรู้สึกจึงค่อยๆ ผ่อนคลาย และสนุกมากขึ้นเมื่อคนมากันเยอะในช่วงบ่าย

ทำตัวให้ไร้ข้อจำกัด

สิ่งหนึ่งที่เราเตรียมตัวมาคือเปิดใจกับทุกรูปแบบที่จะได้เจอ ด้วยการทำตัวให้ไร้ข้อจำกัด นี่เป็นทริกเลยนะ! และไม่ว่างานจะหนักแค่ไหน แต่เรายิ้ม (: อีกอย่างคือต้องเตรียมร่างกายให้ทนแดด ทนฝน เพราะงานส่วนใหญ่แม้จะเป็นงานเบาๆ อย่างตัดแต่งต้นสตรอเบอร์รี่ให้ไม่รก แต่เมื่อเข้าไปอยู่ในเรือนกระจก จากวันที่ร้อนแล้ว ในนั้นจะร้อนยิ่งกว่า ส่วนวันที่ฝนตก จะทั้งชื้นและหนาว เอาเป็นว่าอากาศเปลี่ยนบ่อยทำให้เราเพลียง่าย แต่เมื่อเรายิ้มมีความสุข ทำไป กินไป มันจะช่วยให้โฮสท์เขาเอ็นดูเรามากขึ้น

เลือกบ้านที่มีเด็กๆ

ครอบครัวนากามูระเป็นครอบครัวใหญ่มี 4 เจนเนอเรชั่น บรรยากาศจึงครึกครื้น ออกจะวุ่นวายเสียด้วยซ้ำ และที่ช่วยให้หายเหงาก็เป็นหลานชายวัยกำลังซนที่ชวนคุย ชวนเล่น แกล้งกันเอง “นี่ๆ พี่สาว ดูนี่สิ เต่าทองๆๆ” เป็นประโยคที่ได้ยินบ่อยสุด มีอยู่วันหนึ่งเราพาเด็กๆ กับหมาไปเดินเล่นชิลๆ เด็กๆ กลับมามีความสุข นี่จึงกลายเป็นผลที่ จู่ๆ วันหนึ่งพ่อแม่เด็กพาเราไปกินพาเฟ่โดยที่ไม่มีวาระพิเศษ แค่อยากจะพาเราไปเท่านั้น โอ้ย ช่างน่ารักจริงๆ

อาหารรสมือแม่ อร่อยแบบง่ายๆ

ส่วนเรื่องอาหารของแม่บ้านชาวญี่ปุ่นทุกมื้อจะมีเมนูง่ายๆ เช่น สลัดซอสพอนสึ ผักลวกคลุกน้ำมันงา ผักดอง ถั่วแระลวกจากสวนที่ย่าทวดปลูก และซุปมิโสะ และเมนูหลักอย่าง แฮมเบิร์ก ไก่ทอดคลุกซอส เป็นเมนูที่ทำไม่ยากอีกเช่นกัน ทุกมื้อเราก็มักจะชมว่าอร่อยเสมอ แต่จริงๆ แล้วที่อร่อยที่สุดคือ ข้าวสวย เติม 2 ถ้วยทุกมื้อ มันทั้งหอมและนุ่มมากเพราะปลูกในฟาร์มเพื่อนบ้านนี่เอง

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากวิถีแห่งเซน

จากมุมมองของฉัน คนญี่ปุ่นจะใช้ชีวิตที่เรียบง่าย แต่ประกอบไปด้วยเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกเช่น น้ำร้อนสำหรับอาบที่นี่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์จากแผ่นโซล่าเซลล์ ... เวลาเดินเข้าบ้านตอนกลางคืน มีเซนเซอร์เปิดไฟหน้าบ้านอัตโนมัติ... เสื้อผ้าบ้านนี้ซักทุกวัน ใช้ซ้ำทุกวัน... ทำกับข้าวกินเองทุกมื้อ เขาสอนให้เด็กๆ อยู่อย่างง่ายๆ กับธรรมชาติเล่นปั้นโคลนปั้นดิน  และไม่ติดเกมส์คอมพิวเตอร์ อีกอย่างคือที่นี่เป็นครอบครัวง่ายๆ ในชนบท ระเบียบจึงไม่เข้มงวดอย่างที่คิดไว้

ทุกคนมีหน้าที่ทำงาน โดยเฉพาะแม่บ้านชาวญี่ปุ่นที่ทำงานทั้งวันแบบนอนสต็อป ตั้งแต่ตื่นมาแต่งตัวลูกเดินไปส่งรอรถโรงเรียนมารับ เตรียมอาหารเที่ยง ซักผ้า ทำความสะอาดบ้าน เตรียมอาหารเย็น และอื่นๆ มีอยู่ช็อตหนึ่งที่ฉันเห็นยูกิโกะซังสะพายลูกไว้ที่หลัง มือหนึ่งถือสายยางรดน้ำ อีกมือจับเชือกจูงหมาไว้ ภาพนั้นติดตามากว่านางแข็งแกร่ง กลายเป็นภาพจำว่าจะแต่งกับสามีชาวญี่ปุ่นต้องฝึกปรือเคี่ยวกรำงานหนักมาก่อน แค่คิดก็ขนลุก โนว!

และสิ่งที่ห้ามลืมเด็ดขาดคือ เตรียมของฝากจากไทยให้คนญี่ปุ่น แนะนำว่า ลายช้าง คนญี่ปุ่นกรี๊ดที่สุดค่ะ!



วูฟญี่ปุ่นครั้งแรกก็ติดใจแล้ว EP15 : รุ่งสางของวันใหม่

บทนำ

จะไปเที่ยวต่างประเทศคนเดียวทั้งทีก็อยากลองไปหาประสบการณ์แปลกใหม่ดูบ้าง ครั้งแรกมันต้อง ญี่ปุ่น นี่แหละ! แดนอาทิตย์อุทัย ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นระเบียบ และความคิดสร้างสรรค์ ประเทศที่เป็นจุดหมายของใครหลายๆ คน ไม่ว่าจะมาเรียน มาเที่ยว แต่สำหรับผมมาเป็น Wwoofer!

ปลายเดือนตุลาคม-ต้นพฤศจิกายนปี 2017 จึงเป็นบทเริ่มต้นเรื่องราวของชายหนุ่มผู้แสวงหาคุณค่าของชีวิต พูดให้ดูเวอร์ไปแบบนั้น ถ้าพูดกันบ้านๆ ก็คือลูกจ้างชั่วคราวดีๆ นี่เอง ทำงานแลกที่พัก และข้าวประทังชีวิต มันต้องแบบนี้แหละ ผมเบื่อแล้วกับเมืองหลวง ตึกสูง ขอมาลองใช้ชีวิตแบบชนบทง่ายๆ สบายๆ เรียกได้ว่าเป็น Little forest ฉบับชายหนุ่มเลยก็ว่าได้

ชนบทญี่ปุ่นในการ์ตูนแบบผมได้แต่จินตนาการมันเป็นแบบไหน? ธรรมชาติ วิถีชีวิต การเกษตร แต่พอมาเจอของจริงหลายอย่างกลับไม่เป็นแบบที่เราคิด มันเปลี่ยนมุมมองของผม ผมได้พบแก่นแท้ของญี่ปุ่นจริงๆ แบบที่ไม่เคยคิดว่าจะมี ผ่านบ้านโฮสต์ที่เป็นครูสอนดนตรี ทั้งอร่อย กลมกล่อม ไพเราะ มีรอยยิ้มและน้ำตา

เดินทางไปพร้อมกันกับหมาป่าสีน้ำเงินตัวนี้ และเสียงคลื่นของจังหวัดวากายะมะ-Wakayama มาติดตามและเป็นกำลังใจไปพร้อมๆ กันเลยครับ

Chapter I : ทุกสิ่งใหม่ที่ วากายะมะ

EP1: วูฟโฮสต์เรียกว่าบ้าน สภาพแบบนี้ไม่น่าใช่!!

ที่พักสำหรับครึ่งเดือนของผม ข้างนอกอาจดูไม่ต่างจากบ้านญี่ปุ่นทั่วไป แต่ข้างในนี่สิ แม่เจ้า!!

EP2 : บ้านนอก(เขา) ไร่ข้าวริมทาง(รถไฟ)

โฮสต์ก็พาไปไร่ ไกลแค่ไหนก็ในหุบเขา ที่มีรางรถไฟตัดผ่านน่ะสิ

EP3 : เซอร์ไว (Survive) ไต้ฝุ่นมา!!

ครั้งแรกของการมาเยือนญี่ปุ่น ต้องเรียกว่าถูกที่ ถูกเวลามาก ไต้ฝุ่น ขนาดใหญ่พัดเข้าชายฝั่ง วิ่งสิครับรออะไร

EP4 : โอ้ยชีวิต! หลงทางในหมู่บ้าน

หมู่บ้านแสนสงบ คนไม่เยอะบ้านช่องสะอาดตา ชมนกชมไม้ อ้าว! หลงทาง!! ใครจะช่วยเราได้ คนก็ไม่มี

EP5 : จากพี่ชายกลายเป็น ผู้ปกครอง

วันนี้พิเศษ มีน้องๆ 3 สาวมัธยมสุดจะคาวะอี้ มาพักที่บ้านด้วย พี่ชายแสนดี ต้องไปเป็นผู้ปกครอง ทำยังไงดี?

Chapter II : อยู่เป็น

EP6 : เบนโตะของฉันอร่อยที่สุด

การที่เราต้องไปทำงานเองคนเดียวมันก็ดูเหงาๆ และที่สำคัญ ห่อข้าวไปกินเองนะ

EP7 : เจอผีญี่ปุ่น! ต้องทำยังไง

จากที่มองไปรอบๆก็ไม่มีตุ่ม ให้ลงไปซุกตัวหลบ ได้แต่บอกว่า โอยะสุมิ นอนเถอะนะ เราขอ

EP8 : บทเพลง Country Road และกลิ่นกาแฟดริป ในวันฝนตก

กิจกรรมของชาวไร่ชาวนาที่นี่ในวันที่อากาศไม่เป็นใจ มันช่างเป็นศิลปะเสียจริง

EP9 : หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน

งานเกี่ยวข้าวเสร็จไปแล้ว แต่กิจกรรมเกี่ยวกับไร่ข้าวยังไม่หมด

EP10 : เด็กขุดมัน

ใกล้เข้าฤดูหนาว หลังการเก็บเกี่ยวข้าว ก็ได้เวลาขุดมันหวาน โอโห!! มันใหญ่มาก!!

EP11 : จากชาวนา มาเป็นคนตกปลา

วันนี้ได้พักหนึ่งวัน โกทูทะเล ไปดูวิธีตกปลาแปซิฟิก

Chapter III : เราไม่เคยพูดซาโยนาระ

EP12 : ออกงานดนตรี

เพราะโฮสต์เป็นนักดนตรี เราเลยได้เป็นลูกมือ ตื่นเต้นทุกครั้งกับการเจอคนเยอะๆ

EP13 : กิจกรรมปลายเทอม ของโรงเรียนมัธยม

ทุกๆปี โรงเรียนมัธยม เด็กๆและครูจะช่วยกันจัดงานเทศกาล โอกาสดีที่เราจะได้รู้ว่าพวกเขาทำอะไรกันบ้าง

EP14 : ต้มยำกุ้ง

สิ่งสำคัญของการเชื่อมสัมพันธ์ก็คงจะต้องเป็นการทำอาหารประจำชาติ ต้มยำกุ้ง (ฉบับญี่ปุ่น)

EP15 : รุ่งสางของวันใหม่

วันสุดท้ายแล้วของการใช้ชีวิตอยู่กับโฮสต์  เรื่องราวถูกถักทอในความทรงจำ พร้อมทั้งความรู้สึกที่เชื่อมโยงเราไว้

แต่การเดินทางของผมยังไม่สิ้นสุด  มันต้องมีอีก !!

ไม่อยากจะเชื่อเลย ว่าวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายแล้วจริงๆ

ผมใช้ชีวิตอยู่กับโฮสต์มาเกือบครึ่งเดือน

ช่วงเวลาดีๆช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน

“คืนนี้ เอานี่ไปเขียนให้แม่ด้วยนะ”

โฮสต์ส่งสมุดบันทึกเล่มใหญ่ให้ผม

ข้างในเต็มไปด้วยเรื่องราวและความทรงจำดีๆของคนที่มาบ้านนี้

ผมไล่อ่านไปเรื่อยๆ เคยมีคนไทยมาก่อนหน้าผมด้วยนะ

ยิ่งอ่านยิ่งอิน ในหัวก็พลอยจินตนาการตามสิ่งที่เขาเขียน

มันอบอุ่นมากๆ ....หลังจากเขียนบันทึกเสร็จแล้ว

ผมจึงขอตอบแทนโฮสต์ในเรื่องสำคัญ

“ให้ผมนวดให้นะครับ นวดแผนไทย”

ก่อนหน้านี้โฮสต์ทั้งสองคนบ่นให้ฟังบ่อยๆว่ามีอาการเจ็บหลัง

ไปหาหมอหลายครั้งแล้ว คงเพราะยกของหนักนั่นแหละ

การนวดผ่อนคลายน่าจะเป็นผลดีกับกล้ามเนื้อ

ตอนที่อยู่ไทย ผมก็ไปนวดตามร้านบ่อยๆ

แล้วก็จดจำเอาวิธีการนวดมาจากป้าๆ ฮ่าๆ

“อิไตๆ ๆ ๆ “  โฮสต์ร้องออกมาด้วยความเจ็บ

ผมมือหนักไปมั้ยเนี่ย ฮ่าๆ ยังไม่เข้ามือ ขอลองอีกรอบ

“ดีๆ สบายมาก” คราวนี้พอจับจุดได้ก็เริ่มง่าย

กล้ามเนื้อของโฮสต์แข็งเป๊ก สมกับเป็นคนทำงานหนัก ผมจึงค่อยๆบีบและคลึงเบาๆ

“อยากไปประเทศไทยขึ้นมาแล้วสิ” โฮสต์บอกกับผมในขณะที่กำลังเคลิ้มหลับ

ผมว่ามันคุ้มที่จะเอาการนวดไปเผยแพร่ แม้ว่าญี่ปุ่นจะมีเครื่องนวดสุดไฮเทคอยู่แล้ว

แต่คนก็ยังนิยมเข้าร้านนวดมือโดยเฉพาะแบบแผนไทย

ส่วนใหญ่เป็นคนมีฐานะหน่อย เพราะราคาค่อนข้างแพง

วันนี้ผมจึงยกร้านนวดแถววัดโพธิ์มาให้โฮสต์ได้ทดลอง..ของจริงไม่เบามือแบบนี้นะครับ

แทนที่จะสบาย ทรมานชิปหาย ตื่นมานี่ระบมไปหมด ฮ่าๆ

รุ่งสางในวันจากลา กลิ่นหอมมัทฉะก็โชยมา

เป็นทำเนียมรึเปล่านะ สำหรับช่วงเวลาแบบนี้

โฮสต์ชงชามัทฉะให้ผมอย่างตั้งใจในท่านั่งคุกเข่า

ก่อนจะยื่นแก้วให้ผมพร้อมกับโค้ง ก้มหัวลงแตะพื้น

“โอซึคะเระ สะมาเดะชิตะ”

ผมวางแก้วลง แล้วก็ทำเช่นเดียวกัน

“โอซึคะเระสะมะเดส”

ผมเข้าไปกอดโฮสต์คุณแม่ไว้แน่น

“เราไม่พูดซาโยนาระนะ” โฮสต์บอกผมด้วยรอยยิ้ม

“ครับ...เราต้องได้เจอกันอีกแน่นอน” ผมพยักหน้าตอบรับ

“เดี๋ยวแม่ไปเอาขนมมาให้กินกับชา รอแปปนะ”

ชาเขียวอุ่นๆกับขนมนุ่มละมุนลิ้น

ผมพยายามค่อยๆดื่ม ทุกรสชาติสัมผัสกับลิ้น

เรื่องราวมากมายก็ผุดขึ้นมาทำเอาผมน้ำตาซึมไปเลย

“ยังไม่อยากกลับอ่า.....” ผมทำตัวงอแง

หลังจากเก็บของเสร็จแล้ว ผมเดินไปลาเจ้าหมา โระคุ เพื่อนตัวเดียวของผม

เพื่อนรักคลายเหงาตลอดหลายวัน ผมคงคิดถึงเจ้านี่มากแน่ๆ

“ไปกันเถอะ รถไฟจะมาแล้ว”

โฮสต์ทั้งสองคนขับรถมาส่งผมที่สถานี

เราคุยกันว่า ถ้ามาอีกจะให้สอนทำอาหารไทย

แล้วจะพาไปออกงาน ขายต้มยำกุ้งกันให้รวยไปเลย ฮ่าๆ

รถไฟค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากสถานีช้าๆ

โฮสต์ทั้งสองคนโบกมือลา แล้วโค้งขอบคุณ

ผมโค้งตัวรับ ยกมือไหว้ โบกมือให้ สายตาก็พลางจ้องมองรอยยิ้ม

จนทั้งสองลับตาไป....

“จะกลับมาเยี่ยมนะครับ ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง”

ผมนั่งลงแล้วหยิบแผนที่ขึ้นมาดูพร้อมเช็คเส้นทางใหม่

นี่ไม่ใช่วันสุดท้าย...แต่เป็นวันเริ่มต้น

จากนี้ยังมีสถานที่อีกมากมายที่ผมต้องไป...และมันไกลกว่าเดิม......

ฤดูกาลใหม่กำลังมาเยือน........つづく



วูฟญี่ปุ่นครั้งแรกก็ติดใจแล้ว EP14 : ต้มยำกุ้ง

บทนำ

จะไปเที่ยวต่างประเทศคนเดียวทั้งทีก็อยากลองไปหาประสบการณ์แปลกใหม่ดูบ้าง ครั้งแรกมันต้อง ญี่ปุ่น นี่แหละ! แดนอาทิตย์อุทัย ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นระเบียบ และความคิดสร้างสรรค์ ประเทศที่เป็นจุดหมายของใครหลายๆ คน ไม่ว่าจะมาเรียน มาเที่ยว แต่สำหรับผมมาเป็น Wwoofer!

