HOME Search

ผลการค้นหาพบ – 196 รายการเกี่ยวกับ หนัง be with you

Movie Review รีวิวหนัง Be With You ฉบับญี่ปุ่น 2004 ก่อนไปชมเวอร์ชั่นรีเมกของเกาหลี

Be With You เป็นภาพยนตร์รักโรแมนติกจากประเทศญี่ปุ่นที่เข้าฉายในปี 2004 มีชื่อญี่ปุ่นว่า いま、会いにゆきます ส่วนชื่อไทยคือ ปาฏิหาริย์ 6 สัปดาห์ เปลี่ยนฉันให้รักเธอ

ตัวหนังดัดแปลงมาจากหนังนิยายชื่อเดียวกันของ ทาคุจิ อิชิคาวะ กำกับโดย โนบุฮิโร่ โดอิ เจ้าของผลงานเรื่อง  Nada Sousou และ Tears for You  ส่วนกับ Be With You ผลงานขึ้นหิ้งชิ้นนี้สามารถเรียกนํ้าตาผู้ชมได้ทั่วเอเชีย จนทำรายได้ไปสูงถึง 48 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

สำหรับนักแสดงนำ Be With You ได้ ยูโกะ ทาเคอุจิ นักแสดงสาวชื่อดังจากหนัง Heaven's Bookstore มารับบทนำคู่กับ ชิโดะ นากามูระ นักแสดงหนุ่มที่มีผลงานโกอินเตอร์บ่อยๆเช่น Red Cliff และ Fearless

ถ้าฉันตายไป ปีหน้าในวันที่ฝนตก เราจะได้พบกันอีก คือคำสัญญาที่มิโอะให้ไว้กับสามีและลูกชาย และเมื่อวันนั้นมาถึง พวกเขาก็เดินไปในป่าจริงๆ ที่นั่นทาคุมิและยูจิได้พบกับหญิงสาวคนหนึ่งที่หน้าตาเหมือนมิโอะ แต่เธอจำอะไรไม่ได้เลย พวกเขาพาเธอกลับบ้าน และเริ่มกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง และเมื่อเวลาผ่านไป ทุกๆอย่างก็ดูเหมือนจะเป็นไปด้วยดี ถ้าเพียงว่า ฤดูฝนนั้นจะยืนยาวเหมือนที่พวกเขาหวัง

 

Be With You นอกจากจะเป็นหนังรักโรแมนติกแล้ว ยังเป็นหนังครอบครัวที่แสนซาบซึ้ง บรรยากาศในหนังสวยมาก จุดนี้ต้องชื่นชมการถ่ายทอดภาพของผู้กำกับ โดยตัวหนังแฝงความแฟนตาซีลึกลับอยู่เล็กๆ แต่การกลับมาของคุณแม่ที่เสียไปแล้วก็ไม่ใช่แก่นของหนัง

ประเด็นที่แข็งแรงของเรื่องนี้คือความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว การได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันอย่างคุ้มค่าที่สุด Be With You จึงเป็นภาพยนตร์ที่อบอุ่น และมีฉากที่ผู้ชมจดจำ รวมถึงเรียกนํ้าตาคนดูได้มากมาย อาทิ การที่ ยูจิ ลูกชายของ ทาคุมิ กับ มิโอะ ทำตุ๊กตาไล่ฝนกลับหัว เป็นต้น

อีกข้อที่น่าสนใจคือหนังนำเสนอฤดูฝนออกมาได้งดงามเสียจนอาจทำให้ใครหลายคนกลับมารู้สึกดีกับหน้าฝน หากได้มีโอกาสเดินกลางสายฝน เคียงข้างกับคนที่คุณรัก แบบตัวละคร พ่อ แม่ ลูก ในหนัง

 

 

เรื่องของการแสดง ยูโกะ ทาเคอุจิ กับ ชิโดะ นากามูระ เคมีเข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อ
โดยเฉพาะ ชิโดะ ฝ่ายชายซึ่งผลงานส่วนใหญ่ของเขาจะเป็นหนังแอ็คชั่นหรือหนังสืบสวน ใครจะไปคิดว่าเขาทำได้ดีมากๆกับบทนี้ และทั้งคู่ก็อินกับบทบาทจนเกิดเป็นรักนอกจอ ลงเอยแต่งงานกันในชีวิตจริงเลยด้วย (น่าเสียดายที่ต่อมาต้องเลิกรากันไป) ขณะที่นักแสดงเด็กอย่างน้อง อากาชิ ทาเคอิ ก็เล่นได้น่ารักไร้เดียงสาสมวัย

