HOME คอลัมน์พิเศษ ท่องเที่ยว KANSAI STORY เที่ยวนี้ (ไป) คันไซ :: HYOGO Part 2

KANSAI STORY เที่ยวนี้ (ไป) คันไซ :: HYOGO Part 2

ถ้าหาก วัดน้ำใส วัดเงิน วัดทอง วัดเสาแดง ไปมาหมดแล้ว ลองวางแผนเดินทางออกห่างจากตัวเมือง ไปเที่ยวทางตอนเหนือของเกียวโตกันบ้าง รับรองว่าสถานที่ที่เราจะแนะนำนั้น ยังมีเกียวโตมุมมองใหม่ๆ ให้ได้สัมผัสกันอีกเพียบ!

อะมะโนะฮะชิดะเตะ

Amanohashidate

เริ่มต้นทริปในครั้งนี้ เราเดินทางสู่ทางตอนเหนือของจังหวัดเกียวโตไปชม 1 ใน 3 ของจุดชมวิวชายฝั่งทะเล ที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดของประเทศญี่ปุ่นที่ อะมะโนะฮะชิดะเตะ (Amanohashidate) ที่มีฉายาว่า “สะพานสู่สรวงสวรรค์”

ก่อนเดินทางข้ามทะเลด้วยเรือสปีดโบ้ท จะเดินผ่าน วัดชิอนจิ (Chionji Temple) ก่อน ซึ่งวัดแห่งนี้เป็น 1 ใน3 วัดของนิกายรินไซเซน ที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงพระโพธิสัตว์มอนจู (Bodhisattva Monju) และเป็นที่ประดิษฐานของเทวรูปของพระองค์ท่าน

เนื่องด้วยท่านเป็นเทพแห่งสติปัญญา จึงเป็นที่นิยมของเหล่าบรรดานักเรียน และประชาชนทั่วไปที่มาขอพรเกี่ยวกับการเรียน ความรู้ความสามารถ สติปัญญา ความสำเร็จทางวิชาการต่างๆ และยังนิยมซื้อเครื่องราง omikuji มีลักษณะคล้ายพัดที่พับไว้แล้วนำไปแขวนไว้ที่ต้นสนเพื่อความเป็นสิริมงคล

 

 

 

 

 

เจดีย์ Tahoto สองชั้น ที่สร้างขึ้นในช่วงราวปีค.ศ.1500 ถือว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่ที่สุดของวัดชิออนจิ อีกทั้งประตูวัดด้านที่หันหน้าออกทางถนน chaya ยังได้รับการบันทึกให้เป็นโบราณสถานที่สำคัญของเมือง

 

 

 

 

 

 

บ่อน้ำล้างมือ กลั้วปาก มีไว้เพื่อให้ผู้ที่เข้าไปในศาลเจ้า ได้ชำระล้างร่างกายให้สะอาดก่อนที่จะทำการไหว้ขอพร

วิธีการเดินทาง
จากสถานี Amanohashidate เดินเท้าประมาณ 5 นาที
หลังจากนั้นเดินออกมาจากบริเวณวัด จะเจอกับท่าเรือสปีดโบ้ท ข้ามไปยังอีกฝั่งเพื่อขึ้นกระเช้าไปยังจุดชมวิว

ตรงบริเวณท่าเรือ จะมีจุดสังเกตุคือ สะพานหมุนมัตสุบาระ (Matsubara Rotating Bridge) ความพิเศษของสะพานแห่งนี้คือสามารถหมุนได้ถึง 90 องศา ใช้ในเวลาที่มีเรือขนาดใหญ่เดินทางผ่าน สะพานแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1923 ในสมัยก่อนจะต้องใช้แรงคนเพื่อช่วยในการหมุนสะพานแห่งนี้ แต่ปัจจุบันใช้พลังงานไฟฟ้าแทน

ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ Amanohashidate.jp

ใช้เวลา 10 นาทีในการนั่งเรือ

สำหรับจุดขึ้นกระเช้าจะต้องเดินผ่านตัวเมืองที่เป็นย่านร้านค้า และศาลเจ้าแห่งนี้ก่อน

โดยสารกระเช้าเคเบิ้ลคาร์ขึ้นไปบนจุดชมวิว ที่สวนคะซะมัตสุ (Kasamatsu Park) เพื่อชมทัศนียภาพอันสวยงามของอ่าวมิยะซุ (Miyazu Bay) โดยสามารถเลือกขึ้นเคเบิลคาร์ขาไป และขากลับนั่งกระเช้าลงมาได้

มีตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่า สถานที่แห่งนี้เป็นเส้นทางที่เทพเจ้าใช้ลงจากสรวงสวรรค์เพื่อมายังโลกมนุษย์ สันทรายที่โผล่พ้นน้ำทะเลขึ้นมามีลักษณะคดเคี้ยว ความกว้างราว 20 เมตรเชื่อมต่อกัน ทอดยาวจากเกาะหนึ่งไปสู่อีกเกาะหนึ่ง เมื่อลองก้มมองกลับหัวจะเห็นเป็นภาพคล้ายมังกรที่ขดตัวอยู่บนท้องฟ้า