ปลายเดือนตุลาคม-ต้นพฤศจิกายนปี 2017 จึงเป็นบทเริ่มต้นเรื่องราวของชายหนุ่มผู้แสวงหาคุณค่าของชีวิต พูดให้ดูเวอร์ไปแบบนั้น ถ้าพูดกันบ้านๆ ก็คือลูกจ้างชั่วคราวดีๆ นี่เอง ทำงานแลกที่พัก และข้าวประทังชีวิต มันต้องแบบนี้แหละ ผมเบื่อแล้วกับเมืองหลวง ตึกสูง ขอมาลองใช้ชีวิตแบบชนบทง่ายๆ สบายๆ เรียกได้ว่าเป็น Little forest ฉบับชายหนุ่มเลยก็ว่าได้

ชนบทญี่ปุ่นในการ์ตูนแบบผมได้แต่จินตนาการมันเป็นแบบไหน? ธรรมชาติ วิถีชีวิต การเกษตร แต่พอมาเจอของจริงหลายอย่างกลับไม่เป็นแบบที่เราคิด มันเปลี่ยนมุมมองของผม ผมได้พบแก่นแท้ของญี่ปุ่นจริงๆ แบบที่ไม่เคยคิดว่าจะมี ผ่านบ้านโฮสต์ที่เป็นครูสอนดนตรี ทั้งอร่อย กลมกล่อม ไพเราะ มีรอยยิ้มและน้ำตา

เดินทางไปพร้อมกันกับหมาป่าสีน้ำเงินตัวนี้ และเสียงคลื่นของจังหวัดวากายะมะ-Wakayama มาติดตามและเป็นกำลังใจไปพร้อมๆ กันเลยครับ

Chapter I : ทุกสิ่งใหม่ที่ วากายะมะ

EP1: วูฟโฮสต์เรียกว่าบ้าน สภาพแบบนี้ไม่น่าใช่!!

ที่พักสำหรับครึ่งเดือนของผม ข้างนอกอาจดูไม่ต่างจากบ้านญี่ปุ่นทั่วไป แต่ข้างในนี่สิ แม่เจ้า!!

EP2 : บ้านนอก(เขา) ไร่ข้าวริมทาง(รถไฟ)

โฮสต์ก็พาไปไร่ ไกลแค่ไหนก็ในหุบเขา ที่มีรางรถไฟตัดผ่านน่ะสิ

EP3 : เซอร์ไว (Survive) ไต้ฝุ่นมา!!

ครั้งแรกของการมาเยือนญี่ปุ่น ต้องเรียกว่าถูกที่ ถูกเวลามาก ไต้ฝุ่น ขนาดใหญ่พัดเข้าชายฝั่ง วิ่งสิครับรออะไร

EP4 : โอ้ยชีวิต! หลงทางในหมู่บ้าน

หมู่บ้านแสนสงบ คนไม่เยอะบ้านช่องสะอาดตา ชมนกชมไม้ อ้าว! หลงทาง!! ใครจะช่วยเราได้ คนก็ไม่มี

EP5 : จากพี่ชายกลายเป็น ผู้ปกครอง

วันนี้พิเศษ มีน้องๆ 3 สาวมัธยมสุดจะคาวะอี้ มาพักที่บ้านด้วย พี่ชายแสนดี ต้องไปเป็นผู้ปกครอง ทำยังไงดี?

Chapter II : อยู่เป็น

EP6 : เบนโตะของฉันอร่อยที่สุด

การที่เราต้องไปทำงานเองคนเดียวมันก็ดูเหงาๆ และที่สำคัญ ห่อข้าวไปกินเองนะ

EP7 : เจอผีญี่ปุ่น! ต้องทำยังไง

จากที่มองไปรอบๆก็ไม่มีตุ่ม ให้ลงไปซุกตัวหลบ ได้แต่บอกว่า โอยะสุมิ นอนเถอะนะ เราขอ

EP8 : บทเพลง Country Road และกลิ่นกาแฟดริป ในวันฝนตก

กิจกรรมของชาวไร่ชาวนาที่นี่ในวันที่อากาศไม่เป็นใจ มันช่างเป็นศิลปะเสียจริง

EP9 : หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน

งานเกี่ยวข้าวเสร็จไปแล้ว แต่กิจกรรมเกี่ยวกับไร่ข้าวยังไม่หมด

EP10 : เด็กขุดมัน

ใกล้เข้าฤดูหนาว หลังการเก็บเกี่ยวข้าว ก็ได้เวลาขุดมันหวาน โอโห!! มันใหญ่มาก!!

EP11 : จากชาวนา มาเป็นคนตกปลา

วันนี้ได้พักหนึ่งวัน โกทูทะเล ไปดูวิธีตกปลาแปซิฟิก

Chapter III : เราไม่เคยพูดซาโยนาระ

EP12 : ออกงานดนตรี

เพราะโฮสต์เป็นนักดนตรี เราเลยได้เป็นลูกมือ ตื่นเต้นทุกครั้งกับการเจอคนเยอะๆ

EP13 : กิจกรรมปลายเทอม ของโรงเรียนมัธยม

ทุกๆปี โรงเรียนมัธยม เด็กๆและครูจะช่วยกันจัดงานเทศกาล โอกาสดีที่เราจะได้รู้ว่าพวกเขาทำอะไรกันบ้าง

EP14 : ต้มยำกุ้ง

สิ่งสำคัญของการเชื่อมสัมพันธ์ก็คงจะต้องเป็นการทำอาหารประจำชาติ ต้มยำกุ้ง (ฉบับญี่ปุ่น)

EP15 : รุ่งสางของวันใหม่

วันสุดท้ายแล้วของการใช้ชีวิตอยู่กับโฮสต์  เรื่องราวถูกถักทอในความทรงจำ พร้อมทั้งความรู้สึกที่เชื่อมโยงเราไว้

แต่การเดินทางของผมยังไม่สิ้นสุด  มันต้องมีอีก !!

ใกล้ถึงเวลาต้องจากกันแล้ว ผมอยากตอบแทนอะไรโฮสต์สักหน่อย

และผมก็คิดมาแล้วว่ามันต้องเป็นสิ่งนี้เท่านั้น

สิ่งที่บ่งบอกได้ถึงวัฒนธรรมไทย ใครๆก็ต้องรู้จัก

มันคือ “อาหารไทย” นั่นเอง

จะฝรั่ง แขก หรือคนชาติไหนมาเที่ยวเมืองไทย

พลาดเมนูนี้ไปถือว่ายังมาไม่ถึง เรียกได้ว่ามันคือเมนูประจำชาติ

ถ้าพูดถึงอาหารญี่ปุ่น หลายคนคงนึกถึงซูชิ

แล้วถ้าเป็นอาหารไทย คุณจะนึกถึงอะไรเป็นสิ่งแรก

ต้มยำกุ้ง” .....แน่นอน มันเป็นอาหารขึ้นชื่อ รวมถึงเรื่องราวโด่งดัง ที่ชายคนหนึ่งไปตามหาช้าง

ยิ่งทำให้อาหารชนิดนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ

 “ต้มยำกุ้ง กูอยู่ไหน!!” กลายมาเป็นวลีเด็ดของคนต่างชาติไปซะแล้ว

ก่อนมาที่นี่ผมจึงได้ศึกษาวิธีการปรุงต้มยำกุ้งให้ได้รสชาติไทยแท้ๆ

เปรี้ยว เผ็ด เค็ม หวาน ครบรส!! ลองทำตอนอยู่ไทยไปแล้วครั้งหนึ่ง

รสชาติที่ออกมาก็พอใช้ได้ ผมจึงมั่นใจมากว่ามันจะต้องทำให้โฮสต์ประทับใจ

ว่าแล้วผมก็มุ่งหน้าไปซื้อวัตถุดิบสำหรับทำเมนูสูตรพิเศษนี้

ผมเลือกซื้อของตามรายการที่จดไว้

ปรากฏว่า วัตถุดิบต่างๆที่ต้องใช้ มันไม่มี ใช่แล้ว มันไม่มี!!!

แย่แล้ววะ คืนนี้โฮสต์ไม่ได้ทำอาหารไว้เผื่อ เพราะคิดว่าจะรอชิมรสชาติอาหารไทยจากผม

ผมก็ดันรับปากไปแล้วว่า ต้องเป็นต้มยำกุ้งเท่านั้น แต่จะทำยังไงดี ในเมื่อเราไม่มีวัตถุดิบ

ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ต้องใช้อะไรที่แทนกันได้แล้วล่ะ

ผมเดินหาอีกรอบในโซนขายผัก จนได้สิ่งที่คิดว่าสามารถทดแทนกันได้

ส่วนผสมในการทำต้มยำกุ้งหลักๆก็จะมีดังนี้

กุ้งกุลาดำตัวใหญ่ - ได้กุ้งลายเสือ

เห็ดฟาง - มีขาย

พริกขี้หนู - ได้พริกหวานมาแทน

ใบมะกรูด - ไม่มี

ข่า - ไม่มี

ตะไคร้ - โชคดีมาก ที่บ้านโฮสต์ปลูกไว้

ผักชี - หน้าตาไม่คุ้น แต่คิดว่าใช่ผักชี

น้ำพริกเผา -ไม่มี

มะนาว – ได้เลม่อน

กะทิหรือนมข้นจืด - มีในตู้เย็น

น้ำซุป - ได้ก้อนซุปแบบจีนมา ไม่รู้จะใช้แทนได้มั้ย

 

เมื่อได้ของที่(เกือบ)ครบแล้ว ผมก็ลงมือทำทันที

โฮสต์มาแอบดู บอกว่าผมใช้มีดในการแล่กุ้งได้เก่ง

จริงๆผมเป็นคนชอบทำอาหาร แต่ครั้งนี้ตั้งใจทำเป็นพิเศษ

หน้าตาอาหารที่ออกมาไม่เหมือนต้มยำกุ้งเท่าไหร่ แต่รสชาติ.....

เชี่ย! หวานมาก.....หวานแบบว่า มึงเอาไปเสิร์ฟเป็นของหวานได้เลย

มันต้องเป็นเพราะอีก้อนซุปของจีนแน่ๆ แบบนี้มันไม่ใช่ต้มยำกุ้งแล้ว

ขืนให้กินแบบนี้ มีหวังเข้าใจผิดว่าต้มยำกุ้งไทยรสชาติห่วยแตกแน่ๆ

ทันใดนั้นเอง ผมก็หยิบเลม่อน มาใส่เพิ่ม 1 ลูก 2 ลูก 3 ลูก ..บ้าเอ้ย!! เลม่อนประเทศนี่มันไม่เปรี้ยวเลยเหรอ

ผมใส่ไปถึง 7 ลูก ฮ่าๆๆๆๆ ตามด้วยน้ำส้มสายชู แล้วก็...ใส่พริกเพิ่มไปอีก เยอะๆๆๆๆ

เพราะว่าพริกหยวกมันเผ็ดนิดเดียว ผมจึงใส่ไปเยอะมาก

และโชคดีได้กลิ่นตระไคร้มาช่วย ทำให้ดูเป็นต้มยำขึ้นมาหน่อย

ปรุงรสอยู่นานมาก ให้ใกล้เคียงกับรสชาติที่เคยกิน แต่ก็ไม่ใกล้เลย..

ไปๆมา หน้าตาต้มยำกุ้งเหมือนเอาผักมารวมๆกัน แล้วเอากุ้งวางด้านบน ฮ่าๆ

แต่สุดท้าย ก็เป็นที่น่าพอใจ

ต้มยำกุ้ง สูตรใหม่ ปรับรสชาติผสมผสานของไทยให้เข้ากับญี่ปุ่น

ผมโม้กับโฮสต์ไปแบบนั้น ดูเหมือนทุกคนก็ดูจะเชื่อ ฮ่าๆ

แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ ทุกคนบอกว่ารสชาติดีมาก อร่อยมาก

ผมก็ไม่รู้นะว่าเขาแกล้งชมเพราะเห็นเราตั้งใจทำรึเปล่า

แต่ทุกคนกินจนหมดหม้อ โดยเฉพาะโฮสต์คุณพ่อ ซดน้ำ ซู้ดๆ ยังกะกินราเมง

ผมรู้สึกโล่งอกกับต้มยำกุ้งสูตรพิสดารนี้



วูฟญี่ปุ่นครั้งแรกก็ติดใจแล้ว EP13 : กิจกรรมปลายเทอมของโรงเรียนมัธยม

บทนำ

จะไปเที่ยวต่างประเทศคนเดียวทั้งทีก็อยากลองไปหาประสบการณ์แปลกใหม่ดูบ้าง ครั้งแรกมันต้อง ญี่ปุ่น นี่แหละ! แดนอาทิตย์อุทัย ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นระเบียบ และความคิดสร้างสรรค์ ประเทศที่เป็นจุดหมายของใครหลายๆ คน ไม่ว่าจะมาเรียน มาเที่ยว แต่สำหรับผมมาเป็น Wwoofer!

ปลายเดือนตุลาคม-ต้นพฤศจิกายนปี 2017 จึงเป็นบทเริ่มต้นเรื่องราวของชายหนุ่มผู้แสวงหาคุณค่าของชีวิต พูดให้ดูเวอร์ไปแบบนั้น ถ้าพูดกันบ้านๆ ก็คือลูกจ้างชั่วคราวดีๆ นี่เอง ทำงานแลกที่พัก และข้าวประทังชีวิต มันต้องแบบนี้แหละ ผมเบื่อแล้วกับเมืองหลวง ตึกสูง ขอมาลองใช้ชีวิตแบบชนบทง่ายๆ สบายๆ เรียกได้ว่าเป็น Little forest ฉบับชายหนุ่มเลยก็ว่าได้

ชนบทญี่ปุ่นในการ์ตูนแบบผมได้แต่จินตนาการมันเป็นแบบไหน? ธรรมชาติ วิถีชีวิต การเกษตร แต่พอมาเจอของจริงหลายอย่างกลับไม่เป็นแบบที่เราคิด มันเปลี่ยนมุมมองของผม ผมได้พบแก่นแท้ของญี่ปุ่นจริงๆ แบบที่ไม่เคยคิดว่าจะมี ผ่านบ้านโฮสต์ที่เป็นครูสอนดนตรี ทั้งอร่อย กลมกล่อม ไพเราะ มีรอยยิ้มและน้ำตา

เดินทางไปพร้อมกันกับหมาป่าสีน้ำเงินตัวนี้ และเสียงคลื่นของจังหวัดวากายะมะ-Wakayama มาติดตามและเป็นกำลังใจไปพร้อมๆ กันเลยครับ

Chapter I : ทุกสิ่งใหม่ที่ วากายะมะ

EP1: วูฟโฮสต์เรียกว่าบ้าน สภาพแบบนี้ไม่น่าใช่!!

ที่พักสำหรับครึ่งเดือนของผม ข้างนอกอาจดูไม่ต่างจากบ้านญี่ปุ่นทั่วไป แต่ข้างในนี่สิ แม่เจ้า!!

EP2 : บ้านนอก(เขา) ไร่ข้าวริมทาง(รถไฟ)

โฮสต์ก็พาไปไร่ ไกลแค่ไหนก็ในหุบเขา ที่มีรางรถไฟตัดผ่านน่ะสิ

EP3 : เซอร์ไว (Survive) ไต้ฝุ่นมา!!

ครั้งแรกของการมาเยือนญี่ปุ่น ต้องเรียกว่าถูกที่ ถูกเวลามาก ไต้ฝุ่น ขนาดใหญ่พัดเข้าชายฝั่ง วิ่งสิครับรออะไร

EP4 : โอ้ยชีวิต! หลงทางในหมู่บ้าน

หมู่บ้านแสนสงบ คนไม่เยอะบ้านช่องสะอาดตา ชมนกชมไม้ อ้าว! หลงทาง!! ใครจะช่วยเราได้ คนก็ไม่มี

EP5 : จากพี่ชายกลายเป็น ผู้ปกครอง

วันนี้พิเศษ มีน้องๆ 3 สาวมัธยมสุดจะคาวะอี้ มาพักที่บ้านด้วย พี่ชายแสนดี ต้องไปเป็นผู้ปกครอง ทำยังไงดี?

Chapter II : อยู่เป็น

EP6 : เบนโตะของฉันอร่อยที่สุด

การที่เราต้องไปทำงานเองคนเดียวมันก็ดูเหงาๆ และที่สำคัญ ห่อข้าวไปกินเองนะ

EP7 : เจอผีญี่ปุ่น! ต้องทำยังไง

จากที่มองไปรอบๆก็ไม่มีตุ่ม ให้ลงไปซุกตัวหลบ ได้แต่บอกว่า โอยะสุมิ นอนเถอะนะ เราขอ

EP8 : บทเพลง Country Road และกลิ่นกาแฟดริป ในวันฝนตก

กิจกรรมของชาวไร่ชาวนาที่นี่ในวันที่อากาศไม่เป็นใจ มันช่างเป็นศิลปะเสียจริง

EP9 : หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน

งานเกี่ยวข้าวเสร็จไปแล้ว แต่กิจกรรมเกี่ยวกับไร่ข้าวยังไม่หมด

EP10 : เด็กขุดมัน

ใกล้เข้าฤดูหนาว หลังการเก็บเกี่ยวข้าว ก็ได้เวลาขุดมันหวาน โอโห!! มันใหญ่มาก!!

EP11 : จากชาวนา มาเป็นคนตกปลา

วันนี้ได้พักหนึ่งวัน โกทูทะเล ไปดูวิธีตกปลาแปซิฟิก

Chapter III : เราไม่เคยพูดซาโยนาระ

EP12 : ออกงานดนตรี

เพราะโฮสต์เป็นนักดนตรี เราเลยได้เป็นลูกมือ ตื่นเต้นทุกครั้งกับการเจอคนเยอะๆ

EP13 : กิจกรรมปลายเทอม ของโรงเรียนมัธยม

ทุกๆปี โรงเรียนมัธยม เด็กๆและครูจะช่วยกันจัดงานเทศกาล โอกาสดีที่เราจะได้รู้ว่าพวกเขาทำอะไรกันบ้าง

EP14 : ต้มยำกุ้ง

สิ่งสำคัญของการเชื่อมสัมพันธ์ก็คงจะต้องเป็นการทำอาหารประจำชาติ ต้มยำกุ้ง (ฉบับญี่ปุ่น)

EP15 : รุ่งสางของวันใหม่

วันสุดท้ายแล้วของการใช้ชีวิตอยู่กับโฮสต์  เรื่องราวถูกถักทอในความทรงจำ พร้อมทั้งความรู้สึกที่เชื่อมโยงเราไว้

แต่การเดินทางของผมยังไม่สิ้นสุด  มันต้องมีอีก !!

“โชคดีจริงๆ”

ผมคิดเรื่องนี้มานานมาก เรื่องการได้เป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนในญี่ปุ่น

เคยอ่านการ์ตูนตอนเด็กๆ ได้เห็นเรื่องราวแสนสนุกผ่านตัวละครนักเรียนในโรงเรียนมัธยม

ไม่ว่าจะเป็นโรงยิมไม้บาเก้ขัดเงา ทางเดินในอาคาร ครูสาวแสนสวย งานเลี้ยงปิดภาคเรียน หรือนักเรียนน่ารักๆ

ผมคาดหวังมาก ว่าต้องไปสัมผัสบรรยากาศเหล่านั้นสักครั้งในชีวิต

และแล้ววันนี้ก็มาถึง!! ผมจะได้ไปเห็นเด็กสาวแรกรุ่นในชุดนักเรียนแล้วโว้ยยยย  แค่คิดก็ฟินแล้ว (มึงดูหื่นมากนะรู้ตัวมั้ย)

 

ที่บอกว่าโชคดีมากๆ ก็เพราะว่า ในช่วงที่ผมมานั้น โรงเรียนมัธยมที่ใหญ่ที่สุดของที่นี่กำลังจะปิดภาคฤดูร้อน

จึงมีการจัดงานโรงเรียนขึ้น โดยเปิดให้ผู้ปกครองหรือคนทั่วไปสามารถเข้าร่วมงานได้ ฟรี!!

