HOME Search

ผลการค้นหาพบ – 84 รายการเกี่ยวกับ ร้านอาหาร โตเกียว

แค่เหรียญเดียวก็อร่อยได้! ขอแนะนำร้านอาหารในโตเกียว ที่เสิร์ฟเซตอาหารกลางวันสุดคุ้มในราคาไม่เกิน 500 เยน!

วันนี้เราขอพาเพื่อนๆ มาแนะนำ 9 ร้านอาหารในกรุงโตเกียว ที่ขายเซตอาหารกลางวันสุดคุ้ม ในราคาเพียงเหรียญเดียว 500 เยน (148 บาท) ก็สามารถออกจากร้านได้อย่างอิ่มใจและอิ่มท้อง!

 

Tori Ichizu

แม้ร้านนี้จะขึ้นชื่อเรื่องบาร์บีคิว แต่เซตอาหาร 500 เยนของที่นี่ก็ดังไม่แพ้กัน เพียงเหรียญเดียวเพื่อนๆสามารถเลือกได้ระหว่าง ไก่คาราอาเกะหรือไก่ทอดซอสนันบัง เสิร์ฟมาพร้อมกับข้าวสวย ซุปมิโซะร้อนๆ ผักดอง รวมถึงผักสลัด (แอบกระซิบนิดหนึ่งสำหรับคนกินจุว่า จ่ายเพียงอีกแค่ 50 ถึง 100 เยน ก็สามารถได้ไก่ทอดเพิ่มอีกด้วยนะ!)

ที่ตั้งร้าน: West Square Bldg 2F, 7-4-5 Nishi-Shinjuku, Shinjuku-ku Tokyo

เวลาทำการ: จันทร์-ศุกร์ 11:30 น. -11:30 น. / เสาร์ – อาทิตย์ 14:00 น. – 23:30 น.

 

Gyo-Ba

เซตเมนู 500 เยนของ Gyo-Bar จะมีให้เลือกทั้งหมด 3 – 4 อย่าง และในแต่ละวันตัวเลือกจะไม่เหมือนกัน เช่น เซตข้าวหน้าแกงกะหรี่ และ เซตข้าวหน้าปลาดิบ ฯลฯ ซึ่งทุกอย่างเสิร์ฟพร้อมซุปประจำวัน ด้วยความหลากหลาย บวกกับราคาที่คุ้มค่า ทำให้ร้านนี้เป็นที่นิยมอย่างมากของเหล่ามนุษย์เงินเดือน แม้ว่าพวกเขาจะต้องยืนทานก็ตาม สำหรับเพื่อนๆที่สนใจอยากไปลองชิมละก็ แนะนำให้ไปถึงก่อนเวลาอาหารกลางวันนิดหนึ่งนะคะ เพราะว่าเซตอาหารสุดคุ้มนั้นหมดเร็วมากๆ!

ที่ตั้งร้าน: Yaesu Isaka Bldg 1F, 1-5-10 Yaesu, Chuo-ku Tokyo

เวลาทำการ: จันทร์ - ศุกร์ 11:30 น. -11:30 น. / ปิดวันเสาร์ – อาทิตย์

 

Udon Maruka

ทั้งอุด้งเส้นอวบอิ่มที่เป็นสูตรมาจากเมืองคากาวะ รสชาติอาหารที่รู้สึกได้ถึงความสดสะอาด ราคาที่คุ้มค่า และการบริการของพนักงานที่มาจดออเดอร์ให้ระหว่างรอต่อคิว ทำให้ Udon Maruka เป็นที่นิยมมาอย่างยาวนานของผู้คนทุกเพศทุกวัย โดยอุด้งไซส์ปกติราคาจะเริ่มต้นอยู่ต่ำกว่า 500 เยน เพราะฉะนั้นเพื่อนๆสามารถสั่งของทอดมาทานคู่กันได้แบบไม่เกินงบค่ะ

ที่ตั้งร้าน: 3-16-1 Kanda-Ogawamachi, Chiyoda-ku Tokyo

เวลาทำการ: จันทร์ - ศุกร์ 11:30 น. – 19:30 น. / เสาร์ 11:00 น. – 19:30 น. / ปิดวันอาทิตย์

 

Nanaban

เซตเมนูอาหาร 500 เยน ของ Nanaban จะเป็นสไตล์ “Chuka” หรืออาหารญี่ปุ่นลูกครึ่งจีน เช่น หมูผัดขิงสไตล์จีน และข้าวหน้าเต้าหู้ทรงเครื่อง ซึ่งแต่ละเมนูมีปริมาณที่จุใจมากๆ แม้การตกแต่งของร้านจะไม่ได้ดูทันสมัยและออกจะดูเก่าไปนิด แต่ก็เป็นร้านที่ถูกใจสำหรับคนที่กำลังมองหามื้ออาหารกลางวันที่แสนจะคุ้มค่าค่ะ

ที่ตั้งร้าน: 1-4-14 Nishi-Azabu, Minato-ku Tokyo

เวลาทำการ: จันทร์ - ศุกร์ 11:30 น. -15:00 น. / ปิดวันเสาร์ – อาทิตย์

 

Kabuki

สำหรับคนรักการทานเนื้อปลาต้องร้าน Kabuki เลยค่ะ เพียงแค่เพื่อนๆ เดินเข้าร้านไปที่เคาน์เตอร์ เลือกเมนูปลาที่แตกต่างกันไปในแต่ละวัน ยื่นเหรียญ 500 เยน และรับเหรียญโทเคนที่บ่งบอกถึงเมนูที่สั่งไป หลังจากที่เพื่อนๆ หาที่นั่งได้แล้ว พนักงานก็จะเดินมาเสิร์ฟเซตอาหารที่มาพร้อมกับข้าวสวย ซุปมิโซะ และผักดองให้ในทันทีค่ะ

ที่ตั้งร้าน: 1F, 3-5-5 Uchikanda, Chiyoda-ku Tokyo

เวลาทำการ: 11:00 น. – 24:00 น. / ปิดวันอาทิตย์

 

Gifuya

ตั้งแต่ 9 โมงเช้ายันตี 2 ร้าน Gifuya พร้อมเสิร์ฟราเมงชามอร่อย และอาหารสไตล์​ Chuka อีกหลายเมนูแบบรวดเร็วทันใจคนกรุงโตเกียวค่ะ โดยราเมงที่นี่ราคาเริ่มต้นเพียง 400 เยน ใครกินจุหน่อยก็สามารถอัพไซส์เป็นชามใหญ่ได้ ราคาก็จะเท่ากับหนึ่งเหรียญ 500 เยนพอดีค่ะ (ใครจะผิดกติกาสักหน่อย เสียอีกสักเหรียญเพื่อสั่งเกี๊ยวซ่ากับเบียร์เย็นๆ มาทานคู่กันก็เป็นความคิดที่ไม่เลวเลยล่ะค่ะ)

ที่ตั้งร้าน: 1-2-1 Nishi-Shinjuku, Shinjuku-ku Tokyo

เวลาทำการ: จันทร์ – พุธ และ เสาร์ – อาทิตย์ 9:00 น. – 1:00 น. / พฤหัสบดี – ศุกร์ 9:00 น. – 2:00 น.

 

Minmin Ropponggi

หากใครอดใจไม่สั่งเกี๊ยวซ่าจากร้านที่แล้วได้ งั้นมาลองทานที่ร้าน Minmin Ropponggi กัน ซึ่งเซต 500 เยนที่นี่เรียกได้ว่าคุ้มสุดๆ เพราะได้ทั้ง ข้าวสวย ซุป สลัด เกี๊ยวซ่าถึง 7 ชิ้น รวมถึงของหวานอีกด้วย! ราคาถูกจนไม่น่าเชื่อเลยล่ะค่ะว่า ร้านจะอยู่ในย่านรปปงงิที่เต็มไปด้วยร้านหรูหรา

ที่ตั้งร้าน: B1F, 3-10-9 Roppongi, Minato-ku Tokyo

เวลาทำการ: จันทร์ - ศุกร์ 11:30 น. – 23:30 น. / เสาร์ 11:30 น. – 23:00 น. / ปิดวันอาทิตย์

 

Alohiddin

ใครอยากจะลองทานอาหารสัญชาติอุซเบกิสถาน รัสเซีย หรือตุรกีในราคาเพียงเหรียญเดียว ต้องร้าน Alohidden เลยค่ะ โดยเซตอาหารกลางวัน 500 เยนที่นี่จะเป็นสตูว์มะเขือเทศต้มกับถั่วขาว เสิร์ฟพร้อมข้าวอบมันเนย สลัด และซุปประจำวัน หากอยากทานเนื้อสัตว์ ทางร้านยังมีเซตเนื้อไก่ และเนื้อปลาที่เต็มไปด้วยรสชาติ รวมถึงกลิ่นหอมของเครื่องเทศอีกด้วยค่ะ

ที่ตั้งร้าน: Morita Bldg B1F, 1-4-8 Hatchobori, Chuo-ku Tokyo

เวลาทำการ: จันทร์ - ศุกร์ 11:00 น. – 23:00 น. / เสาร์เปิดเฉพาะตอนเย็น / ปิดวันอาทิตย์

 

The 3rd Burger

เบอร์เกอร์ของ The 3rd Burger ไม่ได้มีดีแค่ราคาถูก เพราะทางร้านยังคัดสรรวัตถุดิบ ใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อให้ทุกเมนูทั้งอร่อย ทั้งยังดีต่อสุขภาพ โดยเนื้อที่เอามาทำแฮมเบอร์เกอร์ต้องห้ามเป็นเนื้อแช่แข็ง ขนมปังเป็นแบบไม่ใส่สารกันบูด และเบอร์เกอร์ทุกชิ้นต้องมีผักออร์แกนิคเป็นส่วนประกอบอีกด้วย โดยเมนูง่ายๆของที่นี่เช่น ชีสเบอร์เกอร์ ราคาเริ่มต้นจะอยู่แค่เพียง 314  - 422 เยน (93-125 บาท) ค่ะ

ที่ตั้งร้าน: 1F Sanwa Minami Aoyama Bldg, 5-11-2 Minami-Aoyama, Minato-ku Tokyo

เวลาทำการ: ทุกวัน 9:00 น. – 22:30 น.

 

แหล่งที่มาเรื่องและภาพ : timeout



กินหรูใช่ว่าต้องราคาแพง! 7 ร้านอาหารมิชลินสตาร์ในโตเกียวที่ราคาเป็นกันเองสุดๆ!

ราคาเริ่มต้นเพียง 430 เยน (126 บาท) แต่เพื่อนๆ สามารถทานอาหารจากเชฟดังระดับมิชลินสตาร์ในกรุงโตเกียวได้ค่ะ จะมีร้านอะไรกันบ้าง เราไปดูกันเลย!