Be With You คือหนังที่บอกเล่าเรื่องราวความรักยาวนานหลายปีของหนุ่มสาวในวัยมหาลัย ก่อนจะแต่งงานกัน ใช้ชีวิตร่วมกัน และพรากจากกันไป ทว่าความรักที่พวกเขาทั้งสองคนมีให้แก่กันนั้น มิได้จบลง หากแต่เป็นรักแท้ที่คงอยู่ไปชั่วนิรันดร์

ส่วนใครที่ดู Be With You เวอร์ชั่นญี่ปุ่นแล้ว สนใจอยากชม Be With You 2018 เวอร์ชั่นรีเมกของเกาหลี   ผลงานกำกับของ อีจางฮุน และนำแสดงโดย โซจีซบ กับ ซอนเยจิน รอชมกันได้เลย 21 มิถุนายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

Be With You 2004
นักแสดง :   Yuko Takeuchi, Shido Nakamura, Akashi Takei
ผู้กำกับ :  Nobuhiro Doi



รีวิวหนัง LAPLACE’S WITCH ลาปลาซ วิปลาส คดีฆาตกรรมก๊าซพิษปริศนา

Laplace’s Witch มีชื่อไทยว่า ลาปลาซ วิปลาส เป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นแนวสืบสวน ดราม่า ระทึกขวัญ ที่สร้างจากนิยายขายดีของ ฮิงาชิโนะ เคโงะ นักเขียนชื่อดัง ถูกดัดแปลงเป็นหนังโดย มิอิเกะ ทาคาชิ ผู้กำกับมากฝีมือในวัย 58 ปี เจ้าของผลงาน Ichi the Killer , Crows Zero , 13 Assassins และ Blade of the Immortal

หนังเรื่องนี้เป็นผลงานเรื่องที่ 102 ของ มิอิเกะ ทำให้เขาทำสถิติเป็นผู้กำกับไม่กี่คนบนโลกที่ทำหนังเกิน 100 เรื่อง ซึ่งใน Laplace’s Witch มิอิเกะ ได้นักแสดงแถวหน้าในประเทศญี่ปุ่นมาร่วมงานมายมาย ตั้งแต่ ซากุราอิ โช นักแสดงหนุ่มจาก The After-Dinner Mysteries , ฟุกุชิ โซตะ พระเอกเรื่อง Tomorrow I Will Date with Yesterday's You , ฮิโรเสะ ซึสึ  นางเอกสาวดาวรุ่งจาก Our Little Sister , แฟรงค์กี้ ลิลลี่  นักแสดงอาวุโสจาก Like Father, Like Son , ทามากิ ฮิโรชิ นักแสดงหนุ่มจาก Time Trip App , โทโยคาว่า เอตสึชิ นักแสดงรุ่นใหญ่จาก 20th Century Boys และ โอกาโมโตะ ทาโอะ นักแสดงสาวจาก The Wolverine

Laplace’s Witch เล่าเรื่องราวคดีฆาตกรรมปริศนา เมื่อคนสองคนเสียชีวิตเพราะการสูดก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่เกิดขึ้นกันคนละสถานที่ ตำรวจจึงต้องพึ่งความเห็นของนักวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม ชูสุเกะ อาโอเอะ (ซากุราอิ โช) เพื่อพิสูจน์ว่าทั้งสองคดีคืออุบัติเหตุหรือการฆาตกรรม ในระหว่างการสืบสวน ชูสุเกะได้พบกับสาวน้อยลึกลับ มาโดกะ อุฮาระ (ฮิโรเสะ ซึสุ) เธอสามารถทำนายสถานที่เกิดปรากฏการณ์ได้อย่างแม่นยำ จุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างวิทยาศาสตร์และความลึกลับจึงเริ่มขึ้น

ตัวหนังมีความเป็นภาพยนตร์สืบสวนสอบสวนเต็มขั้น ไม่ใช่หนังแนวฆาตกรรม ซึ่งถือว่าหายากในยุคนี้ และแม้หน้าหนังทั้งโปสเตอร์กับชื่อ จะทำให้ชวนนึกไปว่าอาจมีเรื่องราวของแม่มดสาวชุดดำ ปิศาจ มีปราสาทโบราณแนวโกธิคเป็นฉากหลัง ทว่าเรากลับไม่ได้เห็นสิ่งนั้นเลย