มันเป็นโอกาสของลุงหื่นแบบผมที่จะเข้าไปเยี่ยมชมเด็กๆ มัธยม ไม่ใช่ละ..... ล้อเล่นครับ ฮ่าๆ

เป็นโอกาสดีที่เราจะได้ไปสัมผัสบรรยากาศต่างๆ เช่น ชมผลงานนักเรียน และได้กินอาหารที่เด็กๆ ทำกันเอง

คล้ายๆ งาน Open House ในบ้านเราที่เด็กมหาลัยจะเปิดคณะให้คนทั่วไปได้เข้าไปดู

 

ทันทีที่ผมเดินผ่านซุ้มลูกโป่งเข้าไปในงาน สายตาเด็กมากมายก็จับจ้องมาที่ผมราวกับเป็นดาราดัง

นี่ผมต้องสะดุดตาและเท่มากแน่ๆ สมกับเป็นหนุ่มหล่อที่อิมพอตมาจากไทย (รักทุกคนคร้าฟ.......)

ใช่ที่ไหนล่ะ!  สภาพการแต่งตัวของผมเหมือนคนงานต่างด้าวลักลอบเข้าเมือง ที่ไม่เข้ากับงานนี้ โอ้ย!!

ก็เพิ่งกลับจากไร่ จู่ๆ โฮสต์ก็พาแวะ บอกว่างานมีวันนี้วันเดียวยังไงก็ต้องแวะให้ได้ (กลับไปอาบน้ำก่อนได้มั้ย)

ในงานคนเยอะมากๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นนักเรียนทั้งนั้น คุณครูหลายคนแต่งชุดกิโมโนมาต้อนรับด้วยนะ

หน้างานมีการลงทะเบียนรับของแจกและลุ้นรางวัล นักเรียนที่ทำหน้าที่ต้อนรับก็น่ารักมากด้วย

เห็นแล้วอยากวิ่งเข้าไปซื้อคูปองอาหารพร้อมกับจับมือน้องเขา (ไม่ใช่งานจับมือไอดอลนะเฟ้ย! ไอ้ลุงหื่น)

ก่อนที่จะเดินหาของกิน โฮสต์พาผมไปที่ป้ายแผนผังเพื่อดูกิจกรรมของวันนี้

“ต้องรีบแล้ว ใกล้ถึงรอบแล้ว ไปเร็วๆ”

โฮสต์ทำท่ารีบร้อนเดินไปถามทางเด็กๆ แล้วก็วิ่งนำผมไป (รอด้วยยยยย ยังดูสาวไม่เสร็จเล๊ย)

เราขึ้นมาบนตึกแล้วหยุดตรงหน้าห้องเรียน มีนักเรียนรอต้อนรับ ให้เปลี่ยนรองเท้าแล้วเข้าไปข้างใน (แปปนะ ถอดบู๊ทก่อน )

ห้องมืดมาก มีนักเรียนคอยส่องไฟฉายให้ตามทางเดินไปยังเก้าอี้นั่ง

“ยังกะโรงหนังเลยว่ะ” ใช่แล้วครับ มันเป็นห้องเรียนที่เอาไว้ฉายหนังนั่นเอง

รอบที่ผมดูเป็นการแสดงละครเวทีของนักเรียนมัธยมปลาย ที่ไปประกวดได้รางวัล ถือเป็นหน้าเป็นตาของโรงเรียนเลยล่ะ

ผมเอาแต่นั่งนิ่งใจจดจ่อตั้งใจดูละคร เปล่าเลย...กูง่วง จะหลับ! ตาจะปิดแล้วเนี่ย

การแสดงดำเนินไปแบบเนิบๆ คิดว่าถ้าคนบ้านเรามาดูก็ไม่ต่างจากการเข้าสภา คงหลับกันหมดแน่ๆ

ตอนแรกผมคิดว่าเป็นละครใบ้ เพราะแสดงแค่ท่าทาง แต่ช่วงกลางเรื่องก็เริ่มใส่พลังกันเต็มที

ตอนนี้ผมเริ่มตื่นเต้นและสนุก น้องๆแสดงกันได้อย่างออกรส บางทีคิดว่าร้องไห้จริงๆ (ทำไมไม่เล่นแบบนี้ตั้งแต่ต้นเรื่องวะ)

การตกแต่งฉากไม่ได้อลังการใดๆ แห้งแล้งมาก ทั้งฉากมีแค่ ถังใส่ผ้า เสื้อผ้า กระเป๋า และก็สมุดอะไรสักอย่าง แต่ดูลงตัวสุดๆ

ชุดคอสตูมก็ใส่แบบบ้านๆ เหมือนชุดชาวบ้านญี่ปุ่นสมัยโบราณ   แต่ดูเข้ากับเนื้อเรื่องและเป็นธรรมชาติมาก

ไม่น่าเชื่อว่าทุกคนที่นั่งดูอย่างตั้งใจ หัวเราะสนุกกันใหญ่ ไม่มีใครแอบหลับ

ผมก็ขำหนักมาก ขำลุงข้างๆ ที่รีแอคชั่นเหมือนแกแสดงเอง ฮ่าๆ

หลังจากดูหนังเสร็จเราก็เดินสำรวจโรงยิม เดินตามห้องต่างๆ ดูผลงานนักเรียนไปเรื่อยๆ

แล้วก็ได้เวลาสำคัญคือการไปตามซุ้มต่างๆ เพื่อกินของอร่อยๆ นั่นเอง

จะบอกว่านักเรียนที่นี่ขายของเก่งมาก แต่ละร้านจะมีเทคนิคของตัวเอง

บางร้านก็มีจับฉลากลุ้นรางวัล มีการร้องเพลงเรียกแขก

บางร้านห้อยป้ายสินค้าราคาไว้ตามตัวเดินหาลูกค้าเอง

มีอาหารหลายอย่างมาก เท่าที่ดูเหมือนจะไม่มีร้านไหนขายของซ้ำกันเลย

คงจะตกลงประชุมกันมาแล้วว่าชั้นไหนจะขายอาหารหรือรับผิดชอบหน้าที่ส่วนไหน

อยากบอกว่า ร้านอาหารที่เด็กๆ ช่วยกันทำเองเนี่ยราคาถูกมากเริ่มต้นที่ 30 บาทก็ได้กินของดีๆ แล้ว

ทาโกะยากิ ข้าวทะเล ยากิโซบะ หลายๆ อย่างอร่อยหมด

ผมชอบบรรยากาศแบบนี้มาก ภาพงานกีฬาสีตอนสมัยมัธยมลอยขึ้นมาเลย (นึกถึงความหลัง เมื่อครั้งยังไม่แก่)

ผมได้มีโอกาสสอบถามโฮสต์เรื่องการเรียนของที่นี่

ได้ความมาคร่าวๆ ว่า เด็กเข้าโรงเรียน 7 โมงเช้า 4 โมงเลิกเรียน

ก่อนเข้าคาบเรียนจะมีคาบโฮมรูมให้คุยกัน มีเรื่องอะไรก็จะคุยกันก่อนทั้งครูและนักเรียน

และในหนึ่งอาทิตย์ก็จะมีคาบกิจกรรมพิเศษให้นักเรียนได้ทำ

อาจจะเป็นงานฝีมือ กีฬา หรือการแนะแนวการเรียนต่อ ขึ้นอยู่กับแต่ละชั้นเรียน

ส่วนใหญ่งานกิจกรรมต่างๆ ครูจะให้นักเรียนช่วยกันคิด ออกแบบ หาไอเดียร่วมกัน ครูจะเป็นฝ่ายสนับสนุนเท่านั้น

นอกจากมีชั่วโมงเรียนไม่เยอะแล้ว การบ้านก็ไม่ค่อยมี แต่เน้นไปทางการเรียนรู้และปฏิบัติจริง

เราอยู่กันจนงานเลิก เห็นเด็กๆ ช่วยกันเก็บร้านของตัวเอง

พอเสร็จแล้วก็ไปช่วยคนอื่นเก็บของ เก็บขยะ

ใช้เวลาไม่นานพื้นที่ก็กลับมาเป็นปกติ รวดเร็วจริงๆ

ผมชอบความเป็นระเบียบของนักเรียนที่นี่มากๆ ตั้งใจจัดงานกันเต็มที่ จบงานก็ช่วยเหลือกันอย่างดี

การปิดภาคฤดูร้อนของผมที่ญี่ปุ่นในวันนี้ ช่างเป็นความทรงจำที่สวยงาม



วูฟญี่ปุ่นครั้งแรกก็ติดใจแล้ว EP12 : ออกงานดนตรี

บทนำ

จะไปเที่ยวต่างประเทศคนเดียวทั้งทีก็อยากลองไปหาประสบการณ์แปลกใหม่ดูบ้าง ครั้งแรกมันต้อง ญี่ปุ่น นี่แหละ! แดนอาทิตย์อุทัย ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นระเบียบ และความคิดสร้างสรรค์ ประเทศที่เป็นจุดหมายของใครหลายๆ คน ไม่ว่าจะมาเรียน มาเที่ยว แต่สำหรับผมมาเป็น Wwoofer!

ปลายเดือนตุลาคม-ต้นพฤศจิกายนปี 2017 จึงเป็นบทเริ่มต้นเรื่องราวของชายหนุ่มผู้แสวงหาคุณค่าของชีวิต พูดให้ดูเวอร์ไปแบบนั้น ถ้าพูดกันบ้านๆ ก็คือลูกจ้างชั่วคราวดีๆ นี่เอง ทำงานแลกที่พัก และข้าวประทังชีวิต มันต้องแบบนี้แหละ ผมเบื่อแล้วกับเมืองหลวง ตึกสูง ขอมาลองใช้ชีวิตแบบชนบทง่ายๆ สบายๆ เรียกได้ว่าเป็น Little forest ฉบับชายหนุ่มเลยก็ว่าได้

ชนบทญี่ปุ่นในการ์ตูนแบบผมได้แต่จินตนาการมันเป็นแบบไหน? ธรรมชาติ วิถีชีวิต การเกษตร แต่พอมาเจอของจริงหลายอย่างกลับไม่เป็นแบบที่เราคิด มันเปลี่ยนมุมมองของผม ผมได้พบแก่นแท้ของญี่ปุ่นจริงๆ แบบที่ไม่เคยคิดว่าจะมี ผ่านบ้านโฮสต์ที่เป็นครูสอนดนตรี ทั้งอร่อย กลมกล่อม ไพเราะ มีรอยยิ้มและน้ำตา

เดินทางไปพร้อมกันกับหมาป่าสีน้ำเงินตัวนี้ และเสียงคลื่นของจังหวัดวากายะมะ-Wakayama มาติดตามและเป็นกำลังใจไปพร้อมๆ กันเลยครับ

Chapter I : ทุกสิ่งใหม่ที่ วากายะมะ

EP1: วูฟโฮสต์เรียกว่าบ้าน สภาพแบบนี้ไม่น่าใช่!!

ที่พักสำหรับครึ่งเดือนของผม ข้างนอกอาจดูไม่ต่างจากบ้านญี่ปุ่นทั่วไป แต่ข้างในนี่สิ แม่เจ้า!!

EP2 : บ้านนอก(เขา) ไร่ข้าวริมทาง(รถไฟ)

โฮสต์ก็พาไปไร่ ไกลแค่ไหนก็ในหุบเขา ที่มีรางรถไฟตัดผ่านน่ะสิ

EP3 : เซอร์ไว (Survive) ไต้ฝุ่นมา!!

ครั้งแรกของการมาเยือนญี่ปุ่น ต้องเรียกว่าถูกที่ ถูกเวลามาก ไต้ฝุ่น ขนาดใหญ่พัดเข้าชายฝั่ง วิ่งสิครับรออะไร

EP4 : โอ้ยชีวิต! หลงทางในหมู่บ้าน

หมู่บ้านแสนสงบ คนไม่เยอะบ้านช่องสะอาดตา ชมนกชมไม้ อ้าว! หลงทาง!! ใครจะช่วยเราได้ คนก็ไม่มี

EP5 : จากพี่ชายกลายเป็น ผู้ปกครอง

วันนี้พิเศษ มีน้องๆ 3 สาวมัธยมสุดจะคาวะอี้ มาพักที่บ้านด้วย พี่ชายแสนดี ต้องไปเป็นผู้ปกครอง ทำยังไงดี?

Chapter II : อยู่เป็น

EP6 : เบนโตะของฉันอร่อยที่สุด

การที่เราต้องไปทำงานเองคนเดียวมันก็ดูเหงาๆ และที่สำคัญ ห่อข้าวไปกินเองนะ

EP7 : เจอผีญี่ปุ่น! ต้องทำยังไง

จากที่มองไปรอบๆก็ไม่มีตุ่ม ให้ลงไปซุกตัวหลบ ได้แต่บอกว่า โอยะสุมิ นอนเถอะนะ เราขอ

EP8 : บทเพลง Country Road และกลิ่นกาแฟดริป ในวันฝนตก

กิจกรรมของชาวไร่ชาวนาที่นี่ในวันที่อากาศไม่เป็นใจ มันช่างเป็นศิลปะเสียจริง

EP9 : หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน

งานเกี่ยวข้าวเสร็จไปแล้ว แต่กิจกรรมเกี่ยวกับไร่ข้าวยังไม่หมด

EP10 : เด็กขุดมัน

ใกล้เข้าฤดูหนาว หลังการเก็บเกี่ยวข้าว ก็ได้เวลาขุดมันหวาน โอโห!! มันใหญ่มาก!!

EP11 : จากชาวนา มาเป็นคนตกปลา

วันนี้ได้พักหนึ่งวัน โกทูทะเล ไปดูวิธีตกปลาแปซิฟิก

Chapter III : เราไม่เคยพูดซาโยนาระ

EP12 : ออกงานดนตรี

เพราะโฮสต์เป็นนักดนตรี เราเลยได้เป็นลูกมือ ตื่นเต้นทุกครั้งกับการเจอคนเยอะๆ

EP13 : กิจกรรมปลายเทอม ของโรงเรียนมัธยม

ทุกๆปี โรงเรียนมัธยม เด็กๆและครูจะช่วยกันจัดงานเทศกาล โอกาสดีที่เราจะได้รู้ว่าพวกเขาทำอะไรกันบ้าง

EP14 : ต้มยำกุ้ง

สิ่งสำคัญของการเชื่อมสัมพันธ์ก็คงจะต้องเป็นการทำอาหารประจำชาติ ต้มยำกุ้ง (ฉบับญี่ปุ่น)

EP15 : รุ่งสางของวันใหม่

วันสุดท้ายแล้วของการใช้ชีวิตอยู่กับโฮสต์  เรื่องราวถูกถักทอในความทรงจำ พร้อมทั้งความรู้สึกที่เชื่อมโยงเราไว้

แต่การเดินทางของผมยังไม่สิ้นสุด  มันต้องมีอีก !!

เช้านี้อากาศกำลังดี ผมไม่ได้ออกไปทำงานในไร่

แต่มีงานสำคัญที่ต้องช่วยโฮสต์ทำ เรียกได้ว่าเป็นงานถนัดของผม

“งานออกแบบโปสเตอร์สำหรับงานดนตรี”

ใช้มือขุดดิน ถอนหญ้ามานาน ได้เวลาคืนวิชาฝ่ามือยูไลให้ชาวนิฮงได้เห็น

ผมกับโฮสต์นัดแนะกันตั้งแต่ตอนกลางคืนว่าเช้าวันนี้มีเพื่อนของโฮสต์จะมาถ่ายรูปให้

จากนั้นก็ให้ผมใช้รูปที่ถ่าย ออกแบบเป็นโปสเตอร์สำหรับออกงานดนตรี

โฮสต์เป็นนักเปียโนที่เก่งกาจ แต่การไปแสดงในที่ต่างๆ ก็ต้องมีป้ายให้คนรับรู้ด้วย

เดือนหน้าจะมีจัดแสดงงานดนตรีที่หมู่บ้าน ซึ่งป้ายเก่าก็ใช้มาหลายปีแล้ว ปีนี้เลยอยากได้ของใหม่

ช่างประจวบเหมาะที่ผมพอจะทำได้ เลยคิดว่าเป็นงานที่หวานหมูเลย

ว่าแต่ว่า....จะตกแต่งรีทัชรูปมันต้องใช้ Computer และอาจต้องใช้โปรแกรมแต่งรูปเช่น Photoshop

โฮสต์มีใช่มั้ยครับ?....ไม่รีรอ โฮสต์ก็พาผมขึ้นบ้านเป็นครั้งแรก

ชั้นสองของบ้านนอกจากเป็นห้องนอนแล้วยังเป็นห้องทำงานของโฮสต์คุณพ่อ

“ใช้ได้ตามสบายเลยนะ”

ผมตกใจนิดหน่อยกับ Computer จอตู้หลังใหญ่และ CPU แบบแนวนอน

มันเป็นรุ่นที่เก่ามาก มึง...ปุ่มเปิดอยู่ตรงไหนเนี่ย!!??

นึกภาพเครื่องอีนิคมาส่งรหัสนิวเคลียร์ในยุคสงครามโลกสิ

นี่มันเกิดก่อนปี 1900 เลยมั้งเนี่ย หรือว่าโฮสต์คุณพ่อจะเป็นสายลับ !!