 

Kagawa Ippuya (ราคาเริ่มต้น 430 เยน)

Kagawa Ippuya เป็นร้านจากจังหวัดคางาวะ หรือจังหวัดที่มีชื่อเสียงเรื่องเส้นอุด้ง ซึ่งสาขาที่โตเกียวนี้ก็สามารถรักษามาตรฐานของเส้นอุด้งและรสชาติที่ดีได้ไม่ต่างจากของต้นตำรับ เพียงเมนูสุดคลาสสิคเช่น Kake Udon (อุด้งในซุปดาชิใส) หรือ Kamatama Udon (อุด้งเสิร์ฟพร้อมไข่ไก่สด) ก็สามารถชนะใจมิชลินสตาร์ได้ จนได้ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ BIB GOURMANDS หรือ ร้านอาหารที่อร่อยและราคาสมเหตุสมผล (Good Cuisine at a Reasonable Price) นอกจากเมนูอุด้งแล้ว ที่นี่ยังมีของทอด ของทานเล่น และข้าวหน้าต่างๆ ให้เลือกทานด้วยค่ะ

ข้อมูลร้าน 
เวลาทำการ : 11.00 น. – 20.00 น. ปิดทุกวันอาทิตย์ และทุกวันจันทร์แรกของทุกเดือน
ที่อยู่ : Tokyo Royal Plaza 1F, 1-18-11 Uchikanda, Chiyoda-ku, Tokyo

Shinjuku Kappo Nakajima (ราคาเริ่มต้น 800 เยน)

Shinjuku Kappo Nakajima นำเสนอเซตอาหารกลางวันระดับ One Michelin Star ในราคาเพียง 800 เยนเท่านั้นค่ะ ซึ่งปลาซาดีนเป็นอาหารจานหลักของแต่ละเซต สามารถเลือกได้ระหว่าง แบบทอดกรอบ, แบบต้มในซุปโชยุ, แบบซาชิมิหมักงาและขิงสด, หรือแบบหม้อไฟร้อน Yanagawa ที่ใครๆ ก็เห็นพ้องต้องกันว่าเด็ดสุดๆ! โดยทุกตัวเลือกจะเสิร์ฟแบบครบเซต ได้แก่ ข้าวชามใหญ่ ชุดมิโซะ ผักดอง และชาเติมฟรีค่ะ

ข้อมูลร้าน
เวลาทำการ : จันทร์ – เสาร์ 11.30 น. – 14.00 น. / 17.30 น. – 21.30 น. (ปิดทุกวันอังคาร)
ที่อยู่ : Hihara Bldg B1F, 3-32-5 Shinjuku, Shinjuku-ku, Tokyo
เว็บไซต์ร้าน : http://www.shinjyuku-nakajima.com/

Nakiryu (ราคาเริ่มต้น 850 เยน)

Nakiryu เป็นร้านราเมงร้านแห่งที่สองในโตเกียวที่ได้รับตำแหน่ง One Michelin Star มา เมนูขึ้นชื่อของที่นี่คือ Tantanmen หรือราเมงเส้นเหนียวนุ่มในซุปเผ็ดจัดจ้านแบบอ่อนๆ ผสมผสานกับความมันที่ลงตัวจากเมล็ดงา ซึ่งเมื่อใครได้ชิมแล้วก็ต้องติดใจไปตามๆ กัน หากใครทานเผ็ด ก็สามารถเพิ่มระดับความเผ็ดในราคา 50 เยนได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีเมนูราเมง  ข้าวหน้าต่างๆ และอาหารทานเล่นให้เลือกทานอีกมากมายค่ะ

ข้อมูลร้าน
เวลาทำการ : จันทร์ 11.30 น. – 15.00 น.
ที่อยู่ : SKY Minamiotsuka 1F, 2-34-4 Minamiotsuka, Toshima-ku, Tokyo
เว๋็บไซต์ร้าน : http://www12.plala.or.jp/nakiryu/

Menya Ishin (ราคาเริ่มต้น 850 เยน)

แม้ชิโอะราเมงระดับมิชลินสตาร์ของที่นี่ ราคาจะเริ่มต้นที่ 850 เยน (249 บาท) แต่เพียงอัพราคาอีกนิดหนึ่งเป็น 1,100 เยน (321 บาท) เพื่อนๆ ก็จะได้ทานโชยุราเมง น้ำซุปคล่องคอ พร้อมจัดเต็ม แน่นด้วยเครื่องแบบในรูปด้านบน ประกอบไปด้วยเกี๊ยว เนื้อไก่สไลด์ชิ้นหนา และไข่ยางมะตูม ซึ่งถือเป็นเมนูที่ใครๆ ต่างก็ห้ามพลาดค่ะ!

 

ข้อมูลร้าน
เวลาทำการ : จันทร์ – เสาร์ 11.00 น. - 15.00 น. / 17.00 น. - 22.00 น.
ที่อยู่ : Sun Rion Building 1F, 3-4-1 Kamiosaki, Shinagawa-ku, Tokyo

Anda Gyoza (ราคาเริ่มต้น 972 เยน)

ด้วยการนำเสนอเกี๊ยวซ่าที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากอาหารอาเซียน แตกต่างจากร้านทั่วไป ในราคาย่อมเยา ทำให้ Anda Gyoza ติดหนึ่งในหมวดหมู่ BIB GOURMANDS ไปได้ไม่ยาก โดยมีไส้ให้เลือกหลากหลายได้แก่ ไส้กุ้งผสมผักชีและน้ำกะทิ ที่มีรสชาติคล้ายต้มยำกุ้งบ้านเรา ไส้หมูผัดผงกะหรี่ ไก่ผัดขิงและใบโหระพาปรุงรสด้วยน้ำปลา โดยเซตอาหารของที่นี่เสิร์ฟเกี๊ยว 8 ชิ้น ข้าวปรุงรส ผักดอง และซุปสาหร่าย เซตเดียวสามารถอิ่มท้องได้โดยไม่ต้องสั่งอะไรเพิ่มเลยค่ะ

ข้อมูลร้าน
เวลาทำการ : 11.30 น. – 23.00 น. (ปิดทุกวันอังคาร)
เว็บไซต์ร้าน : http://andagyoza.tumblr.com/

Tonkatsu Masamune (ราคาเริ่มต้น 980 เยน)

ทงคัตสึของที่นี่ไม่ธรรมดา ด้วยวัตถุดิบที่พิถีพิถันในการคัดสรรตั้งแต่เกล็ดขนมปัง กะหล่ำปลี ข้าว น้ำมันที่ใช้ในการทอด รวมถึงเนื้อหมูคัดพิเศษจากแบรนด์ Waton Mochibuta ที่ขึ้นชื่อในการใส่ใจเลี้ยงดู ทำให้ได้เนื้อหมูมีเนื้อแน่น พร้อมกับไขมันที่ละลายในปาก ในราคาเพียง 980 เยน (287 บาท) เซตอาหารกลางวันที่ประกอบไปด้วย ข้าวสวยพูนชาม ซุปมิโซะหมูต้มผักรวม (ทงจิรุ) หมูทอดทงคัตสึกรอบๆ ชิ้นใหญ่ และผักดอง ทั้งหมดนี้พร้อมเสิร์ฟตรงหน้าเพื่อนๆ แล้วค่ะ

ข้อมูลร้าน
เวลาทำการ : เสาร์ 11.30 น. – 15.00 น.
ที่อยู่ : 2-8-19 Akasaka, Minato-ku, Tokyo
เว็บไซต์ร้าน : http://tonkatsu-masamune.com/

Zuisetsu (ราคาเริ่มต้น 1,200 เยน)

https://en.tripadvisor.com.hk/ShowUserReviews-g1066455-d1668088-r126813240-Zuisetsu-Setagaya_Tokyo_Tokyo_Prefecture_Kanto.html

ร้าน Zuisetsu ระดับ One Michelin Star นี้นำเสนออาหารฟิวชัน ผสมผสานระหว่างจีนกวางตุ้งและญี่ปุ่น ซึ่งเซตอาหารกลางวันสุดหรูมีราคาเริ่มต้นเพียง 1,200 เยน (350 บาท) เท่านั้นค่ะ ซึ่งในเซตมีครบตั้งแต่อาหารเรียกน้ำย่อย ติ่มซำหนึ่งอย่าง อาหารจานหลัก บะหมี่ชามเล็ก รวมถึงของหวานด้วยค่ะ แต่หากใครอยากจัดเต็มกว่านี้ ก็สามารถไปลิ้มลองเซตอาหารเย็นกันได้เลย (แต่ราคาอาจจะสูงสักหน่อย)

ข้อมูลร้าน
เวลาทำการ : จันทร์ – พุธ 11.30 น. – 14.00 น. / 18.00 น. – 21.00 น.  ศุกร์ 18.00 น. – 21.00 น.
(สุดสัปดาห์ และวันหยุดราชการ 12.00 น. – 14.00 น. / 18.00 น. – 21.00 น.)
ที่อยู่ :  Dairokuhyuga Bldg 2F, 1-20-13 Umegaoka, Setagaya-ku, Tokyo

แหล่งที่มา: timeout



Buta Daigaku ข้าวหน้าหมูย่างที่ได้รับเรตติ้งอันดับหนึ่งของโตเกียว ในเว็บ Ranking ร้านอาหารชื่อดัง

ร้านขายเมนูเดียวคือ ข้าวหน้าหมูย่าง มีทั้งหมด 4 ขนาด เล็ก, กลาง, ใหญ่ และ ใหญ่พิเศษ และแบบ Takeaway จะมีแค่ 3 ขนาดยกเว้นใหญ่พิเศษค่ะ ส่วนเมนูที่เหลือจะเป็นเครื่องเคียงที่เค้าจัดเป็นเซ็ทตามรูปที่ตู้กดเลยค่ะ แต่แถวล่างสุด คือถ้าอยากสั่งแยกก็ได้ค่ะ

เราสั่งขนาดกลาง (650 เยน 195 บาท) กับใหญ่ (810 เยน 243 บาท) มานะคะ ปริมาณข้าวเท่ากัน ต่างกันที่จำนวนชิ้นของหมู เราเคยเห็นคนทานขนาดเล็ก มีหมูประมาณ 5-6 ชิ้นค่ะ ข้าวประมาณ 1 ถ้วยค่ะ ส่วนเครื่องเคียงคนญี่ปุ่นมักสั่งซุปมิโซะกับไข่ออนเซนมาทานคู่กันค่ะ แต่เราแนะนำเครื่องเคียงเป็นไข่ออนเซน (110 เยน 33 บาท) กับผักดองเกลือ (70 เยน 21 บาท) นะคะ ออกรสเค็มนิดๆ และเย็นๆ นะคะ

เราไปเย็นวันอาทิตย์เลยไม่ค่อยมีคิวค่ะ เคยมาทานก่อนหน้านี้วันธรรมดาตอนกลางวันมีประมาณ 10 คิวได้ค่ะ แต่ร้านจะออกแนวร้านราเมงของ Salary man คนญี่ปุ่นนะคะ คือรีบทานรีบไปค่ะ ไม่นั่งแช่นานๆ ทางร้านมีข้อกำหนดว่าหากมา 1 คนต้องสั่ง 1 จานนะคะ