ผู้กำกับล่อหลอกคนดูด้วยการดำเนินเรื่องในช่วงแรกด้วยเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ แต่ก็มีความจริงกับหลักวิทยาศาสตร์สอดแทรกและคอยทัดทานอยู่เช่นกัน ไม่ว่าจะการเดินเรื่องโดยใช้ตัวละครนำเป็นอาจารย์ภาควิชาธรณีวิทยาในมหาวิทยาลัย ที่มาร่วมไขปริศนาคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่ว่า เป็นไปได้ไหมที่จะใช้ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ รวมถึง ก๊าซพิษไฮโดรเจนซัลไฟด์ เป็นเครื่องมือในการก่อเหตุ

การคาดเดาเนื้อเรื่องทำได้ยาก จึงชวนติดตามว่า ฆาตกรจะเป็นคนธรรมดา ปีศาจ หรือ แม่มด กันแน่ กระทั่งผ่านองค์แรกไป หนังก็ค่อยๆชัดเจนขึ้นว่าเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับหลักการทาง วิทยาศาสตร์ มากกว่า ไสยศาสตร์ แต่ก็เป็นทฤษฎีฟิสิกส์คณิตศาสตร์ที่มีความเกี่ยวพันกับเรื่องเหนือธรรมชาติอยู่นิดๆ

การแสดง ฮิโรเสะ ซึสุ ในลุคผมยาวดูเป็นสาวสวยขึ้น บุคลิกลึกลับโดดเด่นน่าค้นหา แปลกตากว่าเรื่องที่ผ่านๆมา และเคมีของเธอก็เข้ากันดีกับ ฟุกุชิ โซตะ ตัวละครหนุ่มหล่อมาดขรึมผู้กุมความลับของเรื่องเอาไว้ ส่วน ซากุราอิ โช คือตัวแทนของผู้ชม เพราะเป็นคนที่คอยพาเราไปพบกับปริศนาต่างๆ ก่อนที่จะคลี่คลายปมไปทีละปม จนถึงช่วงท้าย

ความสนุกของ LAPLACE’S WITCH คือการได้คิดตาม จับผิดตัวละคร และเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆ ทั้ง อดีต ปัจจุบัน อนาคต ไม่ว่าจะเป็นคดีฆาตกรรม การหาตัวคนร้าย ไปจนถึงแผนการที่คนร้ายใช้จัดการกับเหยื่อ เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบหนังหรือเรื่องราวการสืบสวนสอบสวนไขคดีต่างๆ ขณะเดียวกันตัวหนังก็สะท้อนถึงด้านมืดของจิตใจมนุษย์ รวมถึงตั้งคำถามเชิงปรัชญาถึงชีวิตได้อย่างน่าสนใจ

LAPLACE’S WITCH 16 สิงหาคม นี้ ในโรงภาพยนตร์เครือ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ เท่านั้น

ลาปลาซ วิปลาส LAPLACE’S WITCH ラプラスの魔女 (2018)

ตัวอย่างหนัง

ผู้กำกับ :  มิอิเกะ ทาคาชิ  : Miike Takashi (三池 崇史)

นักแสดง :   ฮิโรเสะ ซึสึ : Hirose Suzu (広瀬 すず) , ฟุกุชิ โซตะ  : Sota Fukushi (福士蒼汰) , ซากุราอิ โช  : Sakurai Sho (櫻井翔) , แฟรงกี้ ลิลลี่ , Franky Lily (中川雅也) , โทโยคาว่า เอตสึชิ , Toyokawa Etsushi (豊川悦司)



ไขข้อข้องใจ ต้องเด็ดแค่ไหนถึงจะเป็นผู้หญิงโมเอะได้ และทำไมอรอุ๋ง BNK48 ถึงได้รับฉายานี้ในหนัง App War แอปชนแอป หาคำตอบกันได้ที่นี่

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ใครๆ ก็พากันพูดถึงกระแสภาพยนตร์เรื่อง App War แอปชนแอป ที่ว่าด้วยบริษัทสตาร์ทอัพ 2 แห่ง ที่ดันสร้างแอปหาเพื่อนขึ้นมาในเวลาไล่เลี่ยกัน จนเกิดปัญหาเรื่องการขอทุนการต่อยอดผลงาน ทำให้เรื่องราววุ่นวายต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย หลังจากที่ต่างฝ่าย ต่างส่งสายลับเข้าไปล้วงข้อมูลจากบริษัทตรงข้าม ซึ่งเราได้ไปดูหนังเรื่องนี้กับเค้าเหมือนกัน แล้วก็คิดว่า อืมม… เป็นหนังที่น่าสนใจดีจริงๆ นะ เพราะพล๊อตเรื่องก็ดี ตัวละครก็น่ารัก แต่ว่าดันไปสะดุดกับคำพูดของหนึ่งในผู้ก่อตั้งแอปพลิเคชั่น Inviter ว่าต้องการผู้หญิง “โมเอะ” มาทำงานด้วย ก็เลยอยากชวนเพื่อนๆ มาหาคำตอบกัน ว่าต้องสวย เด็ด เผ็ด ดุ แค่ไหน ถึงจะกลายเป็นผู้หญิง “โมเอะ” ได้