ใช้เวลาเปิดเครื่องสักพัก (สักพักที่ว่าคือดื่มชาหมดไปถ้วยหนึ่ง)

ก็ได้เวลาทดสอบว่าใช้ได้มั้ย ผมเริ่มหนักใจเพราะว่าไม่รู้จะเริ่มยังไง

ว้าว!! Windows ME พระเจ้าเหา! โชคดีที่ตอนเด็กๆ เคยผ่านมือ ดีใจมากที่ไม่ใช่จอดำ

แต่ทุกอย่างเป็นภาษาญี่ปุ่นหมด แย่แล้ว! กูคงต้องใช้สัญชาตญาณในการเดาตำแหน่งปุ่มต่างๆ

“เก่าหน่อยนะ ไม่ค่อยได้ใช้ พ่อใช้แค่ตอบอีเมลเท่านั้น ยังไงก็ลองดูนะ”

มันเป็นคำปลอบใจที่รับได้ครับ เพราะอย่างน้อยๆ อินเทอร์เน็ตก็ยังใช้ได้

 

ระหว่างที่รอดาวน์โหลดโปรแกรมแต่งภาพผมก็ไปช่วยโฮสต์แต่งตัว

เพื่อนของโฮสต์เป็นช่างภาพที่อาสามาช่วยถ่ายรูป

ชุดต่างๆ โฮสต์ดีไซน์เอง บอกว่าอยากได้หลายๆ แบบ เอาไว้ใช้ในหลายๆ ฤดูกาล

ผมกับเพื่อนโฮสต์ช่วยกันจัดท่าทางและถ่ายรูปจนเสร็จ

“ขอเมมด้วยนะครับ เดี๋ยวผมเอารูปลงคอมพ์”

“อ้อ..ลืมบอกไปว่า คอมพ์ไม่มีที่เสียบนะ ต้องกลับไปบ้านแล้วส่งรูปมาทางอีเมล”

ผมนี่กุมขมับเลย ฮ่าๆ แต่ก็พอเข้าใจครับ ถ้ามีรูเสียบสิน่าแปลก

เพื่อนของโฮสต์ต้องกลับไปบ้าน น่าจะอีกสักพักใหญ่ๆ ผมเลยกลับขึ้นไปเตรียมคอมพ์ต่อ

“จบสิ้น”......ผมอุทานออกมาหลังจากพยายามติดตั้งโปรแกรมแต่งรูป

ลองแล้วลองอีกก็ไม่ได้ มันจะได้ยังไง ในเมื่อระบบมันไม่รองรับ

“กูจะทำยังไงดีเนี่ย มันต้องมีวิธีอื่นสิ ใช่แล้ว!! Word “

ใช่ครับ...ผมใช้โปรแกรมเอกสารที่มีในเครื่อง พร้อมกับการเดาเครื่องมือต่างๆในการทำโปสเตอร์

จนในที่สุด....ในที่สุดก็เสร็จ สวยงามสมบูรณ์ ???

เปล่าเลยครับแค่ใช้เวลาหาเครื่องมือก็นานแล้ว มานั่งทำ Layout ไว้รอใส่รูป แต่ว่า.....

เพื่อนของโฮสต์ยังไม่ถึงบ้านเลยจ้า...ในที่สุดก็ค่ำครับ

ไม่ได้ทำอะไรเลยวันนี้ จบสิ้นจริงๆ

“เตรียมตัวรึยัง วันนี้มีงานต้องไปเล่น ไปช่วยแม่หน่อยนะ”

วันนี้มีงานพิเศษที่ต้องไปทำที่โรงแรม คือไปเล่นดนตรีนั่นเอง

ผมรีบแต่งตัวเตรียมของ หอบกีตาร์ขึ้นรถ

เรามีเวลาไม่มาก งานจะเริ่มตอน 2 ทุ่ม ตอนนี้ก็จวนเวลาแล้ว

โฮสต์แม่เลยเหยียบสุดเท้า ผ่านโค้งอันตรายแบบไม่เบรกเลย ไม่มีความกลัวในแววตาคุณแม่

ผมนี่จิกเบาะไปตลอดทางจนถึงโรงแรม....(กลัวแล้ว)

พวกเราหอบข้าวของรีบวิ่งเข้าไปในโรงแรมแห่งหนึ่ง ใหญ่พอสมควร

เป็นโรงแรมประจำของที่นี่ ส่วนใหญ่มีแต่นักธุรกิจมาพักผ่อน

ทุกเย็นจะมีกิจกรรมตรงล็อบบี้ วันนี้เป็นคิวของโฮสต์ที่ต้องมาเล่นดนตรี

ผมตื่นเต้นมากครับ เพราะได้มาเป็นผู้ช่วย การเจอคนเยอะๆ ก็ยังไม่ใช่เรื่องคุ้นเคยเท่าไร

“นี่ดอกไม้ เอาไปวางไว้ที่เปียโนนะ แล้วก็นี่เนื้อเพลง เอาไปวางตามโต๊ะ”

ผมทำหน้าที่ผู้ช่วยได้อย่างเงอะๆ งะๆ

ดีนะที่ตอนนี้ยังไม่มีใครมา ก็เลยได้มีโอกาสผิดพลาด

คนที่มาพักในโรงแรมเริ่มทยอยมานั่งจนเกือบเต็ม

และแล้วก็ถึงเวลาแสดง ทุกคนปรบมือต้อนรับ

โฮสต์โค้งคำนับ แนะนำตัวแล้วเริ่มบรรเลงเพลงอันไพเราะ

“เพราะจังเลย” ผมนั่งฟังอยู่ห่างๆ

หลังจากเล่นเพลงไปสักพักก็ถึงช่วงพิเศษ ให้ทุกคนสามารถเลือกเพลงได้

คล้ายๆ ตู้คาราโอเกะบ้านเรา เปิดหนังสือที่เตรียมไว้แล้วก็ยกมือเสนอเพลงที่ตัวเองอยากฟัง

แล้วก็มีการแซวกัน คุยกัน อย่างกับว่าคนที่มาพักทั้งหมดมาด้วยกัน ดูอบอุ่นดี

“ขอเชิญผู้ช่วยคนใหม่ของฉันออกมาแนะนำตัวหน่อย”

โฮสต์ชี้มาทางผมที่กำลังเพลินอยู่กับเสียงเพลงจนสะดุ้งตกใจ

เห้ย! ทำยังไงดีล่ะ อายจังเลย ให้ไปยืนต่อหน้าคนเยอะๆ นี่มันไม่ใช่ทางจริงๆ

ผมออกไปแบบเขินๆ แนะนำตัวเสร็จ ใครสักคนก็ถาม มาจากไหน

สักพักก็มีอีกคนถาม ทำอะไร ชอบที่นี่ไหม และก็ถามกันอีกเรื่อยๆ เห้ย! หยุดก่อน

ผมต้องให้โฮสต์แปลให้ฟังเพราะฟังไม่เข้าใจ (ออเจ้ารัวญี่ปุ่นใส่ไม่ยั้ง ข้าเป็นคนทายยยยยโว้ยยย)

 

นี่กูกำลังถูกสอบปากคำอยู่สินะ เหมือนได้เข้าห้องปกครอง แล้วยืนต่อหน้าครูใหญ่อะ

หลังจากนั้นก็มีหนุ่มคนหนึ่งลุกขึ้นแนะนำตัวกับผม ว่าเราอายุใกล้เคียงกัน

จะว่าไปทั้งหมดที่นั่งอยู่มีแต่คนอายุเลย 40 แล้วทั้งนั้น เราสองคนดูเป็นเด็กไปเลย

“อยากจะช่วยให้เล่นเพลงนี้หน่อยครับ ใกล้ถึงงานวันเกิดเขาแล้ว” ลุงคนหนึ่งพูดขึ้นมา

ผมโล่งใจมากครับ เพราะถ้าอยู่ต่ออีกสักพัก ทุกคนคงไปเที่ยวบ้านผมได้

อาจจะรู้ถึงชีวิตประจำวันและชื่อพ่อแม่ เอามาล้อผมแน่ๆ ฮ่าๆ ไปๆ ไปฟังเพลงเถอะ

 

คืนนี้ผมได้มีโอกาสเล่นกีตาร์กับโฮสต์ด้วย

ในแบบที่เราเคยซ้อมเล่นกันที่บ้าน

มันเป็นประสบการณ์ที่สนุกจริงๆ

ได้เห็นรอยยิ้ม และความสุขของผู้คนที่ตั้งใจฟังเพลงของเรา

ผมเริ่มเข้าใจความรู้สึกของโฮสต์ขึ้นมาแล้ว

ว่าทำไมถึงยังเล่นเปียโนอยู่อีก แม้มันจะไม่ได้สร้างรายได้ให้ร่ำรวย

ทำงานเหนื่อยๆ ยังต้องแบ่งเวลามาซ้อมเพลงอีก

และผมก็เห็นบางสิ่งในตัวโฮสต์ทุกครั้งที่ได้แสดงดนตรี

สิ่งนั้นก็คือ....“ความสุข”

 

ทำสิ่งที่เรารักอย่างมีความสุข แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว



วูฟญี่ปุ่นครั้งแรกก็ติดใจแล้ว EP11 : จากชาวนา มาเป็นคนตกปลา

บทนำ

จะไปเที่ยวต่างประเทศคนเดียวทั้งทีก็อยากลองไปหาประสบการณ์แปลกใหม่ดูบ้าง ครั้งแรกมันต้อง ญี่ปุ่น นี่แหละ! แดนอาทิตย์อุทัย ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นระเบียบ และความคิดสร้างสรรค์ ประเทศที่เป็นจุดหมายของใครหลายๆ คน ไม่ว่าจะมาเรียน มาเที่ยว แต่สำหรับผมมาเป็น Wwoofer!

ปลายเดือนตุลาคม-ต้นพฤศจิกายนปี 2017 จึงเป็นบทเริ่มต้นเรื่องราวของชายหนุ่มผู้แสวงหาคุณค่าของชีวิต พูดให้ดูเวอร์ไปแบบนั้น ถ้าพูดกันบ้านๆ ก็คือลูกจ้างชั่วคราวดีๆ นี่เอง ทำงานแลกที่พัก และข้าวประทังชีวิต มันต้องแบบนี้แหละ ผมเบื่อแล้วกับเมืองหลวง ตึกสูง ขอมาลองใช้ชีวิตแบบชนบทง่ายๆ สบายๆ เรียกได้ว่าเป็น Little forest ฉบับชายหนุ่มเลยก็ว่าได้

ชนบทญี่ปุ่นในการ์ตูนแบบผมได้แต่จินตนาการมันเป็นแบบไหน? ธรรมชาติ วิถีชีวิต การเกษตร แต่พอมาเจอของจริงหลายอย่างกลับไม่เป็นแบบที่เราคิด มันเปลี่ยนมุมมองของผม ผมได้พบแก่นแท้ของญี่ปุ่นจริงๆ แบบที่ไม่เคยคิดว่าจะมี ผ่านบ้านโฮสต์ที่เป็นครูสอนดนตรี ทั้งอร่อย กลมกล่อม ไพเราะ มีรอยยิ้มและน้ำตา

เดินทางไปพร้อมกันกับหมาป่าสีน้ำเงินตัวนี้ และเสียงคลื่นของจังหวัดวากายะมะ-Wakayama มาติดตามและเป็นกำลังใจไปพร้อมๆ กันเลยครับ

Chapter I : ทุกสิ่งใหม่ที่ วากายะมะ

EP1: วูฟโฮสต์เรียกว่าบ้าน สภาพแบบนี้ไม่น่าใช่!!

ที่พักสำหรับครึ่งเดือนของผม ข้างนอกอาจดูไม่ต่างจากบ้านญี่ปุ่นทั่วไป แต่ข้างในนี่สิ แม่เจ้า!!

EP2 : บ้านนอก(เขา) ไร่ข้าวริมทาง(รถไฟ)

โฮสต์ก็พาไปไร่ ไกลแค่ไหนก็ในหุบเขา ที่มีรางรถไฟตัดผ่านน่ะสิ

EP3 : เซอร์ไว (Survive) ไต้ฝุ่นมา!!

ครั้งแรกของการมาเยือนญี่ปุ่น ต้องเรียกว่าถูกที่ ถูกเวลามาก ไต้ฝุ่น ขนาดใหญ่พัดเข้าชายฝั่ง วิ่งสิครับรออะไร

EP4 : โอ้ยชีวิต! หลงทางในหมู่บ้าน

หมู่บ้านแสนสงบ คนไม่เยอะบ้านช่องสะอาดตา ชมนกชมไม้ อ้าว! หลงทาง!! ใครจะช่วยเราได้ คนก็ไม่มี

EP5 : จากพี่ชายกลายเป็น ผู้ปกครอง

วันนี้พิเศษ มีน้องๆ 3 สาวมัธยมสุดจะคาวะอี้ มาพักที่บ้านด้วย พี่ชายแสนดี ต้องไปเป็นผู้ปกครอง ทำยังไงดี?

Chapter II : อยู่เป็น

EP6 : เบนโตะของฉันอร่อยที่สุด

การที่เราต้องไปทำงานเองคนเดียวมันก็ดูเหงาๆ และที่สำคัญ ห่อข้าวไปกินเองนะ

EP7 : เจอผีญี่ปุ่น! ต้องทำยังไง

จากที่มองไปรอบๆก็ไม่มีตุ่ม ให้ลงไปซุกตัวหลบ ได้แต่บอกว่า โอยะสุมิ นอนเถอะนะ เราขอ

EP8 : บทเพลง Country Road และกลิ่นกาแฟดริป ในวันฝนตก

กิจกรรมของชาวไร่ชาวนาที่นี่ในวันที่อากาศไม่เป็นใจ มันช่างเป็นศิลปะเสียจริง

EP9 : หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน

งานเกี่ยวข้าวเสร็จไปแล้ว แต่กิจกรรมเกี่ยวกับไร่ข้าวยังไม่หมด

EP10 : เด็กขุดมัน

ใกล้เข้าฤดูหนาว หลังการเก็บเกี่ยวข้าว ก็ได้เวลาขุดมันหวาน โอโห!! มันใหญ่มาก!!

EP11 : จากชาวนา มาเป็นคนตกปลา

วันนี้ได้พักหนึ่งวัน โกทูทะเล ไปดูวิธีตกปลาแปซิฟิก

Chapter III : เราไม่เคยพูดซาโยนาระ

EP12 : ออกงานดนตรี

เพราะโฮสต์เป็นนักดนตรี เราเลยได้เป็นลูกมือ ตื่นเต้นทุกครั้งกับการเจอคนเยอะๆ

EP13 : กิจกรรมปลายเทอม ของโรงเรียนมัธยม

ทุกๆปี โรงเรียนมัธยม เด็กๆและครูจะช่วยกันจัดงานเทศกาล โอกาสดีที่เราจะได้รู้ว่าพวกเขาทำอะไรกันบ้าง

EP14 : ต้มยำกุ้ง

สิ่งสำคัญของการเชื่อมสัมพันธ์ก็คงจะต้องเป็นการทำอาหารประจำชาติ ต้มยำกุ้ง (ฉบับญี่ปุ่น)

EP15 : รุ่งสางของวันใหม่

วันสุดท้ายแล้วของการใช้ชีวิตอยู่กับโฮสต์  เรื่องราวถูกถักทอในความทรงจำ พร้อมทั้งความรู้สึกที่เชื่อมโยงเราไว้

แต่การเดินทางของผมยังไม่สิ้นสุด  มันต้องมีอีก !!

“อยากไปเที่ยวที่ไหนมั้ย?” โฮสต์ถามผมเนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุดพิเศษให้ผมได้พักผ่อน

“อยากไปทะเลครับ” ผมไม่ลังเลที่จะตอบ เรียกว่าตอบไปแบบไม่คิด ที่อื่นมีเยอะแยะทำไมต้องอยากไปทะเลเนี่ย

ทั้งที่เมืองนี้มันมีแต่ทะเลเต็มไปหมด เมืองก็ถูกล้อมรอบด้วยทะเล ทำไมไม่ตอบว่าไปภูเขา สวนดอกไม้อะไรก็ได้

ช้าก่อน! ผมกำลังคาดหวังให้โฮสต์แนะนำทะเลที่แตกต่างออกไปจากที่เคยเห็น

และผมก็สมหวังจริงๆ โฮสต์แนะนำสถานที่ขึ้นชื่อของเมืองที่ใครมาก็ต้องไปเยือน

มันก็คือเกาะที่แยกตัวออกไปจากเมืองที่นี่คือ O-shima“

ถ้าจะแปลแบบตรงๆ ก็คือ “เกาะใหญ่” ที่มีประวัติศาสตร์มาตั้งแต่สมัยสงคราม น่าตื่นเต้นใช่มั้ยล่ะ (ถูกใจมาก จะไปๆ)

โฮสต์อาสาขับรถไปส่งผมที่เกาะ เรียกว่าเอาผมไปปล่อยเกาะจะดีกว่า

เพราะตอนกลับเขาให้ผมกลับเอง (ตายล่ะหว่า หลงทางแน่กู)

เมื่อมาถึงที่หมาย ผมก็ถูกโยนลงจากรถ พร้อมทิ้งกระดาษแผ่นน้อยเขียนอะไรสักอย่างไว้ให้ดูต่างหน้า มันคือเลขรถตู้

ห๊ะ! ก็ใช่ไง เกาะแยกตัวออกมา จะเดินกลับเข้าฝั่งไม่ได้ มันมีรถตู้รับส่ง รอบรถก็มีไม่เยอะ ถ้าพลาดมึงติดเกาะแน่

หลังจากเช็คเวลา ผมก็รีบเดินไปตามป้ายบอกทาง เพื่อไปยังแลนด์มาร์คสำคัญของเกาะนี้คือ Kashinozaki Lighthouse   

ระหว่างทางจะเจอกับพิพิธภัณฑ์ โฮสต์แนะนำว่าให้เข้าดูประวัติของเกาะนี้ ผมตรงดิ่งเข้าไปไม่รีรอด้วยความอยากรู้อยากเห็น

ผมหยุดอยู่ที่หน้าทางเข้า มองป้ายเขียนว่า ค่าเข้า 1,500 เยน ทำเอาความใฝ่รู้ของผมจบสิ้น

ไม่ไหวโว้ย!! กูมาแบบมีเงินติดตัวเท่าหอยเบี้ย ไหนจะค่าข้าว ค่ารถอีก เผื่อหลงทางอีก ครั้งนี้ความงกมันชนะความอยากได้

เหมือนสวรรค์จะเห็นใจบริเวณนั้นมีป้ายที่เขียนประวัติย่อไว้ให้ ฮ่าๆ ได้ความว่า เกาะนี้เคยโดนโจมตีจากผู้รุกราน

แล้วก็มีเรือรบของประเทศตุรกี มาช่วยไว้ทำให้เกาะไม่ถูกระเบิดทำลาย

จึงกลายมาเป็นเรื่องราวความสัมพันธ์อันดีงามของคนเมืองนี้กับประเทศตุรกี

จบบริบูรณ์ ไม่เสียเงิน ของฟรีรู้เท่านี้ก็พอแล้วอย่าบ่น

เดินไปได้ไม่นานเราก็จะพบกับร้านขายพรม ขายผ้าต่างๆ แน่นอนว่าเป็นของแท้จากตุรกี

รวมถึงมีร้านอาหารและคาเฟ่ ให้ได้สัมผัสบรรยากาศตุรกีกันอย่างใกล้ชิด

เดินไปอีก ไปอีก โอ้ย ไกลจัง ไม่ถึงสักทีไอ้ประภาคารเนี่ย มันอยู่สุดขอบเกาะเลย ปกติจะมีรถเล็กให้บริการ

แต่วันนี้ไม่ปกติไง ไม่มีผ่านมาสักคัน ผมจึงต้องหอบสังขารเดินต่อไป

และแล้วก็มาถึงสักที Lighthouse สีขาวเด่นสวยงาม มีประวัติเป็นภาษาญี่ปุ่นให้อ่าน

ผมตั้งใจมองป้ายแล้วก็พยักหน้า ให้คนข้างๆ เห็นว่า กูเข้าใจนะ มันสุดยอดมาก คุ้มมากที่มา แต่ก็นั่นแหละอ่านไม่ออกสักตัว

รวมๆ แล้วจุดหมายของผมคือมาดูทะเล และมันก็คุ้มมาก วิวทะเลตรงนี้มันสวยจริงๆ

ชื่นชมความงามของทะเล อากาศเย็นๆ ลมพัดใส่หน้าคิดว่าจะนอนพักสักงีบ

เพราะเห็นคนมานั่งกินข้าว มานอนเล่น ที่นี่คงเป็นสถานที่พักผ่อนของคนแถวนี้ คล้ายๆ สวนสาธารณะ

นั่งมองเหยี่ยวที่กำลังบินโฉบหาเหยื่อ สายตาก็ไปสะดุดกับลุงคนหนึ่งหอบข้าวของพะรุงพะรัง

ใส่ชุดเหมือนจะไปทำงาน แบกถุงอะไรสักอย่างยาวๆ ปีนข้ามรั้วกั้นริมหน้าผา เดี๋ยวๆ ลุง! ตรงนี้ห้ามลงไม่ใช่รึ

ต่อมเสือกของผมเริ่มทำงาน ผมอยากรู้ว่ามันมีทางสำหรับไปที่ไหนสักแห่งแน่นอนและมันน่าจะแจ่ม!