วิธีการซื้อนะคะ คือหากมีคิวก็ต่อคิวก่อนค่ะ และจะมีตู้กดออร์เดอร์อัตโนมัติในร้านค่ะ ใส่เงินแล้วกดเลือกเมนูที่ต้องการ จากนั้นเอาตั๋วมาให้พนักงานตอนมีที่ว่างให้นั่งค่ะ ส่งตั๋วให้พนักงานเสร็จก็นั่งแล้วทานน้ำรอได้เลยค่ะ ทางร้านเขียนไว้ว่าอาจจะต้องรอถึง 10 นาทีกว่าอาหารจะมาค่ะ ทานเสร็จแล้วให้ยกจานและแก้ว ขึ้นไปวางบนเคาเตอร์ข้างบนนะคะ

รอบๆ สถานี Shimbashi เป็นที่ทำงานเป็นส่วนมากค่ะ แต่ถ้าเดินไปอีก 2-3 แยกจะเป็นย่านกินซ่าทางใต้ ก็เดินไปช้อปปิ้งได้ค่ะ หรือหากมาช่วงหน้าหนาวก็สามารถเดินไปชม Illumination ที่ Caretta Shiodome ได้ด้วยค่ะ

 

 

พิกัด : สถานี Shimbashi JR Yamanote Line ทางออก Hibiya Exit หรือ Ginza Line ทางออก 8 เดิน 2 นาที

เวลาทำการ : วันธรรมดา 10:30-21:45 น. วันเสาร์อาทิตย์ 11:00-15:00 น., 16:30-20:15 น. หยุดวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนคี่ (เช่น มกราคม มีนาคม)
เบอร์โทร : 03-5512-3121
35.6664091364744,139.757461437652



พี่ม้าพาเที่ยว 5 ร้านอาหารเหมาะสำหรับไปเดทในโตเกียว

พี่ม้ามีร้านเดทแนะนำบ้างไหม ไปไหนดีคะ บอกหนูหน่อย ไม่ต้องห่วง ม้ามีร้านเด็ดมาแนะนำ รับรองฟินชัวร์!

T.Y. HARBOR

ร้านริมน้ำ บรรยากาศเกิน 10 ร้านนี้ชื่อ T.Y Harbor (ภายในมีร้านอาหารหลายๆ ร้านอยู่รวมกัน ตั้งแต่ เบเกอร์รี่ ไปจนถึงโรงเบียร์คาเฟ่ บาร์ ร้านสลัด (ผักปลูกเอง น้ำผึ้งทำเอง) ร้านเดท ร้านหมู่ ลูกเล็กเด็กแดง มาได้หมดค่ะ) ปัญหาการรับประทานอาหารยากจะหมดไปเพราะ ที่นี่มีทุกอย่างเลยค่ะ กลางวันก็มาได้ กลางคืนก็โรแมนติกมาก ม้าแนะนำให้จองก่อน เว็บเป็นภาษาอังกฤษ ไม่ต้องห่วงเลยค่ะ

ร้านนี้เป็นร้านเก๋ไก๋ อยู่ริมน้ำ นั่งทอดอารมณ์ นั่งจกสเต็ก เด็ดขนมปัง ซู๊ดสปาเกตตี้เก๋ๆ ตามด้วยการนั่งจิบเบียร์สด ข้างๆ โรงกลั่นเบียร์เลย ฮิพมากๆ เลยค่ะ

การเดินทาง

ลงสถานี Shinagawa (เดินแอบไกลนิดนึง 15นาที จะนั่ง taxi ก็ได้ ประมาณ 5 นาทีค่ะ )หรือจะลงสถานี Tennozu Isle (ใกล้กว่าค่ะ)
 https://www.tysons.jp/tyharbor/en/

RENGA ZAKA

พาไปซอยเดทใกล้ชินจูกุเพียง 4 นาทีเองค่ะ ต้องมาตอนกลางคืนนะคะ มีร้านอาหารหลายร้านเลย และส่วนใหญ่ราคาไม่แพง เริ่มต้นที่1,000¥ แต่ร้านที่ม้าจะแนะนำคือ ร้านชื่อ Kanjinya (肝心屋 中野店)
ร้านนี้อยู่ในซอยเล็กๆ ม้าเรียกซอยนี้ว่า ซอยร้านเดท มีความสลัวๆ มีแสงไฟเป็นระลอกๆ ร้านที่เรียงรายเหมาะแก่การมาเดทมากออกแนวมาคนเดียวเปลี่ยวไปถึงชาติหน้า

วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์คนเยอะ แนะนำให้มาวันธรรมดา มาสัก 6 โมงฝ่าๆ ถึง 1 ทุ่มเนื้อ คือวากิวนุ่มนิ่ม เหมือนกินไขมันทั้งชิ้น ยิ่งกินยิ่งอ้วนมีแต่ความอ้วน ราคาอยู่ระดับค่อนข้าง 3,000-5,000¥ ต่อคน (แล้วแต่ความจุกระเพาะ ไม่มีบุฟเฟ่ต์นะคะ แต่ม้าบอกเลย เนื้อคือมีคุณภาพมากมาย )

การเดินทาง

สถานี Nakano ทางออก South gateที่ถนน Renga Zaka
https://s.tabelog.com/en/tokyo/A1319/A131902/13073343/?cid=google_yoyaku&from_google=1

Prince Hotel Tokyo Buffet Dining Porto

ร้านบุฟเฟ่ต์ขาปูบรรยากาศดี ทานในโรงแรม และที่สำคัญราคาไม่แพง คนไม่เยอะ ไม่พลุกพล่าน ราคาไม่แพง ม้าขอแนะนำที่ Prince Hotel Tokyo Buffet Dining Porto (คนละที่กับ Prince Shinjuku นะคะ อย่าสับสนนะคะ) ไปกินบุฟเฟ่ต์ขาปูที่โรงแรม Prince ใครว่าญี่ปุ่นอาหารแพง แพงจริงค่ะ แต่ถ้ากินที่โรงแรมราคาเท่าๆ กับที่ไทยเลย ยิ่งไปกินตามโรงแรม 4-5 ดาวเผลอๆ ราคาถูกกว่าไปกินร้าน Izakaya อีกค่ะ

นอกจากจะมีขาปูแล้ว ยังมี Roasted beef ซีฟู๊ด ปลาดิบ อร่อยแทบทุกอย่าง ของหวาน เค้ก ไอติม ผลไม้เชอร์รี่ ม้าบอกเลยราคานี้ถือว่าถูกมาก ของคุณภาพดีมาก วิวคือโตเกียว ทาวเวอร์ แบบใกล้ชิด เพราะโรงแรมอยู่ข้างๆ โตเกียวทาวเวอร์เลย ราคาคือดีมาก บอกเลยคุ้มสุด
Breakfast: 2,500¥ (6:30A.M. – 10:00A.M.)
Lunch: 3,200¥ (11:30A.M. – 3:00P.M.)
Dinner: 5,500¥ (5:30P.M. – 9:30P.M.)

การเดินทาง

ลงสถานี Shibakoen เดิน 4นาที (Exit A4)
ลงสถานี Onarimon เดิน 3นาที (Exit 12)
ลงสถานี Akabanebashi เดิน1นาทีหรือจะลงจากสถานี Shimbashi เดินประมาณ10นาทีค่ะ

CHINZANSO TOKYO

พี่ม้าพาไปจิบชา ออกเดท อ้อล้อในสวนสวย (อย่าเรียกว่าสวน ม้าขอเรียกว่าป่า) มีหรือพี่ม้าจะพาไปกินของแพง ไม่มีทางค่ะแต่อันนี้ คือดีงาม ที่สำคัญไม่แพง กินอยู่อย่างหรู ที่โรงแรม Chinzanso Tokyo โรงแรมอะไร มีป่ากลางโรงแรม มีหิ่งห้อย มี Pagoda ตอนกลางคืน ไปแล้วเกิดอาการอิจฉาริษยาได้ เพราะจะเจอคู่แต่งงานเยอะมาก อ้อล้อกันมาก เห็นแล้วอยากไปนั่งร้องไห้กระซิกข้างบ่อน้ำ

นั่งจิบชา Afternoon Tea ในราคา 3,800¥ แต่ถ้ามากลางคืน เหลือ 3,000 ¥ ต่อคน เริ่มแรกสั่งแชมเปญ (รวมอยู่ในเซท) ตบท้ายด้วยมาการอง ตับห่าน และอะไรไม่รู้อีกมากมาย จากนั้นเป็น Roasted Beef ก้อนใหญ่
แนะนำให้จองก่อน และไม่ต้องห่วงเรื่องภาษาปะกิด ที่นี่เป็นโรงแรมจึงไม่มีปัญหาใดๆ มิต้องห่วง

การเดินทาง

ของสวย และดี แต่เดินทางไม่ไกล ไม่ต้องห่วง จากสถานี Yurakucho นั่งรถไฟสาย Yurakucho มาลงที่สถานี Edokawabashi นะคะ แล้วเดินประมาณ 7 นาที 

HAYASHIYA

ม้าขอพากินข้าวหน้าปลาไหลที่คาวาโกเอะใกล้ๆ โตเกียว แต่จริงๆ อยู่จังหวัดไซตามะนะคะ ไม่ต้องไปไกลถึงนาโกย่าก็อร่อยได้ ใครมีโอกาสได้ไปคาวาโกเอะ มีร้านนึงที่ม้าอยากแนะนำใจจะขาด คือร้าน Hayashiya เป็นร้านข้าวหน้าปลาไหลใจกลางคาวาโกเอะ เป็นร้านเก่าแก่ ปกติต้องรอประมาณ 20-30 นาที ถ้าไปตอนเที่ยงนะคะ ม้าเลยขอแนะนำให้ไปหลังบ่ายโมง หรือไม่ก็สักประมาณ 11 โมงค่ะ

ทานแบบไหนดี ข้าวหน้าปลาไหลแบบปกติราคา 2,880¥ หรือแบบพิเศษมี 3ชิ้น ราคา 4,220¥ เชื่อม้า สั่งเยอะไปเลย ยังไงก็ทานหมด หรือใครกลัวเลี่ยนม้าแนะนำให้สั่งแบบ Hitsumabushi เป็นข้าวหน้าปลาไหลแบบอยู่ในโถ เอามาคลุกกับวาซาบิทาน ได้ลองสักครั้งจะติดใจ หรือจะราดน้ำซุปก็ได้ คือปลาไหลย่างกรอบกำลังดี ทานแล้วหาคำว่าเลี่ยนไม่เจอ มีแต่จะเติมยังไงให้เต็มกระเพาะ

การเดินทาง

ลงสถานี Hon-Kawagoe เดินประมาณ 10 นาที
เวลาทำการ 11.00-18.00
ข้อมูลเพิ่มเติม: https://s.tabelog.com/en/saitama/A1103/A110303/11025736/



โตเกียวสกายทรีเตรียมจัดงานอีเว้นท์ในธีม ‘เพลิดเพลินกับค่ำคืนอันยาวนานของฤดูใบไม้ร่วง’ ระหว่างวันที่ 3-30 กันยายน

โตเกียวสกายทรีเตรียมจัดงานอีเวนท์ในธีม 'เพลิดเพลินกับค่ำคืนอันยาวนานของฤดูใบไม้ร่วง' ซึ่งจะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 3 ถึง 30 กันยายน  2018