โดยคาแรคเตอร์ที่น่าจะเชื่อมโยงกับความ “โมเอะ” ได้มากที่สุด ก็น่าจะเป็น “อรอุ๋ง BNK48” ที่พกความน่ารักแบบทะลุจอ จนหลายคนต้องร้องขอ “โอชิ” กันแบบหัวปักหัวปำเลยทีเดียว ซึ่งน้องอรเองก็ต้องทำตัวให้ “โมเอะ” เป็นพิเศษอยู่หลายครั้ง เพื่อสืบหาข้อมูลจาก Inviter ไปให้ฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นการส่งยิ้มหวานๆ ทอดสายตา ชวนคุย ขยับปกเสื้อ สะบัดผม รวมไปถึงการที่ต้องแตะตัวฝ่ายตรงข้ามแบบดูไม่ตั้งใจ

หลังจากค้นหาข้อมูลก็พบว่า “โมเอะ” (ญี่ปุ่น: 萌え moe) นั้นมีหลายนิยาม โดยคนชอบการ์ตูนญี่ปุ่นหรือ “โอตาคุ” เมืองไทยส่วนใหญ่ จะใช้คำนี้ไปกับการบรรยายความน่ารักและไร้เดียงสาของตัวละครผู้หญิง แต่ตามความเป็นจริงแล้ว “โมเอะ” เป็นศัพท์สแลงในภาษาญี่ปุ่น ซึ่งสื่อถึงอาการที่ผู้ชายที่รู้สึกมีอารมณ์ทางเพศเมื่อได้เห็นตัวการ์ตูนที่ตัวเองชอบ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดในบุคคลทั่วๆ ไป แต่มักจะพบได้ในกลุ่มเด็กเนิร์ด ที่ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับคนจริงๆ แต่หมกมุ่นอยู่กับตัวละครในจินตนาการ

อย่างไรก็ตาม ที่มาของคำว่า "โมเอะ" ไม่แน่ชัดนัก บางคนบอกว่า “โมเอะ” อาจมาจากชื่อของ โทโมเอะ โฮตารุ จากเรื่อง เซเลอร์มูน หรือ ซางิซาวะ โมเอะ จากเรื่อง Kyoryu Wakusei)

บ้างก็ว่าเกิดจากการเล่นคำจากคำว่า "โมเอรุ" (ญี่ปุ่น: 燃える moeru) ที่แปลว่า "เผาไหม้" กล่าวคือตัวละครที่เป็นโมเอะทำให้เกิดไฟรักขึ้นมาในใจนั่นเอง

นอกจากนี้คุณทามากิ ไซโต (Saitou Tamaki) นักจิตวิทยาผู้ศึกษาพฤติกรรมของโอตากุเห็นว่า “โมเอะ” คือ อาการหลงรักความห่ามในอาการไร้เดียงสาของสาววัยรุ่น ที่กำลังเรียนรู้สิ่งใหม่ และก้าวไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ในที่สุด

ส่วนวัยรุ่นญี่ปุ่นใช้คำว่า “โมเอะ” เพื่อแสดงถึงความรักที่ตัวเองมีต่อบางสิ่ง ซึ่งใกล้เคียงกับคำว่า “โอตะ” โดยไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

จากข้อมูลทั้งหมด เราน่าจะได้ข้อสรุปแล้วว่า หญิงสาวที่มีความ “โมเอะ” นั้น น่าจะมีคุณสมบัติดังนี้

・เป็นผู้หญิง

・ยังเป็นวัยรุ่น

・ไร้เดียงสา

・สวย

・น่ารัก

・น่าปกป้อง

・มีเสน่ห์

・มีความเป็นไปได้ที่จะเซ็กซี่นิดๆ

และแน่นอนว่าคุณสมบัติทั้งหมดนี้ มีอยู่ในตัวน้อง อร BNK48 ทุกข้อเลย งั้นเราขอสรุปสั้นๆ ง่ายๆ ไว้ตรงนี้เลยว่า“ผู้หญิงโมเอะ คือ ผู้หญิงแบบอรอุ๋ง