ไม่รอช้าผมแอบปีนข้ามรั้วตามลุง แล้วเดินลอดต้นไม้เข้าไปสักพัก

เห็นช่องทางลงมีเชือกยาวๆ มัดไว้กับต้นไม้ มัดเป็นระยะๆ ลงไปตามโขดหิน เข้! นี่มันทางลงหน้าผา

ผมรีบปีนตามลงไปได้ชั้นหนึ่ง มองลงไปเป็น โขดหิน ซับซ้อนมากมาย คลื่นทะเลสีฟ้าสดซัดกระทบหินเสียงดัง

ไม่มีชายหาด มีแต่โขดหินเต็มไปหมด เห้ย!! นี่ไงทะเลแปลกใหม่ที่เราต้องการ

ผมกวาดสายตาไปเรื่อยๆ เห็นสิ่งมีชีวิตบางอย่าง มองเห็นตัวเล็กๆ อยู่ไกลๆ กำลังนั่งทำอะไรสักอย่าง

อ้าว! นั่นมันลุงคนตะกี้นี่หว่า เห็นท่าทางไม่มีพิษภัย ผมจึงปีนเชือกลงไปตามโขดหิน อย่างเสียวกูบอกเลย

ตกลงไปขาหักแน่นอน กว่าจะถึงพื้นกูนี่เกร็งจนเยี่ยวเหนียว  พอมองกลับขึ้นไปโคตรจะสูง ฮ่าๆ (จะกลับขึ้นไปยังไงฟะ)

ในที่สุดก็ได้สัมผัสทะเลญี่ปุ่นแบบใกล้ชิด ผมเดินตามหาลุง ตอนนี้รู้แล้วว่าแกมาตกปลา ผมเข้าไปคุยกับแก

ลุงใจดีและเป็นมิตรมาก แกบอกว่าอยากลองตกปลาดูมั้ย แกบอกคิดถึงลูกชายตอนเด็กๆ ชอบมาตกปลากัน

ตอนนี้ไปไหนไม่รู้ ไม่ได้ถาม ผมไม่เคยตกปลานะ คิดว่าตอนเบ็ดเกี่ยวปากมันต้องเจ็บแน่ๆ กลัวปลามันเจ็บ

แต่มาครั้งนี้ มันพิเศษ เห้ย! ครั้งแรกเลยนะ ทะเลแปซิฟิก ตกปลาแบบที่เคยเห็นในสารคดีไง อาจจะได้ฉลามก็เป็นได้

ผมตอบตกลง แกเลยแนะนำว่า เราต้องใช้กุ้งแช่แข็งพวกนี้ บดให้มันเป็นชิ้นเล็กๆ ผมคิดว่าแกจะเอากุ้งเป็นเหยื่อปลาแต่ไม่ใช่

มันเอาไว้เป็นเหยื่อล่อให้ปลามารวมตัวกัน พวกปลาเล็กๆ มากินกุ้ง แล้วพวกปลาใหญ่ๆ ก็จะตามมาร่วมวง

แล้วเราก็จะใช้เบ็ด ซึ่งใช้เหยื่อปลอม ล่อให้ปลาตัวใหญ่ติดกับ แม่เจ้า!!! เขาทำกันแบบนี้นี่เอง

“โม่ๆๆๆๆ” ผมเรียกปลาเก๋าแบบที่เคยเห็นเขาทำ (สิ้นคิดมาก) ลุงให้ผมเป็นคนโยนกุ้ง ส่วนแกก็แกว่งเบ็ดไปมา

คิดว่ามันจะใช้เวลานานกว่านี้แต่เพียงชั่วอึดใจ แกก็กระดก !! กระดกเบ็ดขึ้นมาพร้อมปลาตัวใหญ่?

เปล่าแกกระดกเบียร์ หมดไปสามป๋องละ ยังไม่มีทีท่าว่าจะมีปลาเลย ฮ่าๆ นี่กูโยนกุ้งจนปวดแขนละเนี่ย

แกหยุดคิดนิดนึง มองไปรอบๆ แล้วแกก็ชี้ “ตรงนั้นๆ ตามมาๆ” ไม่ทันขาดคำแกก็ย้ายที่ไปโขดหินใหม่

ครั้งนี้มันได้ผล สักพักแกก็กระตุกเบ็ด เยสสสสสสสส !! ได้ปลาแล้วโว้ยยยยยยยยย

ปลาตัวแรก หน้าตาคล้ายๆ ปลานิลแต่สีสวยกว่า มันคือปลาหมอสีรึเปล่าวะเนี่ย

“จี๊ ไซ” มันเล็กไปแกบอกผม แล้วก็โยนปลากลับลงทะเล อ้าวลุง! ขนาดเท่าฝ่ามือ บ้านผมเอาไปทำต้มยำอร่อยเลยนะ

แกบอกว่ามันเด็กเกินไป พวกนี้เป็นลูกปลา ต้องปล่อยให้มันเติบโต (ลุงมีความรักทะเลอย่างเข้าใจ นับถือมาก)

มันต้องได้ตัวละสองสามกิโลขึ้นไป (น่าจะตัวใหญ่มาก) ลุงบอกได้มาก็ถ่ายรูปไว้ เป็นงานอดิเรก

แล้วก็ต้องพึ่งโชคด้วย บางวันก็ได้หลายตัว บางวันก็ไม่ได้อะไรเลย ถ้าโชคดีได้เยอะก็เอากลับไปทำอาหาร

ตะวันเริ่มคล้อยเย็นผมบอกลาและขอบคุณคุณลุงที่ช่วยสอนการตกปลา

แล้วก็เดินสำรวจไปทั่วชายหิน ใช่ครับมันมีแต่หินเต็มไปหมด เหมือนหินภูเขาไฟดำๆ แข็งๆ

แต่พอเอามือสัมผัสมันรู้สึกเย็นมาก เหมือนเอาหินไปแช่เย็น ผมจึงหาที่หลบตามซอกหินแล้วก็ล้มตัวลง

นอนแนบไปกับโขดหิน โคตรสบาย เย็นๆ เสียงคลื่นกระทบฝั่ง ซ่าซ่า...

ผมสังเกตเห็นกลุ่มสิ่งมีชีวิตบางอย่าง เชรด! มันคือหอย หอยเต็มเลย น่าจะเป็นหอยนางรมด้วย

“ลาภปากแล้วกู” ตอนนั้นคิดอยากจะลองชิมดูสักตัว

พยายามทั้งดึง ทั้งทุบ งัดแงะ ไม่หลุดอ่ะ แข็งแรงมาก เออ..ไม่กินก็ได้วะ!

ถึงเวลากลับ ไม่มีแผนจะไปเที่ยวที่อื่นต่อ เพราะความขี้เกียจ

การกลับขึ้นไปข้างบน ต้องปีนอย่างเดียว ดึงเชือกขึ้นไป

จังหวะที่กำลังเอื้อมมือ ไปเกาะโขดหินเพื่อจะปีนกลับขึ้นไปนั้น

พรึ๊ดดดดด ตุบ! โอ๊ย!! ร่วงจ้า เจ็บจริงจัง คิดว่าแขนหัก ปวดมาก

ร่วงจากชั้นหินลงมากองกับพื้น สถาพเหมือนมะเขือเทศตกตึก..เละ!

คุณลุงได้ยินเสียงผมโอยครวญเลยรีบวิ่งมาดู

“เจ็บรึเปล่า? ไปโรงพยาบาลมั้ย”

ผมรีบส่ายหัวแล้วบอกว่าไม่เป็นไร คือรู้เลยถ้าไปหาหมอแมร่งต้องหมดตูดแน่นอน (ใกล้ตายแล้วยังจะงกอีก)

คุณลุงบอกว่ามีอีกทางหนึ่งของเกาะไม่ไกลจากตรงนี้มีทางขึ้นที่ดีกว่านี้

แล้วแกก็เดินมาส่งผม ได้เห็นความอบอุ่นใจดีของลุงผมก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว

น้ำตาซึมออกมา ไม่ได้ซาบซึ้งจนร้องไห้นะ แต่เจ็บแขนมาก งือ.....แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณลุงจริงๆ

เกือบไม่ทันรอบรถตู้ ผมรีบวิ่งมาที่ป้ายด้วยความเจ็บช้ำจากความง่าวของตัวเอง

ต้องนั่งรถไปลงที่สถานีรถไฟในเมืองเพื่อขึ้นรถไฟรอบเย็นกลับบ้าน....ต้องไปให้ทัน!

และแล้วในที่สุดรถไฟรอบสุดท้ายของวันนี้ก็ได้พาผมกลับมาถึงบ้านได้ทันเวลา ไม่ติดเกาะ ไม่หลง แต่ร่วง!!

ระยะทางบ้านโฮสต์อยู่ห่างจากสถานีพอประมาณ ไกลนิดนึงแต่สามารถเดินกลับได้

ระหว่างทางก่อนถึงบ้านผมจึงตัดสินใจแวะไปดูพระอาทิตย์ตกริมทะเล

วันนี้ท้องฟ้ายามเย็นสวยมาก ผมนั่งมองมันอยู่แบบนั้นจนเกือบมืด

ทางกลับบ้านเงียบจริงๆ วังเวงมาก นานๆ รถจะวิ่งผ่านมาสักคัน รู้สึกว่ามืดเร็วมาก

จนมีคันหนึ่งมาจอดข้างหน้าผม แสงไฟส่องหน้า ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งลงจากรถวิ่งเข้ามากอดผมไว้แน่น

 

“นึกว่าหลงทางซะแล้ว ดีใจที่กลับมาได้นะ”

ครั้งนี้ผมน้ำตาไหลจริงๆ ไม่ใช่เพราะเจ็บตัว

แต่เพราะรับรู้ได้ถึงความรู้สึก.....ห่วงใย

“ทะเลแถวบ้านเราสวยกว่าที่เกาะมากเลย  กลับบ้านกันเถอะครับ” 



วูฟญี่ปุ่นครั้งแรกก็ติดใจแล้ว EP10 : เด็กขุดมัน

บทนำ

จะไปเที่ยวต่างประเทศคนเดียวทั้งทีก็อยากลองไปหาประสบการณ์แปลกใหม่ดูบ้าง ครั้งแรกมันต้อง ญี่ปุ่น นี่แหละ! แดนอาทิตย์อุทัย ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นระเบียบ และความคิดสร้างสรรค์ ประเทศที่เป็นจุดหมายของใครหลายๆ คน ไม่ว่าจะมาเรียน มาเที่ยว แต่สำหรับผมมาเป็น Wwoofer!

ปลายเดือนตุลาคม-ต้นพฤศจิกายนปี 2017 จึงเป็นบทเริ่มต้นเรื่องราวของชายหนุ่มผู้แสวงหาคุณค่าของชีวิต พูดให้ดูเวอร์ไปแบบนั้น ถ้าพูดกันบ้านๆ ก็คือลูกจ้างชั่วคราวดีๆ นี่เอง ทำงานแลกที่พัก และข้าวประทังชีวิต มันต้องแบบนี้แหละ ผมเบื่อแล้วกับเมืองหลวง ตึกสูง ขอมาลองใช้ชีวิตแบบชนบทง่ายๆ สบายๆ เรียกได้ว่าเป็น Little forest ฉบับชายหนุ่มเลยก็ว่าได้

ชนบทญี่ปุ่นในการ์ตูนแบบผมได้แต่จินตนาการมันเป็นแบบไหน? ธรรมชาติ วิถีชีวิต การเกษตร แต่พอมาเจอของจริงหลายอย่างกลับไม่เป็นแบบที่เราคิด มันเปลี่ยนมุมมองของผม ผมได้พบแก่นแท้ของญี่ปุ่นจริงๆ แบบที่ไม่เคยคิดว่าจะมี ผ่านบ้านโฮสต์ที่เป็นครูสอนดนตรี ทั้งอร่อย กลมกล่อม ไพเราะ มีรอยยิ้มและน้ำตา

เดินทางไปพร้อมกันกับหมาป่าสีน้ำเงินตัวนี้ และเสียงคลื่นของจังหวัดวากายะมะ-Wakayama มาติดตามและเป็นกำลังใจไปพร้อมๆ กันเลยครับ

Chapter I : ทุกสิ่งใหม่ที่ วากายะมะ

EP1: วูฟโฮสต์เรียกว่าบ้าน สภาพแบบนี้ไม่น่าใช่!!

ที่พักสำหรับครึ่งเดือนของผม ข้างนอกอาจดูไม่ต่างจากบ้านญี่ปุ่นทั่วไป แต่ข้างในนี่สิ แม่เจ้า!!

EP2 : บ้านนอก(เขา) ไร่ข้าวริมทาง(รถไฟ)

โฮสต์ก็พาไปไร่ ไกลแค่ไหนก็ในหุบเขา ที่มีรางรถไฟตัดผ่านน่ะสิ

EP3 : เซอร์ไว (Survive) ไต้ฝุ่นมา!!

ครั้งแรกของการมาเยือนญี่ปุ่น ต้องเรียกว่าถูกที่ ถูกเวลามาก ไต้ฝุ่น ขนาดใหญ่พัดเข้าชายฝั่ง วิ่งสิครับรออะไร

EP4 : โอ้ยชีวิต! หลงทางในหมู่บ้าน

หมู่บ้านแสนสงบ คนไม่เยอะบ้านช่องสะอาดตา ชมนกชมไม้ อ้าว! หลงทาง!! ใครจะช่วยเราได้ คนก็ไม่มี

EP5 : จากพี่ชายกลายเป็น ผู้ปกครอง

วันนี้พิเศษ มีน้องๆ 3 สาวมัธยมสุดจะคาวะอี้ มาพักที่บ้านด้วย พี่ชายแสนดี ต้องไปเป็นผู้ปกครอง ทำยังไงดี?

Chapter II : อยู่เป็น

EP6 : เบนโตะของฉันอร่อยที่สุด

การที่เราต้องไปทำงานเองคนเดียวมันก็ดูเหงาๆ และที่สำคัญ ห่อข้าวไปกินเองนะ

EP7 : เจอผีญี่ปุ่น! ต้องทำยังไง

จากที่มองไปรอบๆก็ไม่มีตุ่ม ให้ลงไปซุกตัวหลบ ได้แต่บอกว่า โอยะสุมิ นอนเถอะนะ เราขอ

EP8 : บทเพลง Country Road และกลิ่นกาแฟดริป ในวันฝนตก

กิจกรรมของชาวไร่ชาวนาที่นี่ในวันที่อากาศไม่เป็นใจ มันช่างเป็นศิลปะเสียจริง

EP9 : หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน

งานเกี่ยวข้าวเสร็จไปแล้ว แต่กิจกรรมเกี่ยวกับไร่ข้าวยังไม่หมด

EP10 : เด็กขุดมัน

ใกล้เข้าฤดูหนาว หลังการเก็บเกี่ยวข้าว ก็ได้เวลาขุดมันหวาน โอโห!! มันใหญ่มาก!!

EP11 : จากชาวนา มาเป็นคนตกปลา

วันนี้ได้พักหนึ่งวัน โกทูทะเล ไปดูวิธีตกปลาแปซิฟิก

รถมินิของพวกเราขับไปตามถนนโดยมีธรรมชาติขนาบสองข้างทาง

ด้านหนึ่งเป็นภูเขา ส่วนอีกด้านเป็นทะเลสีคราม ท้องฟ้าแจ่มใสมาก

วันนี้มากับโฮสต์คุณพ่อ คุณลุงใจดี ที่ชอบพาผมไปหาของกินแปลกใหม่อยู่เสมอ

ผมมีงานใหม่ต้องทำ เรากำลังมุ่งหน้าลงใต้ ไปยังปลายสุดในแผนที่ของเมืองวากายะมะ

ปลายสุดจริงๆ นะเห้ย! ถ้าไม่เชื่อเปิดดูเลย จะเห็นติ่งเล็กๆ ในแผนที่

โฮสต์บอกว่าหลังเว้นช่วงจากการทำนา เราจะปลูกมันหวานเอาไว้

เพราะว่าหัวมันเก็บไว้ได้นาน สามารถนำมาประกอบอาหารในหน้าหนาวได้

ใช้เวลาเกือบชั่วโมง เราก็มาถึงไร่มันหวาน ไกลมาก (เอากูมาทิ้งตรงนี้กลับบ้านไม่เป็นแน่นอน)

ญี่ปุ่นเรียกมันหวาน บ้านเราน่าจะเรียกมันเทศนะ หัวสีแดง ใบแฉกๆ เหมือนกัน

ส่วนมันหวาน จะหวานจริงๆ รึเปล่าอันนี้ไม่รู้ ฮ่าๆ

“วันนี้ออกแรงหน่อยนะ”

โฮสต์บอกผมขณะแสดงวิธีการขุดมันให้ดูด้วยความขึงขัง

ประเมินผมน้อยไปแล้ว เห็นแบบนี้ที่บ้านยายเคยปลูกมันมาก่อน งานนี้สบายมาก!