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2017 โตเกียวสกายทรี ซึ่งเป็นหอคอยที่สูงที่สุดในโลกได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของ 100 Moon Project ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในการชมจันทร์ในฤดูเก็บเกี่ยว โดยที่ Tokyo Skytree และ Tokyo Skytree Town จะเป็นเจ้าภาพในการจัดงานในปีนี้

การชมจันทร์ จะจัดในช่วงของฤดูการเก็บเกี่ยวและดอกไม้ไฟ โดยจะมีอีเว้นท์มากมายที่จัดใน Tokyo Skytree เพื่อให้ทุกคนสามารถเพลิดเพลินไปกับความงามยามค่ำคืนของวิวเมือง และจะมีการแสดงดนตรีแจ๊สบนดาดฟ้าชมวิวสูง 350 เมตรของ Tokyo Skytree ซึ่งหมายความว่าจะสามารถเพลิดเพลินไปกับเสียงเพลงอันไพเราะและชมจันทร์ไปได้ในคราวเดียวกัน

นอกจากนี้ยังมีอีเว้นท์ในธีม ปาฏิหาริย์จันทรา หรือ Kisetsu no Getsu ที่ SKYTREE ROUND THEATER® มีการฉายภาพดวงจันทร์เต็มดวงบนหน้าต่างและแสดงดนตรีโดยมีกรุงโตเกียวเป็นฉากหลัง นอกจากนี้โตเกียวโซลามาจิ (TOKYO Solamachi) จะจัดอีเว้นท์โยคะ และยังมีของว่างและไวน์ที่งาน 'Moonlight Wine Bar ที่ผลิตโดย Rigoletto' พร้อมเมนูขนมหวานจำนวนมากมายที่คาเฟ่ Tokyo Skytree Observation Deck กับร้านอาหารใน Tokyo Solomachi

Ogura Milk & Matcha Mousse – 540 เยน

Bunny Manjū – 160 เยน

 

แหล่งที่มาเรื่องและภาพ : moshimoshi-nippon



อยากออกไปแตะขอบฟ้า มาทางนี้!! แนะนำจุดชมวิวในโตเกียวที่อยู่ ใกล้เส้นขอบฟ้าเพียงแค่เอื้อม

อยากออกไปแตะขอบฟ้า~ งั้นมาทางนี้เลยค่ะ เราขอแนะนำจุดชมวิวในโตเกียวที่ทำให้ได้อยู่ใกล้เส้นขอบฟ้าเพียงแค่เอื้อม ซึ่งสถานที่ที่เราจะแนะนำในครั้งนี้เป็นระดับสุดยอดในการชมวิวขอบฟ้าของมหานครโตเกียว เป็นเส้นทางที่ทำให้เพื่อนๆ ได้เห็นโตเกียวในหลายมุมมอง ได้เก็บภาพแสนสวยของเส้นขอบฟ้าในหลายช่วงเวลา ตั้งแต่เช้าจรดเย็น แค่ตามเราไปเท่านั้นเองค่ะ ไปกันเลยเนอะ!

1. Tokyo Skytree

โตเกียวสกายทรีเป็นจุดที่มีชื่อเสียงที่สุดและสามารถเห็นขอบฟ้าโตเกียวได้ในระดับความสูงที่สุด ให้ไปที่นี่ก่อนเลยเป็นที่แรกนะคะ เพราะจะมีคนมารอต่อคิวขึ้นชมเยอะมาก ถ้าไม่อยากรอนานก็ต้องมาให้เร็วหน่อย ชั้นชมวิวเปิดเวลา 8 โมง อยู่ที่ชั้น 350 เป็นจุดชมวิวหลักที่ระดับความสูง 350 เมตร แต่ที่นี่ก็ยังมีไฮไลท์อีก คือ Sorakara Point ที่ชั้น 450 ระดับความสูง 450 เมตร เป็นชั้นที่กรุกระจกไว้รอบทิศ สามารถเห็นวิวได้แบบ 3D พร้อมทั้งสัมผัสความรู้สึกสุดประทับใจเหมือนได้ลอยอยู่บนอากาศเลยค่ะ หรือจะซื้อตั๋วขึ้นไปที่ชั้น 445 (Tembo Galleria) ก่อนก็ได้ แล้วค่อยเดินขึ้นไปตามทางแบบ slope ไปสู่จุดสุดยอดที่ชั้น 450 ก็จะได้เห็นวิวสวยๆ ไปพร้อมๆ กับก้าวเดินของเราเลยค่ะ พิเศษไปอีกแบบจริงๆ

แนะนำการเดินทาง : นั่งรถไฟสาย Tobu Skytree Line ลงสถานี Tokyo Skytree หรือ นั่งรถไฟสาย Hanzomon Line ลงสถานี Oshiage
แผนที่ : https://goo.gl/maps/VuS95fXL39Q2
เว็บไซต์ : http://www.tokyo-skytree.jp/th/

2. Tokyo Metropolitan Government Building Observatory

ชมวิวจากโตเกียวสกายทรีแล้วก็ให้มาที่นี่เป็นลำดับที่สองนะคะ อาคารศาลาว่าการกรุงโตเกียว เขาเปิดให้ขึ้นไปชมวิวโตเกียวมุมสูงได้ฟรีเลยค่ะ จุดชมวิวอยู่ที่ชั้น 45 ที่ระดับความสูง 202 เมตร มีทางขึ้นฝั่งเหนือและทางขึ้นฝั่งใต้ วันที่อากาศดีๆ เราจะสามารถเห็นวิวภูเขาไฟฟูจิทาบทับเส้นขอบฟ้าทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ได้ด้วยนะคะ

แนะนำการเดินทาง : จากสถานี Oshiage นั่งรถไฟสาย Toei Asakusa Line ลงที่สถานี Daimon แล้วเปลี่ยนไปนั่งสาย Toei Oedo Line ลงที่สถานี Tochomae แล้วเดินเท้าต่ออีก 3 นาที
แผนที่ : https://goo.gl/maps/JsMx2S1hkTr
เว็บไซต์: http://www.metro.tokyo.jp/english/offices/observat.html

3. Tokyo City View and Sky Deck at Mori Tower (Roppongi Hills)

จุดหมายปลายทางลำดับที่สามของเราคือ Roppongi Hills ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ใจกลางย่าน Roppongi ที่นี่มีจุดชมวิวคือ Tokyo City View เป็นจุดชมวิวในอาคาร อยู่ที่ชั้นบนสุดของ Mori Tower มีหลังคาสูง กรุกระจกใสรอบด้าน สามารถชมวิวที่ระดับความสูง 250 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และ Sky Deck ซึ่งเป็นจุดชมวิวกลางแจ้งที่ระดับความสูง 270 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ในวันที่อากาศดี ๆ แหงนหน้าขึ้นมองจะเห็นท้องฟ้ากว้างใหญ่อยู่เหนือหัวและเห็นขอบฟ้าเป็นเส้นตรงอยู่ลิบๆ เบื้องหลังทะเลอาคารระฟ้าแห่งมหานครโตเกียว

แนะนำการเดินทาง : นั่งรถไฟสาย Toei Oedo Line ลงสถานี Roppongi ใช้ทางออกที่ 3 แล้วเดินต่ออีก 4 นาที
ค่าเข้าชม :  Tokyo City View ผู้ใหญ่ 1,800 เยน (539 บาท) // Sky Deck ผู้ใหญ่ 500 เยน (150 บาท)
แผนที่ : https://goo.gl/maps/Dd9oNp11Cep
เว็บไซต์ : https://art-view.roppongihills.com/en/info/

4. Tokyo Tower

หอคอยโตเกียวสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1957 เป็นหอคอยสำหรับกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ เปิดดำเนินการในปี ค.ศ. 1958 ถือเป็นสัญลักษณ์คู่เมืองโตเกียวก็ว่าได้ ที่นี่มีจุดชมวิวสองจุด คือ Main Deck (150 เมตร) และ Top Deck (250 เมตร) ซึ่งเพิ่งเปลี่ยนชื่อมาใช้ชื่อนี้เมื่อต้นปีนี้เองค่ะ และได้เปิดบริการใหม่เอี่ยมด้วย นั่นคือ Top Deck Tour ซึ่งต้องจองล่วงหน้าก่อน ถึงตอนนี้หอคอยโตเกียวจะไม่ใช่หอคอยที่สูงที่สุดอีกต่อไป แต่วิวมุมสูงของโตเกียวทั้งสี่ทิศจากสถานที่แห่งนี้ก็ยังเป็นสิ่งที่พลาดไม่ได้เมื่อเพื่อนๆ มาโตเกียวค่ะ

แนะนำการเดินทาง : จากสถานี Roppongi นั่งรถไฟสาย Toei Oedo Line ลงที่สถานี Akabanebashi แล้วเดินต่ออีก 5 นาที
ค่าเข้าชม :    Main Deck ผู้ใหญ่ 900 เยน (269 บาท) // Top Deck ผู้ใหญ่ 2,800 เยน (836 บาท)
แผนที่https://goo.gl/maps/4iYzmSTQ1AB2
รายละเอียด Top Deck Tour : https://tdt.tokyotower.co.jp/en/index.html
เว็บไซต์ : https://www.tokyotower.co.jp/en.html

5. Odaiba Seaside Park

สถานที่ถัดไปของเรานะคะ คือ Odaiba Seaside Park ที่นี่ไม่ใช่จุดชมวิวที่เป็นหอสูงหรือยอดตึก แต่เป็นสวนสาธารณะที่มองเห็นวิวสวยงามของ Rainbow Bridge และเทพีเสรีภาพจำลอง เพื่อนๆ สามารถเดินเลียบหาด ชมเส้นขอบฟ้าตัดกับผืนน้ำทะเลของกรุงโตเกียวได้อย่างเพลิดเพลินใจ สวนสาธารณะที่โอไดบะแห่งนี้เปิดให้เข้าชมฟรีและเปิดตลอด 24 ชั่วโมงเลยค่ะ

แนะนำการเดินทาง : นั่งรถไฟสาย Toei Oedo Line ลงสถานี Shiodome แล้วเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟสาย Yurikamome ลงสถานี Odaiba-kaihinkoen แล้วเดินอีก 3 นาที
แผนที่ : https://goo.gl/maps/BdG9g6PqJvM2

6. World Trade Center

สถานที่สุดท้ายที่เราให้เป็นฟินนาเล่ของการชมวิวขอบฟ้าโตเกียวก็คือที่ตึกแห่งนี้ค่ะ World Trade Center เพราะสามารถมองเห็นวิวของอ่าวโตเกียวและหอคอยโตเกียวได้พร้อมกัน เวลาที่เหมาะสมในการชมวิวคือหลังพระอาทิตย์ตกดิน เมื่อโตเกียวเปิดไฟสว่างไสวไปทั้งเมือง ในเวลานั้นจะมีคนมามากเป็นพิเศษ เพื่อนๆ ต้องกะเวลากันดีๆ นะคะ จะได้มาทันได้จุดที่ชมวิวที่ดีที่สุดค่ะ ชั้นชมวิวอยู่ที่ชั้น 40 ที่ระดับความสูง 152 เมตร เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10:00-20:30 น. ที่ตึกนี้มีร้านค้าและร้านอาหารมากมาย เป็นที่พักที่ดีที่สุดหลังจบทัวร์ตามหาวิวเส้นขอบฟ้ามาแล้วทั้งวันเลยค่ะ