แล้วเจอกันบทความต่อไปค่ะ มะงึกๆ อุ๋งๆ

แหล่งที่มาและภาพประกอบ :

https://www.facebook.com/AppWarMovie/

http://www.majorcineplex.com/movie/app-war

http://www.trueplookpanya.com

https://pantip.com/

https://th.wikipedia.org/wiki/



Movie Guide 5 หนังญี่ปุ่นที่เหมาะจะชมในช่วงเทศกาล วันแม่

สำหรับ 12 สิงหาคม ซึ่งเป็น วันแม่ ของประเทศไทย บางคนอาจมีกิจกรรมที่จะทำกับแม่คิดไว้อยู่ในใจแล้ว แต่ใครที่อยู่ไกลกับคุณแม่ หรืออยากชวนคุณแม่มาดูหนังซึ้งๆด้วยกัน เรามี 5 หนังญี่ปุ่นที่เหมาะจะชมในช่วงเทศกาล วันแม่ มาฝากดังนี้

 

ปาฏิหาริย์ 6 สัปดาห์ เปลี่ยนฉันให้รักเธอ : Be With You (いま、会いにゆきます) - 2004

 

Be With You ต้นฉบับของญี่ปุ่นกำกับโดย โดอิ โนบุฮิโร่ เจ้าของผลงานซีรีส์ Good Luck!! และหนัง Hanamizuki ดัดแปลงจากนิยายขายดีของ ทาคุจิ อิชิคาวะ นักเขียนชื่อดัง โดยผู้ที่รับหน้าที่เขียนบทภาพยนตร์คือ โยชิคาซึ โอคาดะ จาก If Cats Disappeared from the World

นอกจากหนังจะนำเสนอเรื่องราวความรักโรแมนติกของ มิโอะ กับ ทาคุมิ แล้ว การกลับมาของแม่ในวันฝนพรำก็สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมอย่างมาก โดยเฉพาะการแสดงของ ทาเคอุจิ ยูโกะ กับน้อง ทาไก อคาชิ ทั้งสองสื่อสารอารมณ์ของความเป็นแม่ลูกออกมาได้ยอดเยี่ยมจนคนดูต้องเสียนํ้าตา จนมีคำกล่าวว่า หลังจากดูหนังเรื่องนี้จบลง คุณจะมองฤดูฝนเปลี่ยนไป

 

 

ผู้กำกับ :  โดอิ โนบุฮิโระ : Doi Nobuhiro (土井裕泰)

นักแสดง :   ทาเคอุจิ ยูโกะ : Takeuchi Yuko (竹内結子) , นากามูระ ชิโด : Nakamura Shido (二代目 中村 獅童) , อคาชิ ทาไก : Akashi Takei (武井証)

 

รักยิ่งใหญ่ หัวใจให้เธอ : Tokyo Tower: Mom and Me, and Sometimes Dad (東京タワー オカンとボクと、時々、オトン) - 2007

 

Tokyo Tower: Mom and Me, and Sometimes Dad ที่เข้าฉายในปี 2007 สามารถทำรายได้ขึ้นอันดับ 1 Boxoffice Japan รวมถึงคว้ารางวัล Japan Academy Award มาได้ ซึ่งหนังเรื่องนี้  มัตสึโอกะ โจจิ (Snow Prince , Midnight Diner) ผู้กำกับอ้างอิงเนื้อหามาจากงานเขียนของ แฟรงกี้ ลิลลี่ ศิลปินและนักแสดงชื่อดังชาวญี่ปุ่น

หนังได้ โอดางิริ โจ มารับบทนำคู่กับ คิกิ คิริน บอกเล่าเรื่องราวชองศิลปินหนุ่มมาดเซอร์ที่ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย ไล่ตามความฝันของตัวเองอยู่ในโตเกียวนานหลายปี กระทั่งวันหนึ่งเขารู้ข่าวว่าแม่กำลังป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย และนั้นคือจุดเริ่มต้นของการที่ผู้ชายคนหนึ่งได้เรียนรู้คุณค่าของการมีชีวิตอยู่อีกครั้งหนึ่ง ผ่านความทรงจำแห่งความรักที่แม่มีให้แก่เขา กับโอกาสในการได้ใช้เวลาร่วมกันในช่วงสุดท้าย นี่คือหนังอีกเรื่องที่ ถ่ายทอดเรื่องราวสายสัมพันธ์แม่ลูกได้น่าประทับใจ

 

 

ผู้กำกับ :  มัตสึโอกะ โจจิ  : Matsuoka Joji  (松岡錠司)

นักแสดง :    โอดางิริ โจ  :  Odagiri Joe (オダギリ ジョー) , คิกิ คิริน  :  Kiki Kirin (樹木 希林) , อุชิดะ ยายาโกะ  :  Uchida Yayako (内田也哉子)

 