เริ่มจากการถางหญ้าตามร่องออกให้หมดก่อน

เพื่อให้เรามองเห็นต้นและโคนของหัวมัน จะได้ขุดง่ายขึ้นนั่นเอง

จากนั้นก็ลงมือขุดกันได้เลย ใช้เสียมขนาดเล็กจามลงไปในดิน

เพื่อขุดเอาหัวมันขึ้นมา เล็งให้ดีนะ อย่าให้ใกล้ต้นเกินไป เดี๋ยวเสียมจะโดนหัวมัน

สวบ!! เสียงนี้ชัดเลย เสียมไปโดนหัวมันแล้ว (ก็บอกให้ระวังไง)

เห้ย! บ้าไปแล้ว ผมคิดว่าประสบการณ์ขุดมันของผมดีพอ

เล็งให้ห่างจากต้นแล้วนะ แต่ผมประมาทหัวมันของญี่ปุ่นเกินไป

โฮสต์เห็นท่าไม่ดี เลยมาทำให้ดูอีกรอบ (จะรำคาญกูมั้ยเนี่ย สอนไม่จำ)

หลังจากถางหญ้าออก ต้องเอาเสียมค่อยๆ เสียบลงไปด้านใต้โคนของต้นมัน

แล้วงัดหัวมันขึ้นมาพร้อมกันทั้งหมด เพื่อไม่ให้หัวมันโดนคมเสียมเสียหาย

ค่อยๆ ขยับดิน ขุดดินออก แล้วงัดขึ้นมา อาจจะใช้จอบขนาดใหญ่ช่วยงัดก็ได้

“แม่เจ้า!!!”

ผมตกใจกับหัวมันที่เห็นตรงหน้า

มันใหญ่มาก ใหญ่ทั้งพวง ใหญ่จริงจัง เป็นดุ้นๆ เป็นลำๆ

ถ้าเทียบกับมันเทศในสวนของยายแล้ว..... เอิ่ม..ขนาดห่างกันลิบลับ

นี่สินะ ความยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่น ฮ่าๆ

หลังจากแนะนำอย่างเข้มงวด โฮสต์ก็จากผมไปทำธุระ

ทิ้งผมไว้กับมัน...ทั้งไร่ (ใครก็ได้ช่วยที)

พอรู้วิธีที่ถูกต้องผมก็ตั้งใจขุดมากขึ้น ค่อยๆ ทำ ไม่ประมาท การขุดมันไม่ได้ง่ายอีกต่อไปแล้ว

ผมสังเกตว่า เวลาขุดดินขึ้นมา จะเจอไส้เดือนตลอด บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของดินแถบนี้

ใช้เวลาขุดไปนานพอสมควร ได้หัวมันมาเต็มกระบะโดยประมาณ (ส่วนใหญ่ หัก เละ เสีย เค๊าขอโต๊ด... )

สักพักก็มีคนมาช่วยผมขุดมัน (เย้ รอดแล้ว)

“คนนิจิวะ” เพื่อนบ้านของโฮสต์นั่นเอง

จริงๆ แล้วไร่มันหวานตรงนี้เป็นของเพื่อนโฮสต์ แต่ว่าโฮสต์มาช่วยเขาทำด้วย

เพราะก่อนหน้านี้เขาไปช่วยทำนา เป็นอะไรที่ดีนะ ใครมีอะไรก็ไปช่วยกัน

เพื่อนโฮสต์มาพร้อมกับลูกสองคน เด็กๆ น่ารักกันมาก

แต่งตัวและเตรียมอุปกรณ์มาพร้อมสำหรับขุดมัน

แต่แล้วภาพที่ผมไม่เคยเห็นก็เกิดขึ้น....

 

ทั้งสองคนไม่ได้ใช้เสียมหรือจอบในการขุดมัน แต่ใช่มือ!!

น้องหนู....จะขุดแบบนี้ไม่ได้! แม่แซวว่าขุดดินเหมือนสุนัขเลย

ตอนอยู่บ้านก็ชอบขุดเลียนแบบสุนัขที่บ้าน ก็เลยคิดว่าพามาขุดมันคงสนุกกว่า (ลูกนะแม่..ไม่ใช่หมา)

ผมชอบการเลี้ยงลูกของที่นี่มากๆ

เขาจะสอนลูกผ่านการปฏิบัติเป็นหลัก ส่วนเรื่องเรียนในหนังสือเป็นรอง

โดยให้เด็กๆ ได้ลองทำสิ่งที่ชอบ อยากทำอะไรก็ให้ลองลงมือทำด้วยตัวเอง

แล้วก็แนะนำสั่งสอนผ่านการเรียนรู้จากสิ่งเหล่านั้น

 

“มาแข่งกันเถอะ” พี่ชายชวนน้องสาวแข่งขุดมัน

ว่าใครจะได้มันเยอะกว่า ขุดกันอยู่สักพักก็ได้หัวมันมาเต็มกระบะ

พูดกันตรงๆ กูนี่หงอยไปเลย ขุดตั้งนานยังไม่ได้เท่าเด็ก แถมเสียหายเยอะด้วย

แต่ของเด็กๆ นั้นได้เยอะและหัวมันก็สวยสมบูรณ์ไร้ที่ติ กราบ.....

ผลการแข่งขัน พี่ชายเป็นฝ่ายชนะ แต่สิ่งที่ผมประทับใจก็คือ

พี่ชายยกให้น้องสาวเป็นคนชนะ โดยให้เหตุผลว่า หัวมันของน้องสาวลูกใหญ่และสวยกว่าของเขา

สมกับเป็นพี่ชายจริงๆ สุดยอดมาก แค่การขุดมันก็ปลูกฝังสิ่งดีๆ ให้เด็กได้แล้ว นี่คือสิ่งที่ญี่ปุ่นควรได้รับการยกย่อง

การขุดมันวันนี้ยังไม่เสร็จแต่ว่าเราต้องกลับกันก่อน

โฮสต์คุณพ่อพาผมแวะร้านอาหารริมทาง เป็นร้านใหญ่พอสมควร

อยู่ติดกับถนน มีนักท่องเที่ยวไม่มากนัก

วันนี้มีเมนู เทมปุระ ขนานแท้ของที่นี่ในราคาแสนถูก

“กรอบ อร่อยมากกกกกก” เนื้อแป้งไม่แข็ง ปลา กุ้ง นุ่มอร่อย

โฮสต์บอกว่าตรงนี้เป็นจุดท่องเที่ยวปลายสุดของเมือง

และเป็นท่าเรือขนส่งสินค้าไปยังเมืองใหญ่ๆ ของญี่ปุ่น

หลังจากอิ่มท้องเราก็เดินเล่นกันในสวนริมทะเล

โฮสต์พาไปดูพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก ข้างในจัดแสดงเรื่องราวเก่าแก่

เกี่ยวกับการดำน้ำและการค้นหาไข่มุก

พื้นที่แห่งนี้สมัยก่อนนั้นขึ้นชื่อมากเรื่องไข่มุก

มีอุปกรณ์และเครื่องประดับของจักรพรรดิที่ตกแต่งด้วยไข่มุกมากมายหลายชิ้น

ซึ่งไข่มุกที่ได้ก็มาจากทะเลตรงนี้และช่างฝีมือพื้นบ้านของที่นี่เป็นคนทำ

ผมสนุกมากกับการศึกษาของโบราณเหล่านี้

มันดูมีคุณค่า มีเรื่องราวผ่านกาลเวลา ถึงแม้ว่าพิพิธภัณฑ์ตรงนี้คนจะเข้ามาดูไม่เยอะ

แต่ก็มีเจ้าหน้าที่คอยดูแล ทั้งเรื่องให้ความรู้และการรักษาชิ้นงาน

ผมเคยไปพิพิธภัณฑ์ในไทย หลายที่ถูกปล่อยทิ้งร้าง ไร้การดูแลรักษา

ผมอยากได้ความรู้ก็ไม่รู้จะถามใคร จะกดฟังเสียงเครื่องก็พัง

ชิ้นงานต่างๆ ก็ทิ้งให้ฝุ่นเกาะหนายิ่งกว่าฝุ่นถนน

มันเจ็บปวดตรงที่ยังเก็บค่าเข้า แถมหลอกฝรั่งให้ไปดูอีก พูดแล้วจะร้องไห้

ทั้งที่มันเป็นของพื้นถิ่น ของที่ควรค่าแก่การดูแล อยากให้บ้านเราช่วยกันดูแลหน่อย (บ่น บ่น บ่น )

ก่อนถึงบ้าน โฮสต์แวะบ้านเพื่อนเอามันหวานที่ขุดได้วันนี้ไปส่ง

เจอสุนัขตัวหนึ่งเป็นมิตรมาก น้องยืนรอเจ้าของ เอ็นดูจริงๆ (โระคุไม่เห็นรอกูแบบนี้บ้างเลย)

มันหวานวันนี้เราแบ่งมานิดหน่อย

โฮสต์บอกว่า หัวมันที่ใหญ่และสวยจะให้เพื่อนเพื่อเอาไปขาย

ส่วนที่เสียหาย (ส่วนมากเกิดจากฝีมือผม)

โฮสต์จะนำกลับมาที่บ้าน ผัด ทอด กินกับข้าว หรือเผากินก็ได้

ส่วนที่เหลือก็จะนำไปต้มให้สุก บดละเอียด นำไปเป็นอาหารให้ไก่ต่อไป

วันนี้ได้ลองกินมันเผาหวานๆ หอมอร่อย ในอากาศหนาวๆ แอร๊ยยย ฟินนนน

 

“จงรักมัน แล้วมันจะรักคุณ”



วูฟญี่ปุ่นครั้งแรกก็ติดใจแล้ว EP9 : หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน

บทนำ

จะไปเที่ยวต่างประเทศคนเดียวทั้งทีก็อยากลองไปหาประสบการณ์แปลกใหม่ดูบ้าง ครั้งแรกมันต้อง ญี่ปุ่น นี่แหละ! แดนอาทิตย์อุทัย ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นระเบียบ และความคิดสร้างสรรค์ ประเทศที่เป็นจุดหมายของใครหลายๆ คน ไม่ว่าจะมาเรียน มาเที่ยว แต่สำหรับผมมาเป็น Wwoofer!

ปลายเดือนตุลาคม-ต้นพฤศจิกายนปี 2017 จึงเป็นบทเริ่มต้นเรื่องราวของชายหนุ่มผู้แสวงหาคุณค่าของชีวิต พูดให้ดูเวอร์ไปแบบนั้น ถ้าพูดกันบ้านๆ ก็คือลูกจ้างชั่วคราวดีๆ นี่เอง ทำงานแลกที่พัก และข้าวประทังชีวิต มันต้องแบบนี้แหละ ผมเบื่อแล้วกับเมืองหลวง ตึกสูง ขอมาลองใช้ชีวิตแบบชนบทง่ายๆ สบายๆ เรียกได้ว่าเป็น Little forest ฉบับชายหนุ่มเลยก็ว่าได้

ชนบทญี่ปุ่นในการ์ตูนแบบผมได้แต่จินตนาการมันเป็นแบบไหน? ธรรมชาติ วิถีชีวิต การเกษตร แต่พอมาเจอของจริงหลายอย่างกลับไม่เป็นแบบที่เราคิด มันเปลี่ยนมุมมองของผม ผมได้พบแก่นแท้ของญี่ปุ่นจริงๆ แบบที่ไม่เคยคิดว่าจะมี ผ่านบ้านโฮสต์ที่เป็นครูสอนดนตรี ทั้งอร่อย กลมกล่อม ไพเราะ มีรอยยิ้มและน้ำตา

เดินทางไปพร้อมกันกับหมาป่าสีน้ำเงินตัวนี้ และเสียงคลื่นของจังหวัดวากายะมะ-Wakayama มาติดตามและเป็นกำลังใจไปพร้อมๆ กันเลยครับ

Chapter I : ทุกสิ่งใหม่ที่ วากายะมะ

EP1: วูฟโฮสต์เรียกว่าบ้าน สภาพแบบนี้ไม่น่าใช่!!

ที่พักสำหรับครึ่งเดือนของผม ข้างนอกอาจดูไม่ต่างจากบ้านญี่ปุ่นทั่วไป แต่ข้างในนี่สิ แม่เจ้า!!

EP2 : บ้านนอก(เขา) ไร่ข้าวริมทาง(รถไฟ)

โฮสต์ก็พาไปไร่ ไกลแค่ไหนก็ในหุบเขา ที่มีรางรถไฟตัดผ่านน่ะสิ

EP3 : เซอร์ไว (Survive) ไต้ฝุ่นมา!!

ครั้งแรกของการมาเยือนญี่ปุ่น ต้องเรียกว่าถูกที่ ถูกเวลามาก ไต้ฝุ่น ขนาดใหญ่พัดเข้าชายฝั่ง วิ่งสิครับรออะไร

EP4 : โอ้ยชีวิต! หลงทางในหมู่บ้าน

หมู่บ้านแสนสงบ คนไม่เยอะบ้านช่องสะอาดตา ชมนกชมไม้ อ้าว! หลงทาง!! ใครจะช่วยเราได้ คนก็ไม่มี

EP5 : จากพี่ชายกลายเป็น ผู้ปกครอง

วันนี้พิเศษ มีน้องๆ 3 สาวมัธยมสุดจะคาวะอี้ มาพักที่บ้านด้วย พี่ชายแสนดี ต้องไปเป็นผู้ปกครอง ทำยังไงดี?

Chapter II : อยู่เป็น

EP6 : เบนโตะของฉันอร่อยที่สุด

การที่เราต้องไปทำงานเองคนเดียวมันก็ดูเหงาๆ และที่สำคัญ ห่อข้าวไปกินเองนะ

EP7 : เจอผีญี่ปุ่น! ต้องทำยังไง

จากที่มองไปรอบๆก็ไม่มีตุ่ม ให้ลงไปซุกตัวหลบ ได้แต่บอกว่า โอยะสุมิ นอนเถอะนะ เราขอ

EP8 : บทเพลง Country Road และกลิ่นกาแฟดริป ในวันฝนตก

กิจกรรมของชาวไร่ชาวนาที่นี่ในวันที่อากาศไม่เป็นใจ มันช่างเป็นศิลปะเสียจริง

EP9 : หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน

งานเกี่ยวข้าวเสร็จไปแล้ว แต่กิจกรรมเกี่ยวกับไร่ข้าวยังไม่หมด

EP10 : เด็กขุดมัน

ใกล้เข้าฤดูหนาว หลังการเก็บเกี่ยวข้าว ก็ได้เวลาขุดมันหวาน โอโห!! มันใหญ่มาก!!

EP11 : จากชาวนา มาเป็นคนตกปลา

วันนี้ได้พักหนึ่งวัน โกทูทะเล ไปดูวิธีตกปลาแปซิฟิก

กิจกรรมหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตรอบแรกได้เสร็จสิ้นลงไปแล้ว แต่งานของผมยังไม่เสร็จสมบูรณ์

มีอะไรให้ทำอีก จัดมาเลยครับโฮสต์! ว่าแล้วผมก็โดนจี้ขึ้นรถ มุ่งหน้าไปยังไร่ข้าวที่เดิม

กลิ่นหอมของดินยังลอยคลุ้ง ตอฟางยังตั้งชูชัน

สายลมพัดกลิ่นต้นข้าวเตะจมูก มาแล้วสินะ กิจกรรมชาวนา

ตอนนี้ข้าวในไร่บางส่วนได้ถูกเกี่ยวไปแล้วแต่มีบางส่วนที่ยังเขียวสดอยู่

ตอนแรกก็งงนะ ปกติแถวบ้านเราเวลาทำนาเนี่ย ทำพร้อมกันเลย คือใครมีกี่ไร่ก็ทำหมดทุ่งในคราวเดียว

เวลามันโตก็จะโตพร้อมกัน เก็บเกี่ยวพร้อมกัน

แต่ของที่นี่ไม่ใช่อะ เพราะที่นี่ไม่ได้มีฤดูฝนหรือฤดูร้อนแยกชัดเจนแบบบ้านเราไง

ไอ้ตอนช่วงฝนตก มันก็จะตกปนกับหน้าร้อนด้วย

ทีนี้ช่วงที่ฝนไม่ตก เวลาเขาจะปลูกข้าวก็จะสูบน้ำขึ้นมาจากคลองข้างๆ

ซึ่งน้ำในคลองเล็กๆ นี้ไหลมาจากภูเขาโน้น แถมยังไหลตลอดทั้งปีด้วย

ก็เลยสามารถปลูกข้าวได้หลายช่วงเวลา คิดว่าเป็นข้อดีของที่นี่เลยล่ะ

 

แล้วผมต้องทำอะไร? แน่นอนว่าตอนนี้มีบางส่วนของต้นข้าวที่กำลังโต

ช่วงปลูกแรกๆ ตอนที่ต้นข้าวยังเล็กเขาจะใช้ตาข่ายกั้นคอกไว้

รวมถึงมีลวดไฟฟ้าด้วย เอาไว้กันสัตว์ต่างๆ อย่างเช่น กวาง ที่อาศัยอยู่บริเวณภูเขาแถบนี้

ตกกลางคืนมันจะลงมาหาอาหารด้านล่าง ทำลายต้นข้าวเสียหายไปเยอะ

สิ่งที่ผมต้องทำคือ เก็บลวดกับตาข่ายพวกนี้ออก เพราะตอนนี้ต้นข้าวโตแล้วจ้า

มาเริ่มกันเลย! อย่างแรกที่คุณต้องมีคือ ถุงมือพลาสติกแบบกันน้ำ แล้วก็เคียวเล็กๆ ไว้ขุดหญ้า

ตอนแรกรู้สึกเหมือนจะง่ายนะ แค่ดึงตาข่ายออก แต่ที่ไหนได้ เกือบตาย!

ตาข่ายที่มันถูกแช่ไว้นานหลายเดือน มันจะมีพวกรากหญ้าขึ้นมาเกาะแน่นมาก

ด้วยความที่เรี่ยวแรงเหมือนเด็กขาดสารอาหาร กูนี่ดึงแล้วดึงอีกก็ไม่หลุด

ต้องใช้เคียวช่วยขุดรากหญ้าออก บางครั้งขุดแล้วก็ไม่หลุดนะ ต้องดึงจนตาข่ายขาด

ทำไปสักพักเจอหมุดเหล็ก อ้าว!! ชิบหาย มิน่าแม่งดึงไม่ออกสักที

มันจะมีหมุดเป็นสองขาเสียบยึดตาข่ายไว้กับดินอีกที

เกือบแล้วกู เกือบทำตาข่ายเขาขาด (ขาดมาแล้วบางส่วน แหะๆ)

ข้อคิดที่ได้จากการทำงาน เวลาเจออะไรก็ตาม มึงช่วยดูรอบๆ ให้ดีก่อน ฮ่าๆๆๆ

ทำไปสักพัก ดึงไปดึงมาเจอสัตว์ประหลาด โว้ย!!