แนะนำการเดินทาง : จาก Odaiba นั่งรถไฟสาย Yurikamome ลงที่สถานี Shimbashi แล้วเปลี่ยนไปนั่งสาย JR Yamanote Line ลงสถานี Hamamatsucho
ค่าเข้าชม : 620 เยน (185 บาท)
แผนที่ : https://goo.gl/maps/2FFijxJ4aGU2

แหล่งที่มาของภาพและข้อมูล: livejapan



5 Beer Garden บรรยากาศโรแมนติกที่ควรพาแฟนไปเดทในโตเกียว

มีโอกาสได้ใช้เวลาอยู่กับแฟนสักทีก็อยากหาที่ที่โรแมนติก บรรยากาศดีๆ นั่งจิบเบียร์ด้วยกันแบบชิลๆ ใช่ไหมล่ะ หากใครกำลังหาที่แบบนั้นอยู่ ทางเราก็ขอแนะนำให้จูงมือกันมาที่เบียร์การ์เด้นเลยค่ะ ที่ญี่ปุ่นหน้าร้อน มีเบียร์การ์เด้นดีๆ หลายที่เปิดให้บริการ ตั้งแต่บรรยากาศแบบดาดฟ้าชมวิวยามค่ำคืน ไปจนถึงแบบที่เราสามารถปิ้งบาร์บีคิวไปด้วยได้ แถมยังเป็นสถานที่เดทยอดฮิตของหนุ่มสาวญี่ปุ่นด้วยนะ

 

LAND MEAT CENTER / SHINJUKU

หากใครกำลังหาร้านเบียร์การ์เด้นในบรรยากาศแคมปิ้งสุดหรูใจกลางเมืองต้องมาที่ตึก Shinjuku Lumine1 บนชั้นดาดฟ้าเลยค่ะ เพราะตั้งแต่ตอนนี้ไปจนถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2018 เราสามารถขึ้นมาจิบเบียร์ ทานปิ้งย่าง พร้อมกับชมวิวสวยๆ ยามค่ำคืนของชินจูกุได้

พื้นที่ของที่นี่แบ่งออกเป็นสองโซน คือโซนเคาน์เตอร์บาร์ สำหรับจิบเบียร์ชิลๆ หรือจะเลือกคอร์สดื่มไม่อั้น 2 ชั่วโมงพร้อมอาหาร 3 อย่างในราคา 2,500 เยน (750 บาท) ก็ได้ อีกโซนคือโซนบาร์บีคิวสำหรับปิ้งย่างที่มี “Yakiniku Course” เซ็ตเนื้อ 3 ชนิด พร้อมเครื่องดื่ม มีให้เลือกแบบ 90 นาที หรือ 120 นาที ในราคาเริ่มต้น 4,800 เยน (1,440 บาท)

นอกจากนี้หากใครอยากให้การเดทในครั้งนี้คอมพลีตแบบสุดๆ ที่นี่เขาก็มี “Food Camp Course” ราคา 10,000 เยน (3,000 บาท) จัดเต็มด้วยอาหาร 8 อย่างที่รวบรวมวัตถุดิบจากทั่วญี่ปุ่นมาเนรมิตเป็นอาหารมื้อพิเศษสำหรับคุณลูกค้า แต่กระซิบนิดนึงว่าคอร์สนี้จำเป็นต้องจองล่วงหน้าก่อน 5 วันนะจ๊ะ

พิกัด : 1-1-5, Nishishinjuku, Shinjuku-ku, Tokyo, 160-0023 LUMINE 1 Rooftop Fl.
เวลา : จันทร์ – ศุกร์ 16:00-23.00 น. เสาร์-อาทิตย์และวันหยุดอื่นๆ 15:00-23:00 น.
การเดินทาง : จากสถานี JR Shinjuku ทางออก South เดินต่ออีก 1 นาที
แผนที่ : https://goo.gl/maps/xBCWmfMRzSx

IKEBUKURO PARCO ALOHA BBQ BEER GARDEN

ใครอยากเปลี่ยนมานั่งในบรรยากาศเสมือนอยู่ชายทะเลฮาวายต้องเบียร์การ์เด้นที่ห้าง Parco Ikebukuro เลย นอกจากอาหารและเบียร์ยังมีฟลอแดนซ์ พร้อมการแสดงสุดพิเศษด้วย ทั้งหมดนี้สามารถจูงแฟนไปเดทได้ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2018 เลยนะ

ที่นี่จะมีคอร์สบุฟเฟต์ BBQ4 ชนิดทั้งเนื้อวัว หมู ไก่ และเนื้อแกะ พ่วงมาด้วยบุฟเฟต์เครื่องดื่ม หนึ่งในเมนูเครื่องดื่มที่ห้ามพลาดเลยคือ Kona Beer เบียร์แบรนด์อันดับหนึ่งของฮาวายที่มีให้เลือกหลายรสชาติมากๆ นี่ยังไม่นับรวมถึงเมนูผักอื่นๆ มันฝรั่งทอด และน้ำแข็งใสสไตล์ฮาวาย ฯลฯ ให้เราได้อิ่มแบบไม่อั้นตลอด 2 ชั่วโมงเต็มๆ ในราคา 3,980 เยน (1,190 บาท)

พิกัด : 1-28-2 Minamiikebukuro Toshima Tokyo Ikebukuro PARCO Rooftop Fl.
เวลา : จันทร์ – ศุกร์ 16:00-23:00 น. เสาร์-อาทิตย์และวันหยุดอื่นๆ 15:00-23:00 น.
การเดินทาง : จากสถานี JR Ikebukuro ทางออก East เดินต่ออีก 1 นาที
เว็บไซต์http://aloha-ikebukuro-parco.beergardens.jp/
แผนที่ : https://goo.gl/maps/YJNTyF5VrTy

KIHACHI / AOYAMA

บริเวณถนนสายแปะก๊วยที่สถานี Aoyama ก็มีเบียร์การ์เด้นดีๆ เหมาะสำหรับพาแฟนไปเดทเช่นกัน คือร้านคิฮาจิ (Kihachi /キハチ 青山本店) ที่มักจะจัดเบียร์การ์เด้นในชื่อ Chef's Beer Terrace ที่ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีในทุกๆ ปี

คอร์สของที่นี่มีให้เลือกทั้งหมด 3 คอร์สด้วยกัน เริ่มที่ “Chef's Beer Terrace A” เมนูผัก 3 ชนิด พายอบ และอาหารประเภทเนื้อ เครื่องดื่มแบบไม่อั้นในเวลา 90 นาที ราคา 5,500 เยน (1,650 บาท) สามารถสั่งได้ทั้งช่วงมื้อกลางวันและดินเนอร์ คอร์ส “Chef's Beer Terrace B” เพิ่มอาหารประเภทปลาและพาสต้า เครื่องดื่มไม่อั้น ในเวลา 90 นาที ราคา 6,500 เยน (1,950 บาท) และคอร์ส “Chef's Beer Terrace C” คอร์สนี้นอกจากอาหารข้างต้น เรายังจะได้ลิ้มรสคราฟเบียร์แสนอร่อย จัดเต็มในเวลา 120 นาที ราคา 7,500 เยน (2,250 บาท)

อาหารของที่นี่ทางเชฟได้คัดสรรค์มาแล้วว่าแต่ละอย่างทานคู่กับเบียร์แล้วอร่อยชัวร์! แต่ไม่ว่าจะสั่งคอร์สไหนทางร้านก็จะเสิร์ฟไส้กรอกรมควันและเนื้ออบหมักด้วยซอสสูตรเฉพาะของทางร้าน KIHACHI ให้ได้อร่อยคู่กับเบียร์กันทุกโต๊ะ บรรยากาศของร้านก็ดี ห้อมล้อมด้วยต้นแปะก๊วย เจอแบบนี้แฟนต้องชอบแน่นอน

พิกัด : 2-1-19 Kitaaoyama Minato Tokyo
เวลา : ช่วงอาหารกลางวัน 11:30-14:30 น. ช่วง Tea Time 14:30-17:00 น. ช่วงดินเนอร์ 18:00-23:00
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ Tokyo Metro สาย Toei Oedo สถานี Aoyama Itchome ทางออกหมายเลข 1 เดินต่ออีก  5 นาที
เว็บไซต์http://www.kihachi.jp/restaurant-cafe/shoplist/aoyama/
แผนที่ : https://goo.gl/maps/uiDDVsduppB2

VENIREGARDEN / OMOTESANDO HARAJUKU

ร้านต่อมาเป็นเบียร์การ์เด้นบรรยากาศโรแมนติก ตั้งอยู่บนชั้นดาดฟ้าในย่านโอโมเตะซันโด (Omotesando / 表参道) ที่สามารถมองเห็นวิวยามค่ำคืนของโตเกียวทาวเวอร์รวมไปถึงบริเวณย่านรปปงหงิ ฮิลส์ได้อย่างชัดแจ๋ว ร้านนี้เป็นร้านอาหารสไตล์อิตาเลี่ยนแท้ๆ ที่จะเปิดให้ได้ลิ้มชิมรสกันได้จนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2018 นี้

คอร์สอาหารที่แนะนำเลยคือ “Italia Course” ที่มีจานหลักเป็นเนื้อรมควันชั้นดี พร้อมกับบุฟเฟ่ต์เครื่องดื่มไม่อั้นในเวลา 2 ชั่วโมง ราคา 5,000 เยน (1,500 บาท) เมนูเครื่องดื่มก็มีหลากหลาย ทั้งเบียร์ สปาร์คกลิ้งไวน์ ไฮบอลสูตรพิเศษ ฯลฯ ให้คู่รักได้ลิ้มรสความสุขท่ามกลางบรรยากาศสุดพิเศษกันแบบฟินๆ

พิกัด : 4-31-10, Jinguumae, Shibuya-ku, Tokyo, 150-0001
เวลา : จันทร์-เสาร์ และวันก่อนวันหยุด 16:00-23:00 น. วันอาทิตย์และวันหยุดอื่นๆ 16:00-23:00 น.
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ Tokyo Metro สถานี Meiji Jingumae เดินต่ออีก 1 นาที
เว็บไซต์http://www.ginza-cruise.co.jp/veniregarden/
แผนที่ : https://goo.gl/maps/b4X8bbrLbLp

SOUNDS TERRACE BEER GARDEN / TAKADANOBABA

กลับมาที่เบียร์การ์เด้นที่เสิร์ฟพร้อมกับชุดบาร์บีคิวในบรรยากาสแสนโรแมนติกในย่านทาคาดะโนะบาบะ (Takadanobaba / 高田馬場) แต่ต้องรีบมากันหน่อยนะเพราะเขาจะเปิดถึงวันที่ 30 กันยายน 2018 เท่านั้น