คู่จี๊ดชีวิตอัศจรรย์ : Wolf Children (おおかみこどもの雨と雪) - 2012

 

Wolf Children ภาพยนตร์อนิเมชั่นแฟนตาซีจากประเทศญี่ปุ่น เขียนบทและกำกับโดย โฮโซดะ มาโมรุ เจ้าของผลงาน The Girl Who Leapt Through Time และ Summer Wars โดยได้นักแสดงชื่อดังอย่าง มิยาซากิ อาโออิ, โอซาวะ ทาคาโอะ, นิชิอิ ยูกิโตะ, โซเมทานิ โชะ และ ทานิมูระ มิทสึกิ มาร่วมพากย์เสียงตัวละคร หนังเล่าถึง ฮานะ แม่เลี้ยงเดี่ยวที่หอบ ยูกิ ลูกสาวกับ อาเมะ ลูกชาย ออกจากเมืองใหญ่ไปใช้ชีวิตในบ้านเก่าแก่กลางหุบเขาอันห่างไกลผู้คน

ความน่าสนใจคือ นอกจากจะเป็นหนังแม่เลี้ยงเดี่ยวแล้ว สิ่งที่ยากกว่าแม่คนอื่นๆคือ ฮานะ เป็นแม่ลูกที่เป็นลูกครึ่งมนุษย์ครึ่งหมาป่า จึงทำให้เธอต้องดูแลเอาใจใส่ลูกๆอย่างใกล้ชิด รวมถึงเก็บความลับเรื่องนี้เอาไว้ เพื่อความปลอดภัยของครอบครัว แต่ลูกๆของ ฮานะ ก็มีการเติบโตไปในทิศทางที่แตกต่างกัน ลูกๆที่ได้ชมแอนิเมชั่นเรื่องนี้แล้วจะเข้าใจถึงความรักของแม่ได้ดียิ่งขึ้นแน่นอน

 

ผู้กำกับ :  โฮโซดะ มาโมรุ  : Hosoda Mamoru (細田 守)

นักแสดง (พากย์เสียง) :    อาโออิ มิยาซากิ : Aoi Miyazaki (宮﨑 あおい), ทาคาโอะ โอซาว่า  : Takao Osawa (大沢 たかお) , คุโรกิ ฮารุ : Kuroki Haru (黒木華)

 

 

เจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ : The Tale of the Princess Kaguya (かぐや姫の物語) - 2013

 

The Tale of the Princess Kaguya หรือ เจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ คือภาพยนตร์อนิเมชั่นของสตูดิโอจิบลิ ค่ายหนังอนิเมะเบอร์ 1 ของญี่ปุ่น ผลงานการกำกับของ ทาคาฮาตะ อิซาโอะ เจ้าของผลงาน Grave of the Fireflies หรือ สุสานหิ่งห้อย ที่เรียกนํ้าตาจากคนทั่วโลก โดยครั้งนี้เขาหยิบเอา เจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ นิทานพื้นบ้านของญี่ปุ่นมาถ่ายทอดลงบนแผ่นฟิล์ม

เรื่องราวของสองตายายที่ได้ค้นพบเด็กทารกขณะตาออกไปตัดไม้ไผ่และได้นำมาชุบเลี้ยงจนเติบโต ซึ่งงสองพบว่าเด็กน้อยที่นำมาเลี้ยงเติบโตเป็นเด็กหญิงได้อย่างรวดเร็ว พอๆกับการที่พวกเขาสามารถได้รับเงินทองจำนวนมากจากท่อนไม้ไผ่ แต่แล้วการเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นสู่เรื่องเศร้าที่สะเทือนใจ และประทับใจกับความรักของ แม่ ที่ไม่ได้ผูกพันธ์ทางสายเลือด แต่ก็มีความรักให้ลูกบุญธรรมอย่างมากมายไม่แพ้แม่คนไหนในโลก

 

ผู้กำกับ :   อิซาโอะ ทาคาฮาตะ : Takahata Isao (高畑 勲)

นักแสดง (พากย์เสียง) :  อาซากุระ อากิ : Asakura Aki (朝倉あき), โคระ เคนโกะ  : Kora Kengo (高良健吾), มิยาโมะโตะ โนบุโกะ : Miyamoto Nobuko (宮本 信子)

 

มิโซะซุปของฮานะจัง : Hana's Miso Soup (はなちゃんのみそ汁) - 2015

 