วิธีการเดินทาง
รถไฟ : โดยสารรถไฟ JR จากเกียวหรือโอซาก้า ลงที่สถานี Fukuchiyama ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง จากนั้นโดยสารรถไฟท้องถิ่นสาย Kyoto Tango Railway มาลงที่สถานี Amanohashidate
รถบัส : โดยสารรถบัสจากสถานีเกียวโตหรือสถานีโอซาก้า ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ลงที่สถานี Amanohashidate

หมู่บ้านวัฒนธรรม

Kayabuki no Sato แห่งเมืองมิยะมะ (Miyama)

สถานที่เที่ยวอันซีนอีกแห่งหนึ่งในเกียวโต มรดกทางวัฒนธรรมที่ยังคงอนุรักษ์สภาพดั้งเดิมไว้ได้อย่างดี พื้นที่ผืนป่าเขียวชอุ่มโอบล้อมด้วยทิวเขา โดยบ้านทุกหลังที่นี่ยังคงอนุรักษ์การก่อสร้างในแบบเดิม คือใช้หลังคามุงด้วยวัสดุจากธรรมชาติ หลายคนอาจจะคิดว่าที่นี่คล้ายกับหมู่บ้านชิราคาวะโก แต่ที่ต่างกันคือที่นี่คือหมู่บ้านที่ยังมีชีวิต โดยมีชาวบ้านอาศัย และใช้ชีวิตอยู่ในบ้านตามปกติ นักท่องเที่ยวที่สนใจการท่องเที่ยวแบบวิถีแบบชาวญี่ปุ่นยังสามารถเข้าพักที่บ้านโบราณได้อีกด้วย

จากนั้นเดินชม พิพิธภัณฑ์ผ้าย้อมสี Little Indigo Dye Museum ก่อตั้งโดยคุณ Hiroyuki Shindo ในปีค.ศ. 2005 ที่จัดแสดงศิลปะหัตถกรรม ผลงานการผลิตผ้าย้อมสีพื้นเมืองจากพืชที่ให้สีน้ำเงิน (สีคราม) จากทั่วโลกอีกทั้งเครื่องไม้เครื่องมือในการผลิต พร้อมทั้งมีเวิร์คช้อปให้ได้ทดลองผลิตชิ้นงานด้วยตัวเองอีกด้วย

ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ Shindigo

แวะสักการะ ศาลเจ้าชิอิฮะชิมัง (Chii Hachiman Shrine) ก่อนกลับ

วิธีการเดินทาง : จากโตเกียว
รถไฟ : โดยสารรถไฟ JR Sagano สาย Sanin ไปลงที่สถานี Hiyoshi ใช้เวลา 45 นาที จากนั้นโดยสารรถบัส Nantan bus ไปที่หมู่บ้านมิยะมะ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
รถบัส : โดยสารรรถบัส JR Takao-Keihoku bus มุ่งหน้าสู่ Takao ลงที่สถานีรถบัส Shuzan จากนั้นโดยสารรถบัสNantan bus ไปที่หมู่บ้านมิยะมะ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

อาราชิยะมะ

Arashiyama

อีกหนึ่งจุดหมายหลักยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังเกียวโต เห็นจะหนีไม่พ้น อาราชิยะมะ (Arashiyama) เป็นพื้นที่ในเขตชานเมืองทางฝั่งตะวันตกของเกียวโต พื้นที่บริเวณนี้ส่วนใหญ่จะเป็นทิวเขาขนานไปกับแม่น้ำโออิ จึงทำให้ที่นี่มีทัศนียภาพที่งดงาม และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นจำนวนมากในแต่ละปี นอกจากนี้พื้นที่อาราชิยะมะ ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นหนึ่งในอุทยานประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นอีกด้วย

บรรยากาศของอาราชิยะมะยามใกล้ค่ำ

สะพานโทเก็ทสุ

Togetsukyo

เมื่อมาเยือนย่านนี้แล้วเห็นจะพลาดไม่ได้กับ สะพานโทเก็ทสุ สะพานไม้โบราณที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของเขตอาราชิยะมะ ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานมากกว่าพันปี ตัวสะพานปัจจุบันได้ทำการสร้างขึ้นใหม่ เมื่อปีค.ศ. 1934

สะพานแห่งนี้มีความยาว 155 เมตร กว้าง 11 เมตร ก่อสร้างโดยใช้ภูมิปัญญาของชาวญี่ปุ่นโบราณ โดยการเข้าลิ่มไม้ทั้งหมดไม่ใช้ตะปูแม้แต่ดอกเดียว จากสะพานนี้เราจะสามารถมองเห็นทัศนียภาพของต้นซากุระออกดอกสวยงามมากมายในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และใบไม้เปลี่ยนสีไปทั่วทั้งทิวเขาในช่วงฤดูใบไม้ร่วงอีกด้วย