บรรยากาศของร้านมีทั้งแบบ Rooftop Bar และแบบโต๊ะอาหาร บนนี้สามารถมองเห็นย่านชินจูกุ และถนนสายวาเซดะได้แบบ 360 องศา เซ็ตอาหารที่อยากแนะนำเลยคือ “SOUNDS terrace Set” ราคา 4,500 เยน (1,350 บาท) ที่จะได้ทานเซ็ตบาร์บีคิว มาพร้อมกับบุฟเฟ่ต์เครื่องดื่มไม่อั้น ทั้งเบียร์ ไวน์ คอกเทล ตลอด 90 นาที หรือถ้าอยากลิ้มรสคราฟต์เบียร์ก็จ่ายเพิ่มเพียงแค่ 500 เยน (150 บาท) เท่านั้น

ขอบอกนิดนึงว่าถ้าอยากมาทานเซ็ตบาร์บีคิวจะต้องใช้ระยะเวลาจองถึง 1 เดือน สามารถจองทางโทรศัพท์หรือในเว็ปไซต์ก็ได้ ส่วนในโซน Rooftop Bar ไม่จำเป็นต้องจอง ถ้าอยากจะจูงมือแฟนไปชิวก็สามารถทำได้เลย

เป็นยังไงกันบ้างคะร้านเบียร์การ์เด้นที่เรานำมานำเสนอ โรแมนติกสุดๆ ไปเลยใช่ไหมละ ใครมีแฟนบอกแฟนเลยนะ หรือไม่ก็แอบจองเอาไว้เซอร์ไพรส์กันก็ได้ เพราะบรรยากาศดีๆ แบบนี้รับรองแฮปปี้กันไปอีกนานเลย

พิกัด : 1-17-14 Takadanobaba Shinjuku Tokyo SOUNDS Building Rooftop Fl.
เวลา : 18:00-23:00 น.
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟสถานี Takadanobaba เดินต่ออีก 4 นาที
เว็บไซต์ : http://sounds11.com/
แผนที่ : https://goo.gl/maps/545g1JBZHPH2

 

แหล่งที่มาของเรื่อง : enjoytokyo
แหล่งที่มารูปภาพ : kihachi facebook,sounds11,landmeatcenter facebook,aloha.bg.ikebukuro facebook



ทริปสบาย ใกล้โตเกียว พาแม่เที่ยว EnoKama!!

EnoKama!

Enoshima || Kamakura

ตั้งแต่เราโตขึ้น จะมีสักกี่ครั้งที่เราได้เที่ยวกับแม่...
หยุดวันแม่ปีนี้ เลยตั้งใจจะเซอไพร์สพาคุณแม่สุดที่รักไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจที่ จ.คานากาวะ ใกล้โตเกียว เดินทางสะดวก ไปเช้า-เย็นกลับได้สบายๆ รับรองคุณแม่ไม่เหนื่อย และต้องถูกใจแน่ๆ บรรยากาศเมืองเก่า และโอเชียนวิว อย่างเมืองคามาคุระ และเอโนชิมะ ที่สามารถเที่ยวได้รวบรัดแบบ 1วันจะเป็นอย่างไร ต้องตามไปดู!!

SPOT 0

KITA KAMAKURA STATION

เริ่มต้นทริปของวันนี้ด้วยการนั่งรถไฟยิงยาวจากสถานีโตเกียว มาลงสถานี คิตะคามาคุระ ใช้เวลาประมาณ 50 นาที เมืองคามาคุระ เป็นเมืองเล็กๆ ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็เชื่อมถึงกันหมด หากตั้งต้นจากสถานีคิตะคามาคุระ ก็จะได้เดินเล่นชมวิวสองข้างทางไปในตัว

SPOT 1

ENGAKUJI

วัดเอนกาคุจิตั้งอยู่บนบริเวณเชิงเขาในเมืองคามาคุระตอนเหนือ ถูกสร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1282 ตัววัดถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ คือ ประตูซันมอน (Sanmon Main Gate ) ที่เป็นทางเข้าวัดอยู่ด้านล่างเขา และส่วนที่อยู่บนเขาเป็นประดิษฐาน Butsuden พระพุทธรูปที่แกะสลักจากไม้ เห็นถึงรายละเอียดปราณีต งดงาม ด้านหลังมีสระน้ำในวิหารที่เชื่อมกับสวนสมัยเอโดะซึ่งได้รับการบูรณะเมื่อปีค.ศ. 2000

ก่อนกลับขอแวะซื้อเครื่องรางสักนิด สายมูเตลูไม่ควรพลาด

เวลาเปิด-ปิด : 08:00-16:30 น.
เดินเท้า 5 นาที จากสถานี JR Kita-Kamakura

SPOT 2

TRUSRGAOKA HACHIMANGU

ศาลเจ้าชินโตที่สำคัญของเมืองคามาคุระ มีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนานมากว่า 800 ปี โดยเมื่อก่อนศาลเจ้าซึรุกะโอคะ ฮาจิมันกูตั้งอยู่ริมชายหาด จนกระทั่งโยริโมโตะ มินาโมโตะโชกุนคนแรกของเมืองคามาคุระได้ย้ายมาตั้งในตำแหน่งปัจจุบัน และสร้างศาลเจ้าขึ้นเพื่ออุทิศให้กับเทพเจ้านักรบ และเหล่าซามูไรตระกูลมินาโมโตะ

บริเวณทางเข้าโดดเด่นด้วยเสาโทริอิสีแดงขนาดใหญ่ ถือเป็นแลนด์มาร์คที่ต้องแวะมาถ่ายรูป ตัวอาคารหลักของศาลเจ้าตั้งอยู่บนเนิน ต้องขึ้นบันไดหินไปด้านบน และข้างบันไดหินนี้ เคยมีต้นแปะก๊วยต้นอายุพันปี ที่อยู่มาก่อนศาลเจ้าจะถูกสร้าง เมื่อเข้าฤดูใบไม้ผลิ ใบแปะก๊วยก็จะเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองทองสวยงาม แต่ด้วยความที่มีอายุมากทำให้ต้นแปะก๊วยหักโค่นลงด้วยลมพายุเมื่อปีค.ศ. 2010 ปัจจุบันได้มีการปลูกต้นแปะก๊วยขึ้นมาทดแทน และทำรั้วกั้นไว้เป็นอนุสรณ์

ต้นแปะก๊วยต้นอายุพันปี

ด้านล่างของศาลเจ้าเป็นศาลาสีแดง (Maiden) เป็นที่สำหรับประกอบกิจกรรม หรือพิธีแต่งงาน

ก่อนเข้าศาลเจ้าอย่าลืมล้างมือ บ้วนปาก ชำระล้างจิตใจให้สะอาด บริสุทธิ์

เวลาเปิด-ปิด : 5:00 - 21:00 น. (ตุลาคม - มีนาคม: 6:00 - 21:00 น.)
เดินเท้า 10 นาที จากสถานี JR Kamakura

SPOT 3

KOMACHI DORI

ถนนโคมะจิโดริ เป็นถนนช้อปปิ้งยอดนิยม ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีคามาคุระ แค่ออกมาก็จะเจอกับทางเข้าที่เป็นซุ้มประตูสีแดง โดดเด่นอยู่ตรงหน้า บนถนนช้อปปิ้งแห่งนี้มีความยาวถึง 360 เมตร เรียงรายไปด้วยสินค้ากุ๊กกิ๊กที่มีสไตล์เฉพาะตัว ทั้งข้าวของ เครื่องใช้จามชาม เสื้อผ้าแบบญี่ปุ่นๆ  รวมไปถึงอาหารท้องถิ่น และคาเฟ่ ขนมหวานที่หาทานได้เฉพาะคามาคุระเท่านั้น

ความหลากหลายของร้านค้า และกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นโบราณที่ผสมผสานกับตึกสไตล์ตะวันตก ทำให้ถนนแห่งนี้มีสเน่ห์ จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาด หากใครอยากสัมผัสความเป็นญี่ปุ่นแบบย้อนยุค ก็สามารถเช่ากิโมโน เดินเล่นถ่ายรูป หรือนั่งรถลาก (Jinrikisha) ชมบรรยากาศเมืองโบราณรอบๆ

เดินเท้า  3 นาที จากสถานี JR Kamakura

-5 ร้านที่ต้องมากิน เมื่อมาเยือน KOMACHI DORI-

1.ไข่ม้วนไส้ปลาข้าวสาร / ข้าวหน้าปลาดิบแบบถ้วย
ร้าน Hannari Inari

2.ซอฟต์ครีมทองคำเปลว
ร้าน Yukinoshita Kajitsu

3.โคร็อกเกะไส้ช็อคโกแลต
ร้าน Torigoya

4.ข้าวปันไส้เท็มปุระ(เท็นมุสุ)
ร้าน Tenmusuya

5.เอแคลร์ช็อคโกแลต
ร้าน ca ca o

รถไฟสายเอโนะชิมะ (Enoshima Dentetsu Line) หรืออีกชื่อที่คุ้นหูกันว่า เอโนะเด็น เป็นสายรถไฟโลคอลสไตล์เรโทรที่คนท้องถิ่น และนักท่องเที่ยวต่างนิยมใช้บริการ เพราะเชื่อมต่อตั้งแต่คามาคุระไปจนถึงเอโนะชิม่า ทำให้การเดินทางง่าย และสะดวกสบาย

เสน่ห์ของเอโนะเด็นอีกอย่างคือ เป็นรถไฟที่วิ่งทั้งในถนน ผ่านอาคารบ้านเรือน!

Kamakurakokomae เป็นสถานีเล็กๆ ที่ได้รับเลือกว่าสวยติดอันดับ เพราะมีทิวทัศน์ของทะเล และเกาะเอโนะชิมะอยู่ตรงหน้า
หากเดินออกมาจากสถานี ก็จะพบกับสามแยกที่เป็นเนินเขา มีเส้นรถไฟเอโนเด็นตัดผ่าน และมุมนี้เองที่เป็นฉากในอนิเมเรื่อง SLAM DUNK

สามารถขึ้นรถไฟ Enoshima Dentetsu ได้ที่สถานี JR Kamakura

SPOT 4

HASEDERA

หลังจากนั่งรถไฟเอโนะเด็นมาคามาคุระตอนใต้ ก็จะเริ่มเดินเที่ยวที่วัดฮาเสะเดระก่อน เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยยุคนารา โดยไฮไลท์ของที่นี่คือรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม 11 เศียรที่แกะสลักด้วยไม้ทั้งหมด มีขนาด 9.18 เมตรใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น

ภายในวัดฮาเสะเดระ ยังมีดอกไม้นานาพันธุ์ไม่ว่าจะเป็น ดอกไฮเดรนเยีย ดอกลิลลี่ ต้นพลัม และอื่นๆ ออกดอกสลับกันให้ชมตลอดทั้งปีจนได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

เดินเท้า 5 นาที จากสถานี Hase รถไฟสายเอโนชิมะ

SPOT 5

KAMAKURA DAIBUTSU

เดินมาเรื่อยๆ จากวัดฮาเสะเดะระ ก็จะเจอกับพระใหญ่ (Daibutsu) หรือที่ได้รับการขนานนามว่า “Great Buddha of Kamakura”  สัญลักษณ์สำคัญของเมืองคามาคุระที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดโคโตคุอิน

เดิมทีพระใหญ่ไดบุสึได้ประดิษฐานอยู่ในวิหารของวัด แต่เมื่อปี ค.ศ.1369 และ ค.ศ.1498 ตัวอาคารได้เกิดความเสียหาย พังทลายจากพายุไต้ฝุ่น และสึนามิ เหลือแต่องค์พระท่ามกลางซากปรักหักพัง จึงทำให้เป็นที่เลื่อมใส และศรัทธาของชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก

พระใหญ่ไดบุสึ เป็นรูปปั้นที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากองค์โตที่วัดโทไดจิ เมืองนาระ มีความสูง 11.3 เมตร หนักถึง 121 ตัน ทำจากทองสัมฤทธิ์ ด้านในองค์พระสามารถเข้าไปชมได้โดยเสียค่าเข้า 20 เยน
บริเวณด้านในของวัดร่มรื่นด้วยสวนแบบญี่ปุ่นตลอดสองข้างทาง แนะนำให้มาช่วงฤดูใบไม้ผลิ เพราะจะได้เห็นความงามที่ตัดกันของดอกซากุระสีชมพู กับองค์พระไดบุสึ

เวลาเปิด-ปิด: เมษายน - กันยายน 8:00 - 17. 30 น
ตุลาคม-มีนาคม 8:00 - 17.00 น

เดินเท้า 5 นาที จากวัดฮาเสะเดระ / 10 นาที จากสถานี Hase รถไฟสายเอโนชิมะ

SPOT 6

SHICHIRIGAHAMA BEACH

แวะหาอะไรรองท้องที่ร้าน Pacific Drive In ตั้งอยู่ริมชายหาดชิจิริคุฮาม่า ระหว่างทางไปเกาะเอโนะชิมะ ที่นี่เป็นร้านอาหารสไตล์ Drive in Café เสิร์ฟอาหารพื้นเมืองของฮาวาย อย่าง Poke Bowl, Kalua Pork ,LocoMo,Acai Bowl เป็นต้น

ภายในร้านตกแต่งด้วยไม้เป็นหลัก บรรยกาศโปร่งสบาย มีโซนเทอเรสให้นั่งชมวิวพระอาทิตย์ รับลมทะเลแบบชิลๆ

เวลาเปิด-ปิด : 08:00-20:00 น. (L.O.19:30 น.)
เดินเท้า 3 นาที จากสถานี Shichirigahama รถไฟสายเอโนะชิมะ

SPOT 7

ENOSHIMA

มาเที่ยวกันต่อที่เกาะเอโนชิมะ แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของวัยรุ่นญี่ปุ่น ที่นี่มีประวัติศาสตร์ยาวนานในฐานะเกาะศักดิ์สิทธิ์ มีศาลเจ้าเอโนะชิมะ จินจา ประกอบไปด้วยศาลเจ้า 3 แห่ง Hetsunomiya ,Nakatsunomiya ,Okutsunomiya โดยแต่ละแห่งจะมีเทพเจ้าประจำศาล ได้แก่เทพเจ้าทะเล เทพเจ้าแห่งน้ำ และเทพเจ้าแห่งโชค

ทั้งสามองค์นำความสุข และความมั่งคั่ง รวมถึงความสำเร็จด้านศิลปะ การแสดง และยังมีชื่อเสียงด้านการขอพรเรื่องความรักอีกด้วย

นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นบันไดเลื่อนไปสักการะศาลเจ้าที่อยู่บนเขาได้ โดยจุดจำหน่ายตั๋วบันไดเลื่อนจะอยู่ตรงซ้ายมือ หลังจากที่ขึ้นบันไดมาแล้ว และบันไดเลื่อนนี้ มีเฉพาะขาขึ้นเท่านั้น ขาลงต้องเดินเท้า

เทพนิยายโบราณ Legend Of The Dragon God ในศาลเจ้า Hetsunomiya มังกร 5 หัวแสนดุร้ายที่อาศัยอยู่ในเขตนี้ วันหนึ่งเจ้ามังกรได้ตกหลุมรักกับนางไม้สาวสวยที่สถิตอยู่ในเกาะนี้ เจ้ามังกรต้องการจะแต่งงานกับนางไม้ผู้นี้ เลยเลิกทำความชั่ว และคอยคุ้มครองหมู่บ้าน ว่ากันว่าถ้านำเหรียญไปล้างในบ่อทองแห่งนี้แล้ว จะนำพาความโชคดีมาให้

ศาลเจ้า Nakatsunomiya

ทางเดินระหว่างทางขึ้นศาลเจ้าจะเรียงรายไปด้วยร้านค้าขายของที่ระลึก และร้านอาหารทะเล  แนะนำให้ไปต่อคิวลองชิมเซมเบ้หน้ากุ้ง หน้าปลาหมึกแผ่นยักษ์ดู อร่อย เค็มๆ

ขากลับจากเกาะเอโนะชิมะ สามารถนั่งรถไฟโมโนเรล Shonan Monorail ไปลงสถานี JR Ofuna แล้วค่อยนั่งรถต่อเข้าโตเกียว

เดินเท้า 15 นาที จากสถานี Enoshima รถไฟสายเอโนะชิมะ / เดินเท้า 10 นาที จากสถานี Katase - Enoshima สายโอดะคิว



5 สถานที่ในโตเกียวที่คุณสามารถชมความงามของหิ่งห้อยได้ในฤดูร้อนนี้

เมื่อพูดถึงฤดูร้อนของญี่ปุ่น ภาพแรกที่หลายๆ คนนึกถึงคงเป็นดอกไม้ไฟ ชุดยูกาตะ และการออกร้านในงานเทศกาลต่างๆ แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่มีเสน่ห์ไม่แพ้กันในช่วงฤดูร้อนนั่นก็คือ “หิ่งห้อย” ที่จะพากันเปล่งแสงระยิบระยับออกมาในช่วงค่ำคืนของฤดูร้อนทุกๆ ปี แต่บางคนอาจถอดใจเพราะคิดว่าสามารถหาชมหิ่งห้อยได้ในชนบทที่เข้าถึงได้ยากเท่านั้น แต่วันนี้เราจะมาแนะนำ 5 สถานที่ในโตเกียวที่คุณสามารถเดินทางไปสัมผัสความงดงามของแสงหิ่งห้อยได้อย่างใกล้ชิดและสะดวกสบายในโตเกียว

 

1. สวนพฤกษศาสตร์ชิบูย่า ฟูเรไอ (Shibuya’s Fureai Botanical Garden Center)

สวนพฤกษศาสตร์ชิบูย่า ฟูเรไอ ถือเป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่มีขนาดเล็กที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในย่านช้อปปิ้งอันโด่งดังของกรุงโตเกียวอย่างชิบูย่า โดยอยู่ห่างจากสถานีชิบูย่าประมาณ 1 กิโลเมตร ภายในสวนประกอบไปด้วยพันธุ์ไม้เขตร้อนกว่า 200 ชนิด และในช่วงฤดูร้อนนั้นจะมีกิจกรรมพิเศษที่มีชื่อเสียงคือ “Hotaru no Yube” หรือการชมหิ่งห้อยในตอนค่ำ ซึ่งทางสวนพฤกษศาสตร์นั้นเพาะเลี้ยงหิ่งห้อยสองสายพันธุ์หลักของญี่ปุ่นคือ “Heike Botaru” และ “Genji Botaru” โดยการชมหิ่งห้อยนั้นจะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่ประมาณ 17:30 น. เป็นต้นไป

การเดินทาง: จากทางออกทิศตะวันออกของสถานีชิบูย่า เดินต่อมาประมาณ 12 นาที

ค่าเข้าชม: เข้าชมฟรี

 

2. เทศกาลหิ่งห้อยเซตากายะ (Setagaya’s Firefly Festival)

เทศกาลหิ่งห้อยเซตากายะนั้นจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-15 กรกฎาคม โดยภายในงานนั้นจะมีการออกร้านขายของและขายอาหารตามแบบฉบับของงานเทศกาลฤดูร้อนของญี่ปุ่น รวมไปถึงการบรรเลงดนตรีและการแสดงต่างๆ ซึ่งถือเป็นเทศกาลที่ดึงดูดให้มีผู้มาเข้าร่วมชมงานมากกว่า 25,000 คน และนอกจากการได้รับชมความงามของหิ่งห้อยตามธรรมชาติภายในงานแล้ว ผู้เข้าร่วมงานยังได้ชมความงามของกล้วยไม้สายพันธุ์ “Sagiso” ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นดอกไม้ประจำเขตเซตากายะ ซึ่งจะผลิบานอย่างสวยงามในช่วงเวลาจัดเทศกาลพอดี

การเดินทาง: ขึ้นรถไฟสาย Tokyu Setagaya ไปลงที่สถานี Setagaya จากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 5 นาที

ค่าเข้าชม: เข้าชมฟรี

 

3. สวนพฤกษศาสตร์โรงแรม Chinzanso (Hotel Chinzanso’s Garden)

สำหรับใครที่ต้องการสัมผัสความงดงามของแสงหิ่งห้อยในคืนฤดูร้อน พร้อมๆ กับการดื่มด่ำบรรยากาศแสนสงบและทานอาหารอร่อยๆ ไปในเวลาเดียวกัน ขอเชิญที่สวนพฤกษศาสตร์โรงแรม Chinzanso แห่งนี้ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมพิเศษและเป็นจุดขายของโรงแรมมานับตั้งแต่ปี 1954 เพื่อให้แขกของทางโรงแรมและบุคคลทั่วไปสามารถเข้ามาทานอาหารเย็นแบบบุฟเฟ่ต์ระหว่างการชมแสงไฟจากหิ่งห้อยนับพันตัวที่ทางโรงแรมเพาะเลี้ยงเอาไว้ โดยราคาอาหารนั้นจะอยู่ที่ 9,800 เยน (2,940 บาท) สำหรับวันจันทร์-วันพฤหัสบดี และ 10,500 เยน (3,150 บาท) สำหรับวันศุกร์-วันอาทิตย์ ซึ่งรวมอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ เครื่องดื่ม และการชมหิ่งห้อยเอาไว้หมดแล้ว

การเดินทาง: ขึ้นรถไฟใต้ดินสาย Yurakucho ไปลงที่สถานี Edogawabashi ออกทางออก 1A จากนั้นเดินต่ออีก 10 นาที

ค่าเข้าชม: 9,800 เยน (2,940 บาท) สำหรับวันจันทร์-วันพฤหัสบดี และ 10,500 เยน (3,150 บาท) สำหรับวันศุกร์-วันอาทิตย์

 

4. สวนเซย์จิ ภายในสวนสนุกโยมิอุริแลนด์ (Yomiuri Land’s Seichi Park)

ตลอดทั้งช่วงฤดูร้อนในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม สวนสนุกโยมิอุริแลนด์นั้นได้จัดกิจกรรมชมหิ่งห้อยในชื่องานว่า “Hotaru no Yoi” ที่บริเวณสวนเซย์จิในพื้นที่ของสวนสนุก นอกจากจะมีบรรยากาศอันสนุกสนานแล้ว โดยรอบพื้นที่จัดงานยังเต็มไปด้วยร้านอาหารและเครื่องดื่มมากมาย ซึ่งการจำหน่ายบัตรเข้าชมนั้นก็มีทั้งแบบที่รวมค่าเข้าสวนสนุกแบบครึ่งวัน หรือจะซื้อบัตรชมหิ่งห้อยเพียงอย่างเดียวก็ได้เช่นกัน