ตอนแรกนึกว่าตุ๊กแก ตัวเล็กๆ สีดำ มันจะซุกตัวอยู่ในดิน

พอเอามาดูใกล้ๆ คิดว่ามันคือซาลาแมนเดอร์ สายพันธุ์ไหนมิอาจรู้ได้

เจอหลายตัว มีแต่ตัวเล็กๆ คิดว่าคงเป็นรุ่นลูกที่อาศัยอยู่ในนาข้าว

ถ้าใครเคยดูการ์ตูนโปเกมอน ไอ้ตัวสีส้มๆ แดงๆ หางเป็นไฟ นั่นแหละใช่เลย

ไอ้ตัวนี้ก็มีสีแดงๆ ตามตัวน่ะ คนไทยก็นิยมเอามาเลี้ยงอยู่เยอะแต่คนละสายพันธุ์

ผมมารู้ทีหลังว่าบางสายพันธุ์มีพิษด้วย ตอนที่เจอกูก็จับมาดู นี่ถ้ามันพ่นพิษใส่ตา กูคงตาบอดไปล่ะ

ใครเจอก็ดูเฉยๆ นะ ถ้าไม่แน่ใจอย่าไปจับมันเด็ดขาด อันตรายนะขอบอกไว้ก่อน

“โอ้ยยยย ปวดหลังชะมัด”

ทำเสร็จไปได้เกือบครึ่งทาง ก็มานั่งพักกินข้าว

ไม่น่าเชื่อ งานหนักเหมือนกันนะ ก้มๆ เงยๆ เนี่ย เล่นเอาหลังเดี้ยงเลย

แต่ยังดีว่าถึงจะเป็นหน้าร้อน แต่เพราะแถบนี้อยู่ใกล้ภูเขา และทะเล

ก็เลยมีลมตลอด แล้วมันไม่ได้ร้อนอะไรมากมาย ออกจะเย็นๆ หนาวๆ ด้วยซ้ำ

ถ้าเป็นที่ไทยคงเป็นลมแดดไปแล้ว ตอนนี้ก็ไม่แปลกใจเลย

เวลาเห็นชาวไร่ชาวสวนเขาทำงานกันช่วงกลางวันแดดเปรี้ยงๆ

ก็ไม่ร้อนนะ แต่ข้างใน เหงื่อโซกเลย ฮ่าๆ

ตะวันคล้อยลง วันนี้ทำเสร็จเกินครึ่ง พรุ่งนี้กลับมาทำต่อ

ผมเก็บของรอโฮสต์มารับกลับบ้าน

เราขับรถออกไปอีกเส้นทางหนึ่ง มุ่งหน้าไปยังสวนผักที่อยู่ไกลออกไปเล็กน้อย

ต้องขับรถผ่านอุโมงค์เข้าไปในหุบเขา

สวนผักตรงนี้อยู่ติดกับภูเขาเลย

โฮสต์ปลูกพวกผักสวนครัวเอาไว้ วันนี้เราจะทำเมนูผัก

ผมเลยต้องมาช่วยเก็บผัก

สังเกตได้ว่า ผักที่ปลูกไม่ได้ใส่ยาฆ่าแมลง

ดูจากสภาพของรอยกัดมากมาย หนอนผีเสื้ออาศัยผักเหล่านี้เป็นอาหาร

บางต้นพวกมันก็แทะกินจวนจะหมดต้น ไม่เหลือไว้ให้คนปลูกเลย ฮ่าๆ

แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ใช้สารเคมีนะ แต่ใช้การกะเวลาเอาว่าควรเก็บช่วงไหน

เอาไปทำกินเอง อิ่ม อร่อย สบายใจ

 

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมไม่ปลูกผักไว้ข้างบ้าน

จริงๆ แล้ว ข้างบ้านก็ปลูกเหมือนกันนะ เป็นผักตระกูลหอม หรือผักชี

แต่สำหรับพืชผักที่นี่เป็นพวก คะน้า หรือกะหล่ำปลี แครอท

ด้วยเหตุผลที่ว่าบริเวณนี้อยู่ติดภูเขา สารอาหารในดินอุดมสมบูรณ์ พืชผักจึงโตเร็วกว่า

และยังสามารถปลูกผักได้หลายชนิด ผลผลิตที่ได้จึงเยอะกว่านั่นเอง

อีกอย่างตรงนี้ไม่ต้องใช้ลวดไฟฟ้ากันสัตว์เหมือนกับที่ไร่ข้าว

เป็นบริเวณที่ไม่มีคน จึงไม่เกิดอันตราย

วันนี้ได้ใช้ชีวิตแบบชาวนา ชาวไร่

เข้าใจแล้วว่าการพึ่งพาตัวเองเป็นยังไง

เราแทบไม่ต้องเบียดเบียนกันเลย ไม่ต้องใช้สารเคมี

ทุกอย่างเราควบคุมมันได้

ผักแสนขี้เหร่ ถูกทำเป็นอาหารที่แสนอร่อย

นอกจากกินเองแล้วยังนำไปแบ่งปันให้เพื่อนบ้านอีกด้วย

แม้จะเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนักมาทั้งวัน

แต่ได้กลับมาแช่น้ำอุ่นๆ จิบชาเย็นๆ มันก็หายเหนื่อยไปเลย

 

บางทีชีวิตก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย

กินอิ่ม นอนหลับ ในบ้านเล็กๆ อุ่นๆ กับครอบครัว ก็มีความสุขแล้ว

ผมว่าวิถีชีวิตเรียบง่ายแบบนี้มันก็ดีนะ

ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ก็รู้สึกว่า มันหล่อหลอมและเปลี่ยนแปลงความคิดหลายๆ อย่าง

อะไรที่คิดว่ามันยาก มันก็ทำได้หมดถ้าเราตั้งใจทำมันจริงๆ

และที่สำคัญที่สุดก็คือ......

 

“ทำมันด้วยความรัก”



วูฟญี่ปุ่นครั้งแรกก็ติดใจแล้ว EP8 : บทเพลง Country Road และกลิ่นกาแฟดริป ในวันฝนตก

บทนำ

จะไปเที่ยวต่างประเทศคนเดียวทั้งทีก็อยากลองไปหาประสบการณ์แปลกใหม่ดูบ้าง ครั้งแรกมันต้อง ญี่ปุ่น นี่แหละ! แดนอาทิตย์อุทัย ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นระเบียบ และความคิดสร้างสรรค์ ประเทศที่เป็นจุดหมายของใครหลายๆ คน ไม่ว่าจะมาเรียน มาเที่ยว แต่สำหรับผมมาเป็น Wwoofer!

ปลายเดือนตุลาคม-ต้นพฤศจิกายนปี 2017 จึงเป็นบทเริ่มต้นเรื่องราวของชายหนุ่มผู้แสวงหาคุณค่าของชีวิต พูดให้ดูเวอร์ไปแบบนั้น ถ้าพูดกันบ้านๆ ก็คือลูกจ้างชั่วคราวดีๆ นี่เอง ทำงานแลกที่พัก และข้าวประทังชีวิต มันต้องแบบนี้แหละ ผมเบื่อแล้วกับเมืองหลวง ตึกสูง ขอมาลองใช้ชีวิตแบบชนบทง่ายๆ สบายๆ เรียกได้ว่าเป็น Little forest ฉบับชายหนุ่มเลยก็ว่าได้

ชนบทญี่ปุ่นในการ์ตูนแบบผมได้แต่จินตนาการมันเป็นแบบไหน? ธรรมชาติ วิถีชีวิต การเกษตร แต่พอมาเจอของจริงหลายอย่างกลับไม่เป็นแบบที่เราคิด มันเปลี่ยนมุมมองของผม ผมได้พบแก่นแท้ของญี่ปุ่นจริงๆ แบบที่ไม่เคยคิดว่าจะมี ผ่านบ้านโฮสต์ที่เป็นครูสอนดนตรี ทั้งอร่อย กลมกล่อม ไพเราะ มีรอยยิ้มและน้ำตา

เดินทางไปพร้อมกันกับหมาป่าสีน้ำเงินตัวนี้ และเสียงคลื่นของจังหวัดวากายะมะ-Wakayama มาติดตามและเป็นกำลังใจไปพร้อมๆ กันเลยครับ

Chapter I : ทุกสิ่งใหม่ที่ วากายะมะ

EP1: วูฟโฮสต์เรียกว่าบ้าน สภาพแบบนี้ไม่น่าใช่!!

ที่พักสำหรับครึ่งเดือนของผม ข้างนอกอาจดูไม่ต่างจากบ้านญี่ปุ่นทั่วไป แต่ข้างในนี่สิ แม่เจ้า!!

EP2 : บ้านนอก(เขา) ไร่ข้าวริมทาง(รถไฟ)

โฮสต์ก็พาไปไร่ ไกลแค่ไหนก็ในหุบเขา ที่มีรางรถไฟตัดผ่านน่ะสิ

EP3 : เซอร์ไว (Survive) ไต้ฝุ่นมา!!

ครั้งแรกของการมาเยือนญี่ปุ่น ต้องเรียกว่าถูกที่ ถูกเวลามาก ไต้ฝุ่น ขนาดใหญ่พัดเข้าชายฝั่ง วิ่งสิครับรออะไร

EP4 : โอ้ยชีวิต! หลงทางในหมู่บ้าน

หมู่บ้านแสนสงบ คนไม่เยอะบ้านช่องสะอาดตา ชมนกชมไม้ อ้าว! หลงทาง!! ใครจะช่วยเราได้ คนก็ไม่มี

EP5 : จากพี่ชายกลายเป็น ผู้ปกครอง

วันนี้พิเศษ มีน้องๆ 3 สาวมัธยมสุดจะคาวะอี้ มาพักที่บ้านด้วย พี่ชายแสนดี ต้องไปเป็นผู้ปกครอง ทำยังไงดี?

Chapter II : อยู่เป็น

EP6 : เบนโตะของฉันอร่อยที่สุด

การที่เราต้องไปทำงานเองคนเดียวมันก็ดูเหงาๆ และที่สำคัญ ห่อข้าวไปกินเองนะ

EP7 : เจอผีญี่ปุ่น! ต้องทำยังไง

จากที่มองไปรอบๆก็ไม่มีตุ่ม ให้ลงไปซุกตัวหลบ ได้แต่บอกว่า โอยะสุมิ นอนเถอะนะ เราขอ

EP8 : บทเพลง Country Road และกลิ่นกาแฟดริป ในวันฝนตก

กิจกรรมของชาวไร่ชาวนาที่นี่ในวันที่อากาศไม่เป็นใจ มันช่างเป็นศิลปะเสียจริง

EP9 : หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน

งานเกี่ยวข้าวเสร็จไปแล้ว แต่กิจกรรมเกี่ยวกับไร่ข้าวยังไม่หมด

EP10 : เด็กขุดมัน

ใกล้เข้าฤดูหนาว หลังการเก็บเกี่ยวข้าว ก็ได้เวลาขุดมันหวาน โอโห!! มันใหญ่มาก!!

EP11 : จากชาวนา มาเป็นคนตกปลา

วันนี้ได้พักหนึ่งวัน โกทูทะเล ไปดูวิธีตกปลาแปซิฟิก

ชายผู้มากับฝน ผมถูกเรียกขานแบบนั้นมาตลอด เพราะตั้งแต่มาที่นี่ ฝนก็ตกแล้วตกอีก ไต้ฝุ่นก็เจอมาแล้ว

ไม่รู้ทำไมผมตื่นเช้าเป็นพิเศษ อากาศกำลังดี ฝนตกปรอยๆ ถ้าอยู่ไทยคงนอนซุกในผ้าห่ม

แต่ที่นี่ผมอยากจะซึมซับบรรยากาศเหล่านี้ให้มากพอ (พูดยังกะมาวันแรก)

ผมชงชาอุ่นๆ นั่งจิบชาไป พลางมองดูสายฝนอย่างอิ่มอกอิ่มใจ

เคยเกลียดหน้าฝนเพราะน้ำท่วม ต้องถือรองเท้า ลุยน้ำตามฟุตบาทที่มีแมลงสาบลอยเกลื่อน โอ้ยชีวิตตอนนั้น บัดซบมาก

ข้อดีของวันฝนตกก็คือ ผมไม่ต้องออกไปทำงานตากแดดในไร่ อิอิ (นั่นไม่เรียกข้อดี มึงกำลังอู้!!)

ด้วยความสำนึกผิด ฝ่ายธรรมะของผมบอกให้ไปของานทำกับโฮสต์

“อ่ะโน...มีอะไรให้ผมทำมั้ยครับ”

โฮสต์คุณแม่เพิ่งจะลงมาจากห้อง เอาจริงๆ ถ้าวันไหนฝนตก ทุกคนก็อยู่บ้านพักผ่อนกัน

แต่ผมมาอาศัยบ้านเขาอยู่ เลยอยากทำตัวให้มีประโยชน์บ้าง ฮ่าๆ

“แม่มีงานเล็กๆ ให้ทำนะ ตามมานี่สิ”

โฮสต์ลากถุงกระสอบออกมาจากตู้เก็บอาหาร พร้อมกับยกอุปกรณ์บางอย่างมาให้ หน้าตาคล้ายหม้อหุงข้าว

“วันนี้ช่วยปั่นข้าวให้หน่อยนะ จะเอาไปให้เพื่อน”

“ปั่นข้าวแบบไหนกันครับ สีข้าวเหรอ ฮ่าๆ “

โฮสต์บอกว่า ตอนทำนาเสร็จก็ช่วยกันสีข้าวแล้วแบ่งกัน

จึงมีข้าวที่สีแล้วแต่ยังไม่ได้ขัดสีเก็บไว้หลายกระสอบ โฮสต์ตั้งใจจะเอาไปให้เพื่อนเป็นของฝาก

จะเอาไปให้ทั้งทีก็ต้องทำให้เรียบร้อยสวยงามก่อน ผมต้องช่วยขัดสีเมล็ดข้าวให้ขาวเนียน

เพื่อเวลาเอาไปหุง ข้าวที่สุกแล้วจะได้ขาวสวยน่ากิน คนกินก็จะนึกถึงความตั้งใจของเรา

ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นธรรมเนียมของที่นี่รึเปล่า แต่แค่การ “ขัดสีเมล็ดข้าว” ก็สื่อถึงความจริงใจได้เลย

ถ้าเราทำไม่ดี ก็อาจจะโดนตำหนิได้ แม้ว่าเราจะเป็นคนเอาไปฝากก็ตาม

ผมต้องแบกรับความตั้งใจของโฮสต์เอาไว้ ช่างเป็นงานเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน

ผมจะตั้งใจทำให้ดีที่สุด เพื่อไม่ใครใครต้องเสียความรู้สึก ฮึ๊บ!!

เอาล่ะ! เมื่อเตรียมกายเตรียมใจพร้อมแล้ว ผมจะมาแนะนำวิธีการขัดสีเมล็ดข้าว มาเริ่มทำกันเลย!

1. เราจะมีเครื่องปั่นข้าว อุปกรณ์ไฟฟ้าแสนสะดวก แต่สมัยโบราณจะใช้การขัดด้วยมือ ถ้าเป็นแบบนั้นกูตายแน่ๆ ฮ่า

2. ใส่ถาดรองข้าวลงไป ถาดนี้จะรองรับเศษเปลือกหรือผิวของเมล็ดข้าวเล็กๆ ที่โดนปั่น คล้ายๆ กับรำข้าวนั่นเอง

3. หลังจากนั้นใส่ตะแกรงลงไป ตรงนี้จะช่วยกรองรำข้าวหรือเศษฝุ่นออกไป

4. ตามด้วยใส่ใบพัด เหมือนกับเครื่องปั่นน้ำผลไม้นั่นแหละครับ แต่ใบใหญ่กว่าและมันไม่คม

5. ใส่เมล็ดข้าวที่ยังไม่ได้ขัดสีลงไป (ในรูปจริงๆ ต้องใส่ใบพัดก่อน แต่รอบนี้แม่งลืม เสือกใส่ข้าวก่อน ต้องเทออกมาใหม่)

6. ปรับความแรงไปที่ระดับกลางแล้วกดปุ่ม ให้เครื่องจักรได้ทำงานของมัน เราก็นั่งจิบชารอเบาๆ สบายเกิ๊น ฮ่าๆ

ใช้เวลาปั่นประมาณ 5-10 นาทีเท่านั้นเอง จบปิ้ง! ก็จะได้เมล็ดข้าวขาวสีสวยอวบอิ่มเหมือนสาวแรกรุ่น พร้อมสำหรับการหุง

ในระหว่างที่ผมกำลังปั่นข้าวอยู่นั้น โฮสต์คุณพ่อก็เอากาแฟมาปั่นเช่นกัน

ปั่นเอง ดริปเอง กลิ่นหอมของกาแฟสดโชยมา โฮสต์คุณพ่อยื่นให้ผมชิมฝีมือ จัดว่าเข้าขั้นบาริสต้าได้เลย

พร้อมกันนั้นยังมีเสียงเปียโนของโฮสต์คุณแม่ ผสมผสานกับเสียงเครื่องปั่นข้าวของผม

ราวกับว่าเรากำลังเล่นดนตรีประสานเป็นวงออร์เคสตรากันเลยทีเดียว (เว่อร์วังอลังการมาก)

โอ้โห.... ช่างเป็นการปั่นข้าวที่มีความสุขจริงๆ มันเป็นศิลปะของชีวิตเลย ฮ่าๆ

ผมก็ปั่นไปด้วย จิบกาแฟไปด้วย ไม่นานนักก็ปั่นข้าวเสร็จ

“เสร็จแล้วมานี่หน่อย มาเล่นดนตรีกันเถอะ” โฮสต์คุณแม่ชวนผมร่วมวง

ขอเล่าเรื่องของโฮสต์คุณแม่ให้ฟังสักหน่อยนะครับ ขอเรียกแทนว่า คุณแม่ เฉยๆ ละกัน

คุณแม่เล่าให้ฟังว่าตอนเรียนจบเอกดนตรี สมัยยังสาวๆ ก็มีความฝันว่าอยากจะเป็นนักร้องนักแสดงที่มีชื่อเสียง

เพื่อนในรุ่นเดียวกันหลายคนก็มีโอกาสได้ทำงานดีๆในด้านดนตรี หลายคนก็ทำงานบริษัทใหญ่ๆ

แต่คุณแม่เองนั้นไม่มีโอกาสได้ทำงานที่ตัวเองรักจริงๆจังๆ ต้องไปทำงานตามร้านค้า ตามบริษัทเล็กๆ

แต่หัวใจก็ยังโหยหาเสียงดนตรีอยู่เสมอ ยังคงรับงานพิเศษ สอนเปียโนบ้าง หรือเล่นดนตรี ร้องเพลงตามคลับต่างๆ

จนได้มาเจอกับโฮสต์คุณพ่อ อะไรหลายๆ อย่างก็เปลี่ยนไป

คุณแม่ออกจากงาน เดินทางไปเที่ยวในหลายๆ ประเทศ และคิดว่าชีวิตในชนบทนั้นเรียบง่าย และมีความสุข