Hana's Miso soup มีชื่อไทยว่า มิโซะซุปของฮานะจัง กำกับโดย อากูเนะ โทโมะเอกิ จากซีรีส์เรื่อง Hanachan no misoshiru โดยดัดแปลงจากเรื่องจริง ผลงานหนังสือ Hana-chan no Miso Shiru ของครอบครัว ยาสึตาเกะ ที่เขียนขึ้นจากงานเขียนบันทึกผ่านบล็อกส่วนตัวก่อนที่ ยาสึตาเกะ จิเอะ ผู้เป็นแม่จะเสียชีวิตลง ซึ่งเวอร์ชั่นหนังได้ ฮิโรสุ ริวโกะ, ทาคิโตะเคนิชิ, ฮิโตโตะ โย, อากามัตซึ อีมินะ และ ฮาราดะ คิวาโกะ มาแสดงนำ

หนังเล่าเรื่องราวอันน่าซาบซึ้งของ ครอบครัวยาสึตาเกะ หลังการแต่งงานของ ชินโงะ กับ จิเอะ พวกเขาพบว่า นอกจาก จิเอะ กำลังป่วยเป็นโรงมะเร็งเต้านมระยะสุดท้ายแล้ว เธอและชินโงะก็กำลังจะมีลูกสาวตัวน้อยด้วยกัน เมื่อ ฮานะ เกิดขึ้นมา จิเอะ ก็ค่อยๆทรุดลงและจากโลกนี้ไป แต่สิ่งที่แม่ฝากเอาไว้ก็คือ ซุปมิโซะ รสชาติอร่อยที่ จิเอะ สอน ฮานะ ลูกสาว เพื่อให้เธอทำให้พ่อของเธอทาน แน่นอนว่าคนดูจะได้อมยิ้มและร้องไห้ไปกับสายใยแห่งความรักของครอบครัวนี้

 

ผู้กำกับ :    อาคูเนะ โทโมอากิ : Akune Tomoaki (阿久根知昭)

นักแสดง  : ฮิโรสุเอะ เรียวโกะ : Hirosue Ryoko (広末涼子), ทาคิโตะ เคนอิจิ : Takito Kenichi  (滝藤賢), ฮิโตโตะ โย : Hitoto Yo (一青 窈)



เปิดประสบการณ์ดูหนังแบบใหม่กับโรงภาพยนตร์อ่างน้ำที่ MAG Park บนดาดฟ้าตึก SHIBUYA109

เปิดประสบการณ์ดูหนังแบบใหม่กับโรงภาพยนตร์อ่างน้ำที่ MAG Park บนดาดฟ้าตึก SHIBUYA109  ไอเดียสุดเก๋นี้เริ่มขึ้นที่กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ ซึ่งผู้ชมภาพยนตร์จะได้แช่อ่างพร้อมจิบเครื่องดื่มและสนุกสนานไปกับเพื่อนฝูง และในครั้งนี้ญี่ปุ่นได้นำมาใช้เป็นครั้งแรก เหมาะกับช่วงซัมเมอร์ตอนนี้

มีช่วงเวลาจำกัดแค่ 3 วันเท่านั้นนั่นคือ  17-19 สิงหาคม 2018 โดยจะมีทั้งหมด 12 อ่าง นั่งได้อ่างละ 4 คน ให้ได้ชมกันพร้อมจอขนาด 220 นิ้ว โดยภาพยนตร์ที่จะฉายได้แก่ Jumanji : Welcome to the Jungle (17 ส.ค.) , Baby Driver (18 ส.ค.) , Spider-Man (19 ส.ค.)

สำหรับบัตรชมภาพยนตร์จะเริ่มจำหน่ายวันที่ 28 กรกฏาคม ตั้งแต่เวลา 10.00 น.  เช็ครายละเอียดได้ใน   http://afroand.co/bathtubcinema ราคา 18,000 เยน (5,410 บาท) ต่อหนึ่งอ่าง โดยในการฉายแต่ละครั้งจะมีดีเจมาเปิดเพลง  พร้อมเครื่องดื่มและอาหารจำหน่ายในบริเวณนั้น ซึ่งจะเปิดให้เข้าตั้งแต่เวลา 18.30 น. หนังจะเริ่มฉายเวลา 19.30 น. และสามารถอยู่ในอ่างได้จนถึงเวลา 22.30 น.