การเดินทาง: ขึ้นรถไฟสาย Odakyu หรือ Keio มาลงที่สถานี Yomiuri Land-mae จากนั้นต่อรถบัสมาลงที่สวนสนุก

ค่าเข้าชม: 500 เยน (150 บาท) สำหรับชมหิ่งห้อยอย่างเดียว หรือ 2,600 เยน (780 บาท) สำหรับบัตรเข้าสวนสนุกแบบครึ่งวันและเข้าชมหิ่งห้อย

 

5. สวนยุยะเคะ โคยะเคะ ฟุเรไอ โนะ ซาโตะ ในเขตฮาชิโอจิ (Hachioji’s Yuyake Koyake Fureai no Sato)

สถานที่อันดับสุดท้ายอาจเป็นสถานที่ที่ฟังดูไม่คุ้นเคยแม้สำหรับชาวโตเกียวเองก็ตาม โดยสวนแห่งนี้เป็นสวนที่ตั้งอยู่ในเขตชานเมืองโตเกียวซึ่งมีบรรยากาศคล้ายกับในชนบท ซึ่งในเวลาปกตินั้นเป็นพื้นที่สำหรับเอาไว้ทำกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ ทั้งตั้งแคมป์ และย่างบาร์บีคิว แต่ระหว่างฤดูร้อน ภายในสวนแห่งนี้จะเต็มไปด้วยหิ่งห้อยจำนวนมากที่ออกมาเปล่งแสงอย่างสวยงามในยามค่ำคืน ท่ามกลางความเงียบสงัดของธรรมชาติที่ห่างไกลจากความวุ่นวายในเมือง

การเดินทาง: ขึ้นรถไฟสาย Keio มาลงที่สถานี Takao จากนั้นต่อรถบัส Nishi-Tokyo มาลงป้าย Yuyake Koyake

ค่าเข้าชม: เข้าชมฟรี

 

แหล่งที่มาเรื่องและภาพ : savvytokyo



ใครชอบกินอุด้งยกมือขึ้น!! แนะนำ 5 ร้านอุด้งที่อร่อยที่สุดในโตเกียว!

เมนูเส้นแบบไหนที่คุณชอบมากที่สุด? ในประเทศญี่ปุ่นมีเมนูเส้นหลักๆ อยู่ 3 อย่างที่ครองใจคนทั่วโลก ทั้งราเมง โซบะและอุด้ง โดยเฉพาะเส้นอุด้ง เป็นอาหารที่นิยมรับประทานทั้งในบ้านและตามร้านอาหารทั่วประเทศ และเป็นหนึ่งในอาหารญี่ปุ่นที่ผู้คนรักมากที่สุด เนื่องจากอร่อย ดีต่อสุขภาพและราคาไม่แพงมาก อีกทั้งยังเป็นจานที่สามารถนำไปปรุงรสเป็นอาหารแบบต่างๆ ได้หลากหลาย

ในญี่ปุ่น คุณอาจพบร้านอุด้งแฟรนไชส์ได้ทั่วไปตามสองข้างทาง แต่ในครั้งนี้เราขอเสนอร้านอุด้ง 5 แห่งในโตเกียว ที่ไม่ใช่ร้านแฟรนไชส์ และพวกเขาก็พร้อมที่จะเสิร์ฟอุด้งที่ดีที่สุดให้คุณ!! มีตั้งแต่อุด้งแบบคลาสสิกไปจนถึงแบบสร้างสรรค์และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นี่คือสุดยอดร้านอุด้งที่เราคัดมาแล้วว่าดีที่สุดในโตเกียว

 

1. ร้านไดสึเนะ (Daitsune)

ความจริงแล้ว Daitsune เคยเป็นร้านขายผักมาตั้งแต่สมัยเอโดะ มีประวัติมาอย่างยาวนาน และเจ้าของรุ่นที่ 5 เป็นคนที่รักเส้นอุด้งมาก จึงเปลี่ยนธุรกิจของเขาให้กลายเป็นร้านอุด้งทำมือแบบดั้งเดิม (อุด้งโฮมเมด) ต้องขอบคุณประวัติอันยาวนานและความสัมพันธ์อันดีกับฟาร์มผักของพวกเขา จึงทำให้พวกเขาสามารถเสิร์ฟผักตามฤดูกาลที่อร่อยและสดใหม่เพิ่มเข้าไปในอุด้งแต่ละเมนูได้

ที่นี่มีเมนูเอกลักษณ์หลายแบบที่ไม่เหมือนใคร ที่สำคัญคือป๊อปปูล่าเอามากๆ เช่นอุด้งอะโวคาโด และอุด้งมะเขือเทศที่มั่นใจในความสดใหม่ได้อย่างแน่นอน

Map: https://goo.gl/CJrkGX

การเดินทาง: เดิน 4 นาทีจากสถานี Higashi Ginza หรือสถานี Tsukijishijo

เวลาเปิดบริการ: 11: 30 น. - 15: 00 น. / 18: 00 น. - 23: 00 น. (ปิดทุกวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์)

 

2. ร้านฮานายามะอุด้ง (Hanayama Udon)

สาขาหลักของ Hanayama Udon ตั้งอยู่ที่จังหวัดกุมมะ และสาขาอีกแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในกรุงโตเกียว ซึ่งเพิ่งเปิดให้บริการในปี 2017 หลังจากชนะการแข่งขันทำอุด้งที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นเป็นครั้งที่ 3!! จุดเด่นที่สำคัญของ Hanayama Udon คือรสชาติแบบท้องถิ่นอย่างโอกินาว่าอุด้ง ลักษณะเส้นจะแบนและกว้างกว่าอุด้งทั่วไป อีกทั้งยังมีรสชาติที่อร่อยจนคุณต้องประหลาดใจเลยล่ะค่ะ เมนูแนะนำคือ "โอนิกามะ (Onigama)" เมนูที่ทำให้เชฟชนะการแข่งขันทำอุด้ง เสิร์ฟมาในถ้วยทรงแรคคูนที่น่ารักเอามากๆ!!

Map: https://goo.gl/ypF4mz

การเดินทาง : เดิน 2 นาทีจากสถานี Higashi Ginza

เวลาเปิดบริการ: ช่วงกลางวัน 11: 30 น. - 16: 00 น. / (ช่วงค่ำ) 18: 00 - 22: 30 (ช่วงค่ำ ปิดทุกวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์)

 

3. ร้านอันพุคุ (Anpuku)

คุณคิดว่าอุด้งเป็นอาหารที่น่าเบื่อ ขาดความอร่อยและรสชาติของเครื่องเทศหรือไม่? ถ้าอุด้งแบบธรรมดาๆไม่ตรงกับรสนิยมของคุณ อย่าเพิ่งเลิกทานหากไม่ได้ลองอุด้งของ Anpuku เสียก่อน

Anpuku เป็นร้านอุด้งที่ไม่เหมือนใคร ที่นี่นำเสนอความหลากหลายของความคิดสร้างสรรค์บนเมนูอุด้ง เช่น อุด้งแกงกะหรี่ดำเอ็นเนื้อ อุด้งคาโบนาร่า อุด้งมะเขือเทศและโหระพา และอีกหลายเมนูที่มีหลากหลายรสชาติ รวมถึงอุด้งแบบคลาสสิกด้วยค่ะ จึงมั่นใจได้เลยว่าที่นี่จะเป็นร้านอุด้งที่มีความแปลกใหม่และน่าตื่นตาตื่นใจที่สุดแห่งหนึ่งในโตเกียว!!

Map: https://goo.gl/NVE4gC

การเดินทาง: เดิน 5 นาทีจากสถานี Ikebukuro ทางออกทิศตะวันตก

เวลาเปิดบริการ: ช่วงกลางวัน 11:30 น. - 15:00 น. / ช่วงค่ำ 17:00 - 23:00 น

 

4. ร้านโชได (Shodai)

Shodai เป็นร้านที่เสิร์ฟอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมของแท้ รวมทั้งอุด้งและโซบะ  ในปี 2017 อุด้งของร้าน Shodai ได้รับความนิยมอย่างมากจากการบอกต่อผ่านทางโซเชี่ยลมีเดีย และได้รับการขนานนามว่าเป็น "อุด้งที่น่ารับประทานมากที่สุด"!

ส่วนความอร่อยก็ไม่น้อยหน้าไปกว่าหน้าตาที่น่าทานนี้เลย! ซอสสีขาวนุ่มๆ ฟูๆ ที่เหมือนวิปครีมบนจานอุด้งทำจากซอสมันฝรั่งแสนอร่อย ทำให้รสชาติไม่หวานมาก และเมื่อคุณจุ่มตะเกียบลงไป ก็จะเห็นซอสแกงกะหรี่รสเผ็ดสีน้ำตาลอยู่ด้านล่าง  เป็นการผสมผสานรสชาติได้อย่างลงตัว

Map: https://goo.gl/WBWGMJ

การเดินทาง : เดิน 2 นาทีจากสถานี Ebisu

เวลาเปิดบริการ : 17:00 – ตี 4 ของวันถัดไป (วันจันทร์ถึงวันเสาร์)

17: 00 – ตี1 วันถัดไป (วันอาทิตย์และวันหยุด)

 

5. ชินอุด้ง (Shin Udon)

ถ้าคุณคุ้นเคยกับอุด้ง คุณอาจเคยได้ยินชื่อของร้านนี้แล้ว Shin Udon ได้รับฉายานามว่าเป็นอุด้งที่ดีที่สุดในโตเกียวและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เชฟเจ้าของร้านเป็นผู้หลงใหลในอุด้ง จึงขวนขวายอุด้งที่สมบูรณ์แบบ และมุ่งมั่นทุ่มเทให้กับการทำจานอุด้งดีๆ ให้กับลูกค้าทุกๆ วัน อุด้งที่น่าลองทานของร้านนี้ ได้แก่ อุด้งกับไก่ทอดเทมปุระ Kashiwa Ten เป็นอีกจานที่มีชื่อของร้าน Shin Udon แห่งนี้

Map: https://goo.gl/bReMSJ

การเดินทาง: เดิน 7 นาที จากสถานี Shinjuku ทางออกทิศใต้

เวลาเปิดบริการ : 11:00 - 23:00 น. (วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี,วันอาทิตย์),

11:00 - 24:00 น. (วันศุกร์และวันเสาร์)

เป็นอย่างไรบ้างคะ อุด้งร้านไหนที่คุณอยากลองไปทานมากที่สุด? ไม่ว่าจะเป็นอุด้งเทมปุระ, อุด้งแกงกะหรี่, อุด้งสาหร่าย และอีกหลายๆ เมนู มีอีกหลากหลายแบบที่คุณจะเพลิดเพลินไปกับอุด้งจานโปรดค่ะ!

 

แหล่งที่มาของเรื่องและภาพ : jw-webmagazine