ป่าไผ่ซะกะโนะ

Sagano Bamboo Groves

หนึ่งในป่าไผ่ที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น ตลอดทางเดิน 500 เมตร ตลอดทั้งสองข้างทางเดินล้วนเต็มไปด้วยต้นไผ่ ที่มีความสูงกว่า 15 เมตร โดยสวนป่าไผ่ด้านบนจะตั้งอยู่ติดกับทางเข้าของวัดเทนริวจิ (Tenryuji)

ทางเข้าวัดเทนริวจิ (Tenryuji)

วิธีการเดินทาง
จากสถานี Saga Arashiyama (JR Sagano line) เดิน 10นาที / จาก Arashiyama Station (Hankyu railway) เดิน 15 นาที

ตลาดนิชิกิ

Nishiki Market

ตลาดแห่งนี้ตั้งอยู่ระหว่างถนนเทระมะจิ (Teramachi) และถนนชินมะจิ (Shinmachi) ตลาดแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็น “ครัวของเกียวโต” สามารถมาแวะซื้ออาหารแบบพื้นเมืองโบราณได้จากที่นี่ อาทิเช่น ผักดอง เต้าหู้สด ผักสดที่มีเฉพาะในเกียวโต ขนมหวานแบบโบราณที่เรียกว่า วะกะชิ (Wagashi) รวมถึงใบชา และอื่นๆ อีกมากมาย

วิธีการเดินทาง
จากสถานีรถไฟใต้ดิน Shijo สาย Karasuma subway เดิน 3 นาที / จากสถานีรถไฟใต้ดิน Karasuma or Kawaramachi สาย Hankyu เดิน 3 นาที

วัดซังจูซังเก็นโด

Sanjusangendo Temple

แวะชมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนที่จะเดินทางไปยังจุดหมายหลักของเราในวันนี้ วัดซังจูซังเก็นโด (Sanjusangendo Temple) หรือที่รู้จักกันในชื่อของวัดของเจ้าแม่กวนอิมพันมือ ตั้งอยู่ที่เขต Higashiyama ทางทิศตะวันออกของตัวเมืองเกียวโต

วัดแห่งนี้ถูกค้นพบเมื่อปีค.ศ. 1164 หลังจากนั้นได้ถูกไฟไหม้จนเสียหาย จากนั้นได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ สถานที่แห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานขององค์เจ้าแม่กวนอิมพันมือ และเทวรูปกว่า 1,001 รูป ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 12-13 ที่ควรค่าแก่การมาเยี่ยมชมสักครั้ง (ด้านในไม่สามารถถ่ายรูปได้)

ภายในตัววัดยังมีห้องโถงอาคารไม้เก่าโบราณ ที่มีความยาวถึง 120 เมตร นับเป็นอาคารไม้ที่มีความยาวที่สุดในญี่ปุ่น

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia

องค์เจ้าแม่กวนอิมพันมือ (Senju Kannon) ประดิษฐานอยู่ด้านใน

วิธีการเดินทาง
จากสถานี Shichijo (สาย Keihan Line) เดิน 5 นาที

ศาลเจ้าคิฟุเนะ

Kifune Shrine

ศาลเจ้าที่ตั้งอยู่บนหุบเขาในเมืองเล็กที่ชื่อว่าคิบุเนะ (Kibune) ทางตอนเหนือของเกียวโต สร้างขึ้นเพื่อแสดงความเคารพต่อเทพเจ้าแห่งน้ำ Takao-Kami-no-Kami โดยหอโถงหลักของศาลเจ้าสร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1055 ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่ทำธุรกิจทางด้านร้านอาหาร และโรงกลั่นเหล้ามักจะเดินทางมาขอพรที่นี่

 

 

 

 

 

ความสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์ของศาลเจ้าแห่งนี้ คือ ทางเดินบันไดหินขึ้นสูู่ตัวศาลเจ้า ที่ขนาบข้างไปด้วยโคมไฟเสายาวสีแดงสดจำนวนมากตั้งเรียงรายตลอดแนวทางเดินตัดกับผืนป่าสีเขียวสด

ไม่เพียงแค่ช่วงฤดูร้อนเท่านั้น ศาลเจ้าแห่งนี้เหมาะที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวได้ทุกฤดู รับรองว่าจะต้องประทับใจกับภาพความสวยงามของทัศนียภาพเบื้องหน้าเหมือนกับเราอย่างแน่นอน

วิธีการเดินทาง
จากสถานี Kibune-guchi สาย Eizan Railway เดินเท้าประมาณ 30 นาที หรือโดยสารรถบัส Kibune และเดินต่อประมาณ 5 นาที

FOLLOW US ON
FACEBOOK
TAGS

Bird

เริ่มต้นจากชอบการ์ตูนญี่ปุ่น จนไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่น และวนเวียนเที่ยวญี่ปุ่นมาเป็นสิบปี และได้ทำเว็บไซต์แนะนำการท่องเที่ยวญี่ปุ่นอย่างเต็มตัว มาได้ 4 ปีแล้ว เพราะอยากให้คนไทยเที่ยวญี่ปุ่นได้ลึกซึ้งมากขึ้น เหมือนอย่างที่เราเห็น