จึงตัดสินใจกับแฟนออกมาทำเกษตร ในที่ดินที่ยังเหลืออยู่

พอมีลูกก็ให้ลูกไปเรียนหนังสือในเมือง ตอนนี้ลูกเองก็ชอบวาดการ์ตูนและมีความฝันอยากเป็นนักเขียนการ์ตูน

จึงมุ่งมั่นตั้งใจศึกษาเล่าเรียนและเข้าไปหาประสบการณ์ในเมืองใหญ่

นานๆ จะกลับมาบ้าน คุณแม่บอกว่าบางครั้งก็เหงาคิดถึงลูกเหมือนกัน

พอคุณแม่อายุมากขึ้น จึงได้เข้าสมัครเป็นโฮสต์ของโครงการวูฟ เพื่อหาคนมาช่วยทำงานและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

คลายความเหงาส่วนหนึ่งลงไปได้บ้าง แถมยังได้รู้จักเรื่องราวของประเทศต่างๆ จากคนที่มาพักด้วย

แต่สิ่งหนึ่งที่คุณแม่ไม่เคยทิ้งไปเลย คือการร้องเพลงและเล่นดนตรี

ถ้ามีเวลาว่างจากงานในไร่ คุณแม่จะมานั่งที่เก้าอี้ตัวโปรด เปิดโน้ตดนตรี

บรรเลงเปียโนด้วยความรักและขับขานเสียงเพลงที่แสนไพเราะเสมอมา

พวกเราบรรเลงเพลงที่คุ้นเคยไปพร้อมกับสายฝนที่ตกแรงขึ้น

เพลงที่ชอบที่สุดคือเพลง “Country Road” ของ John Denver

แต่ผมกับโฮสต์เล่นในทำนองของ Olivia Newton John เวอร์ชั่นแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น

ถ้าใครเคยดูเรื่อง “Whisper of the heart” ของ Studio Ghibli ฉายครั้งแรกเมื่อปี 1995

ฉากที่เด็กหนุ่มสีไวโอลิน แล้วมีเด็กสาวร้องเพลงนี้ด้วยกัน มันแสนจะโรแมนติก

ตอนที่ผมดูก็ยิ้มไม่หุบเลย แอร๊ยยย เขิลแทน ความรักของวัยรุ่นนี่มันช่างสดใสจริงๆ เลยน้า

คำมั่นสัญญา ความจริงใจใสซื่อบริสุทธิ์ ปัจจุบันเพลงนี้ได้นำมาเป็นเมโลดี้รถไฟตอนเข้าชานชาลา

ที่สถานีรถไฟ Seiseki-sakuragaoka ของเมืองทามะ โตเกียว

ก็แหงล่ะ! รถไฟสายนี้เป็นต้นแบบของฉากรถไฟในการ์ตูน แถมเมืองก็ยังเป็นเมืองเดียวกันอีกต่างหาก

ใครยังไม่ดู ลองไปหาดูกันนะ น่ารักและอบอุ่นมากๆ เลย ว่าแล้วก็อยากไปชมเมืองทามะสักครั้งเหมือนกัน

 

カントリーロード
この道 ずっとゆけば
あの街に つづいてる
きがする カントリーロード

 

Country road

Kono michi Zutto Yukeba

Ano machi ni Tsuzuiteru Ki ga suru

Country road

 

การเดินทางบนถนนสายเก่า สู่ความทรงจำใหม่ที่แสนวิเศษ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว !!



วูฟญี่ปุ่นครั้งแรกก็ติดใจแล้ว EP7 : เจอผีญี่ปุ่น! ต้องทำยังไง

บทนำ

จะไปเที่ยวต่างประเทศคนเดียวทั้งทีก็อยากลองไปหาประสบการณ์แปลกใหม่ดูบ้าง ครั้งแรกมันต้อง ญี่ปุ่น นี่แหละ! แดนอาทิตย์อุทัย ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นระเบียบ และความคิดสร้างสรรค์ ประเทศที่เป็นจุดหมายของใครหลายๆ คน ไม่ว่าจะมาเรียน มาเที่ยว แต่สำหรับผมมาเป็น Wwoofer!

ปลายเดือนตุลาคม-ต้นพฤศจิกายนปี 2017 จึงเป็นบทเริ่มต้นเรื่องราวของชายหนุ่มผู้แสวงหาคุณค่าของชีวิต พูดให้ดูเวอร์ไปแบบนั้น ถ้าพูดกันบ้านๆ ก็คือลูกจ้างชั่วคราวดีๆ นี่เอง ทำงานแลกที่พัก และข้าวประทังชีวิต มันต้องแบบนี้แหละ ผมเบื่อแล้วกับเมืองหลวง ตึกสูง ขอมาลองใช้ชีวิตแบบชนบทง่ายๆ สบายๆ เรียกได้ว่าเป็น Little forest ฉบับชายหนุ่มเลยก็ว่าได้

ชนบทญี่ปุ่นในการ์ตูนแบบผมได้แต่จินตนาการมันเป็นแบบไหน? ธรรมชาติ วิถีชีวิต การเกษตร แต่พอมาเจอของจริงหลายอย่างกลับไม่เป็นแบบที่เราคิด มันเปลี่ยนมุมมองของผม ผมได้พบแก่นแท้ของญี่ปุ่นจริงๆ แบบที่ไม่เคยคิดว่าจะมี ผ่านบ้านโฮสต์ที่เป็นครูสอนดนตรี ทั้งอร่อย กลมกล่อม ไพเราะ มีรอยยิ้มและน้ำตา

เดินทางไปพร้อมกันกับหมาป่าสีน้ำเงินตัวนี้ และเสียงคลื่นของจังหวัดวากายะมะ-Wakayama มาติดตามและเป็นกำลังใจไปพร้อมๆ กันเลยครับ

Chapter I : ทุกสิ่งใหม่ที่ วากายะมะ

EP1: วูฟโฮสต์เรียกว่าบ้าน สภาพแบบนี้ไม่น่าใช่!!

ที่พักสำหรับครึ่งเดือนของผม ข้างนอกอาจดูไม่ต่างจากบ้านญี่ปุ่นทั่วไป แต่ข้างในนี่สิ แม่เจ้า!!

EP2 : บ้านนอก(เขา) ไร่ข้าวริมทาง(รถไฟ)

โฮสต์ก็พาไปไร่ ไกลแค่ไหนก็ในหุบเขา ที่มีรางรถไฟตัดผ่านน่ะสิ

EP3 : เซอร์ไว (Survive) ไต้ฝุ่นมา!!

ครั้งแรกของการมาเยือนญี่ปุ่น ต้องเรียกว่าถูกที่ ถูกเวลามาก ไต้ฝุ่น ขนาดใหญ่พัดเข้าชายฝั่ง วิ่งสิครับรออะไร

EP4 : โอ้ยชีวิต! หลงทางในหมู่บ้าน

หมู่บ้านแสนสงบ คนไม่เยอะบ้านช่องสะอาดตา ชมนกชมไม้ อ้าว! หลงทาง!! ใครจะช่วยเราได้ คนก็ไม่มี

EP5 : จากพี่ชายกลายเป็น ผู้ปกครอง

วันนี้พิเศษ มีน้องๆ 3 สาวมัธยมสุดจะคาวะอี้ มาพักที่บ้านด้วย พี่ชายแสนดี ต้องไปเป็นผู้ปกครอง ทำยังไงดี?

Chapter II : อยู่เป็น

EP6 : เบนโตะของฉันอร่อยที่สุด

การที่เราต้องไปทำงานเองคนเดียวมันก็ดูเหงาๆ และที่สำคัญ ห่อข้าวไปกินเองนะ

EP7 : เจอผีญี่ปุ่น! ต้องทำยังไง

จากที่มองไปรอบๆก็ไม่มีตุ่ม ให้ลงไปซุกตัวหลบ ได้แต่บอกว่า โอยะสุมิ นอนเถอะนะ เราขอ

EP8 : ในวันฝนตก

กิจกรรมของชาวไร่ชาวนาที่นี่ในวันที่อากาศไม่เป็นใจ มันช่างเป็นศิลปะเสียจริง

EP9 : หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน

งานเกี่ยวข้าวเสร็จไปแล้ว แต่กิจกรรมเกี่ยวกับไร่ข้าวยังไม่หมด

EP10 : เด็กขุดมัน

ใกล้เข้าฤดูหนาว หลังการเก็บเกี่ยวข้าว ก็ได้เวลาขุดมันหวาน โอโห!! มันใหญ่มาก!!

EP11 : จากชาวนา มาเป็นคนตกปลา

วันนี้ได้พักหนึ่งวัน โกทูทะเล ไปดูวิธีตกปลาแปซิฟิก

“คำเตือน โปรดใช้จักรยานในการปั่น”

สวัสดีครับท่านผู้ชมทางบ้าน.....(เสียงยานๆ)

ยินดีต้อนรับเข้าสู่รายการ “เรื่องที่ไม่อยากเล่า”

วันนี้เราอยู่กันที่บ้านร้างแห่งหนึ่ง ตามผมเข้ามาเลยครับ (กล้องตัดไปที่หน้าบ้าน)

ตอนนี้ผมเข้ามาข้างในเรียบร้อยแล้ว บ้านหลังนี้ดูเก่าแก่มากทีเดียว

คาดว่าเป็นบ้านเก่าตกทอดกันมารุ่นสู่รุ่น (กล้องสอง แพลนไปรอบๆห้อง)

 

ดูนั่นสิครับ มีตุ๊กตาเด็กเก่าๆ วางอยู่ด้วย ข้างในนี้มืดมากๆ ครับ ต้องระวังให้ดี (กล้องหนึ่งตัดสลับไปที่หน้าต่าง)

ตึ๊ง! เสียงลมพัดประตูหน้าต่าง แรงมาก ตอนนี้ผมและทีมงานได้พยายามส่องไฟไปรอบๆ ห้อง

วังเวงมากครับ มีเตียงผู้ป่วย เสื้อผ้ากระจัดกระจายเต็มพื้น (กล้องค่อยๆ ซูมเข้าไปที่รอยเลือดบนเตียงนอน)

ทางเพื่อนบ้านข้างเคียง เล่าให้ฟังว่า บ้านหลังนี้เคยมีครอบครัวที่แสนอบอุ่นอาศัยอยู่ (ตัดภาพไปที่เพื่อนบ้าน)

 

“เขาอยู่กันหลายคน มีลูกด้วยกัน จนวันหนึ่งลูกของเขาก็ป่วยและเสียชีวิต ตายหมดทุกคนเลย”

“ร้องโหยหวน ทรมานมากด้วยโรคประจำตัว”

“ทุกวันนี้ บางวันเรายังได้ยินเสียงเด็กร้องอยู่เลย”

“ฉันก็ได้ยิน ตอนกลับมาจากทำงาน เห็นมีเด็กๆวิ่งอยู่ในบ้านด้วย”

 

ทางทีมงานตอนนี้กำลังเข้าไปที่ห้องนอนใหญ่ คาดว่าเป็นห้องของพ่อกับแม่

มีรอยไหม้บนผ้าปูที่นอน ข้างๆกันมีเชือกที่มัดกับเสาบ้าน (กล้องจับไปที่ผ้าสีขาวยังผูกไว้กับเสาบ้าน)

 

“แม่เขาเสียใจมากที่ลูกจากไป เขาเลยผูกคอตายในบ้านนี่แหละ”

“น่ากลัวมาก น่าสงสารด้วย เขาคงอยากอยู่กับลูก”

“พ่อเขาย้ายออกไป เดือนต่อมาได้ข่าวว่า กระโดดน้ำฆ่าตัวตาย”

“ใช่สิ โชคยังดีที่รอดมาได้ แต่ตอนนี้ก็เสียสติไปแล้ว ไม่น่าเลย”

 

ตอนนี้ผมกำลังจะเข้าไปในห้องนอนของเด็กแล้วนะครับ เดี๋ยวผมจะลองเคาะประตู (กล้องซูมไปที่ประตู)

ตึงๆ ตึงๆ เสียงลมปะทะกับประตู ทำเอาผมตกใจตื่นขึ้นมา

ตอนนี้เป็นเวลารุ่งสางแล้ว ตี4 เดี๋ยวนะ ยังไม่เช้าโว้ยยยย

ผมนอนหงายมองขึ้นไปบนเพดาน เชี่ย!!!!

“ลืมปิดไฟ”

เมื่อตอนค่ำหลังจากกินข้าว แยกย้ายกันเข้านอน ผมก็มานั่งเขียนบันทึกนิดหน่อย

เกี่ยวกับสูตรอาหารใหม่ และเรื่องราวของวันนี้ที่ได้เจอ

บ้าที่สุด เผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ ไฟยังเปิดอยู่ โฮสต์รู้จะด่ากูมั้ยนิ เปลืองไฟแย่ ฮ่าๆ

 

ว่าแล้วก็ไปห้องน้ำดีกว่า ปวดฉี่ ...

ผมลุกออกไปเข้าห้องน้ำ อากาศค่อนข้างหนาว

ระหว่างทางเดินไป จู่ๆ ผมก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

“อาหารอร่อยดีนะ”

บรื๊อออออออออออ

ขนลุกซู่ อย่างบอกไม่ถูก ภาพตอนที่ฝันกลางวันผุดขึ้นมาในหัว ผู้หญิงสวยผมยาวคนนั้นเป็นใครก็ไม่รู้

“ใครว้า เพื่อนบ้านแถวนั้นรึเปล่านะ ถ้าเป็นผีก็อย่ามาหลอกกันเลย ขอหวยสัก 30 ล้านก็พอ “

ระหว่างทำธุระก็ครุ่นคิดไป พลางเงยหน้ามองออกไปทางช่องหน้าต่าง

ฝั่งตรงข้ามบ้าน เยื้องไปไกลหน่อย เห็นคนผมยาวน่าจะเป็นผู้หญิงใส่ชุดขาวยืนอยู่หน้าบ้าน

ไฟสลัวๆ นี่มันฉากหนังผีจูออนชัดๆ ไอ้ทิดเอ้ย!! คนบ้าที่ไหนจะมายืนเล่นดึกดื่นแบบนี้

ผมเพ่งตามองอีกครั้งให้แน่ใจ ว่าไม่ได้ตาฝาด   

“ใช่เลย ใช่แน่ๆ โดนแล้วกู”

ผมรีบเดินกลับมาที่ห้องนอน ปิดไฟ

พรึ่บ! เมื่อไฟในห้องดับลง เราจะเห็นแสงสว่างจากไฟถนนข้างนอกบ้าน

“ตายห่าแล้ว ยืนอยู่ตรงหน้าบ้านกูเลยทีนี้”

 

ผมรีบเอาผ้าคลุมโปง ในใจก็กลัวนะ แต่ก็อยากรู้ว่าใช่คนที่มาเข้าฝันเมื่อตอนกลางวันรึเปล่า

ขอออกตัวก่อนว่า ก็เคยมีประสบการณ์แบบนี้มาบ้างนะ เพราะชอบเข้าวัด ปฏิบัติธรรม ไอ้เรื่องพลังงานบางอย่าง

ไม่ต้องรอคุณริวกูก็เคยสัมผัสมาบ้าง แต่นี่มันญี่ปุ่นไอ้สาส !!!

กูควรทำยังไง ต้องท่องนะโม 3 จบเป็นภาษาญี่ปุ่นมั้ยเนี่ย ภาพหนังผี ผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ กูจะถูกสาปมั้ย?

หรือจะโดนลากลงท่อ โถ่วววว  จะเรียกหาผีบ้านผีเรือนให้ช่วยก็ไม่มี พรุ่งนี้จะกรวดน้ำไปให้นะเธอ

ไปเถอะๆ เรามาดี เรามาอย่างเป็นมิตร ชิ๊วๆๆๆ

ผมพยายามข่มตาหลับจนถึงเช้า

ไอ้สัส...หลับไม่ลง เช้าเลย...อดนอนสิครับ

เช้านี้ผมจึงทำกิจกรรมด้วยความงัวเงีย

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ในระหว่างทานข้าวผมจึงตัดสินใจถามโฮสต์ในสิ่งที่คาใจ

 

“บ้านเพื่อน ตรงไร่ข้าวไม่มีคนอยู่ เขาไปไหนกันเหรอครับ ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง

โฮสต์สองคนหยุดกินข้าวทันที มองหน้ากัน แล้วก็พูดกับผมด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

“บ้านนั้นเขาย้ายไปอยู่ที่อื่นนานแล้ว ผู้หญิงที่ว่า สวยหน่อย ผมยาวๆ รึเปล่า”

“ใช่ครับ จริงๆ ผมไม่ได้เห็นตัวเป็นๆ แต่ว่าผมฝันเห็นน่ะครับ เลยลองถามดู”

โฮสต์ถึงกับถอนหายใจ แล้วก็เริ่มเล่าให้ผมฟัง.....

“บ้านนั้น แต่ก่อนก็อยู่กันอย่างอบอุ่น แต่ว่าลูกของพวกเขาไม่สบายแล้วก็ป่วยหนักเสียชีวิตไป

คนเป็นแม่ก็เสียใจมาก ไม่กินไม่นอน แล้วก็พลอยมาป่วยไปด้วยอีกคน เขาพากันย้ายออกไปนานแล้ว

บ้านนั้นเลยไม่มีคนอยู่ นานๆ จะมีคนมาปัดกวาด ฉันไม่ได้ข่าวนานแล้ว เคยช่วยเหลือกันสมัยก่อน ตอนเริ่มทำไร่ใหม่ๆ

ว่าแล้วก็คิดถึงพวกเขาจริงๆ ไม่ได้สนิทกันมากเท่าไร แต่พวกเขาก็เป็นคนดีมากๆเลยล่ะ”

 

มีเรื่องเล่าหลายอย่างเกี่ยวกับพวกเขาแต่ผมไม่อาจจะเอามาเล่าให้ฟังได้ ได้แต่เก็บไว้เป็นบทเรียนเตือนตัวเอง

เย็นวันนั้นผมกับเจ้าโระคุไปที่ศาลเจ้าใกล้บ้าน ที่เราเคยพากันหลงทางรอบก่อน (ตอนนี้ไม่หลงแล้ว)

ผมเอาน้ำใส่ขวดไปด้วย ไหว้พระ สวดมนต์แล้วก็อุทิศส่วนกุศลผลบุญให้ครอบครัวพวกเขาในแบบไทยๆ

ก็ไม่รู้ว่าเขาจะได้รับกันมั้ย เพราะคนละศาสนา แต่ผมกลับรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก

ขอทิ้งท้ายด้วยคาถาไล่ผีฉบับญี่ปุ่น เรียกว่า คุจิอิน เป็นการใช้จิตเรียกเทพเจ้าเพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย หรือใช้ในการเดินทางก็ได้

 

“ ริน เปียว โท ชะ ไค จิน เรทซึ ไซ เซ็น โค....... “

ขอจงโชคดี มีชัย ไม่มีใครมาหาตอนดึกๆนะครับ หึหึ ๆๆๆ