แหล่งที่มาของเรื่อง :soranews24.com



Movie Review รีวิว 50 First Kisses หนังญี่ปุ่นรีเมก 50 First Dates

Wani91

จูบครั้งแรก…ของครั้งสุดท้าย

ทุก ๆ เช้า ผมรักเธอมากขึ้นทุกวัน แต่เธอในวันพรุ่งนี้ก็จะลืมผมไป คำโปรยหัวจากโปสเตอร์ 50 First Kisses จูบเธอไม่ให้ลืม ทำให้ขบคิดกันเล่น ๆ ว่า จะทำอย่างไร ถ้าหากในทุก ๆ วันที่ตื่นขึ้นมา คนที่เรารักไม่สามารถจดจำเราได้

จูบเธอไม่เคยจำ (50 First Kisses : 50回目のファーストキス)
ภาพยนตร์ญี่ปุ่นฉบับรีเมกเวอร์ชั่นฮอลลีวูด จีบเธอไม่เคยจำ (50 First Dates : 2004) ได้ผู้กำกับบ้าพลัง ยูอิจิ ฟูคาดะ : Yuichi Fukuda (福田雄一 )
เพราะเขาอยากจะทำหนังรักมานานแล้ว จนเสียน้ำตาด้วยความอินทั้งช่วงการถ่ายทำ
และตัดต่อ เขากล่าวอย่างติดตลกในภายหลังว่าตัวเองร้องบ่อยกว่านักแสดงนำของเรื่องเสียอีก

เพราะภาพยนตร์ต้นฉบับได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงออกฉาย ดังนั้น นักแสดงหลักจึงมีความสำคัญมากกับการถ่ายทอดการแสดงกับบทพระนางในเวอร์ชั่นใหม่ โดยบทพระเอกตกเป็นของ ยามาดะ ทาคายูกิ : Takayuki Yamada (山田孝之 (やまだ たかゆき) นักแสดงหนุ่มมากความสามารถ (ผู้เขียนประทับใจเสียงเขาเวลาดัดเป็นผู้หญิงมากที่สุด) ที่ถ่ายทอดบทเพลย์บอยได้น่าหยิก ในขณะเดียวกันก็แสดงได้น่าสงสารจนอยากเอาใจช่วยให้ความรักของเขาสมหวัง

สำหรับบทนางเอกได้ นากาซาวะ มาซามิ  : Nagasawa Masami   (長澤まさみ) ที่มีรอยยิ้มน่ารักสดใสเปล่งประกายแข่งกับความสวยของทะเลที่ฮาวาย โดยทั้งคู่เคยร่วมงานกันมาก่อน จากเรื่อง そのときは彼によろしく(Say Hello for Me) เมื่อ 11 ปีก่อน ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมทั้งคู่ดูเข้ากันราวกับเป็นคู่รักจริง ๆ

ไดสุเกะ ยูเกะ  ยามาดะ ทากายูกิ: Yamada Takayuki (山田孝之)  ไกด์ทัวร์หนุ่มเพลย์บอย รักสนุกแต่ไม่ผูกพัน ที่ชีวิตอยู่มุมนึงคือ ความใฝ่ฝันที่จะได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ วิจัยด้านดาราศาสตร์ วันหนึ่งรถคู่ใจเกิดเสีย เขาจึงจำใจต้องเข้าไปในร้านอาหารแห่งหนึ่งเพื่อฆ่าเวลา ที่นั่นเองทำให้เขาได้พบกับ รุอิ ฟูจิชิม่า (นากาซาวะ มาซามิ)  สาวสวยที่กำลังขะมักเขม้นกับการสร้างบ้านจากวอฟเฟิล ไดสุเดะเดินหน้าจีบรุอิแบบเต็มสตรีม ดูเหมือนเหตุการณ์จะไปได้สวย วันถัดมาเขาจึงไปร้านอาหารแห่งนั้นอีกครั้งเพื่อเจอรุอิ ทว่า รุอิกลับทำท่าไม่รู้จักเขาไปเสียอย่างนั้น ไดสุเกะจึงทราบภายหลังว่า รุอิ ป่วยเป็นโรคความจำระยะสั้นเสื่อม หลังจากที่เธอและพ่อของเธอประสบอุบัติเหตุรถชนต้นไม้เมื่อปีก่อน รุอิ หยุดความทรงจำไว้ที่ก่อนเกิดอุบัติเหตุได้ แต่ความทรงจำหลังจากนั้นจะถูกลบทิ้งไปภายใน 1 วัน ไดสุเกะ จะทำอย่างไรกับรักแรกพบครั้งนี้ และจะพิชิตใจว่าที่พ่อตาที่พยายามขัดขวางความรักครั้งนี้ได้อย่างไร

ต่อไปนี้เป็นการสปอยล์เนื้อหา

ถ้าหากใครได้ดู จีบเธอไม่เคยจำ (50 First Dates) เวอร์ชั่นต้นฉบับแล้ว หลายคนอาจจะเดาทิศทางของเรื่องถูกตั้งแต่ต้นจนจบ บอกเลยว่าภาพยนตร์เรื่องนี้คือการรีเมกที่ให้เกียรติเวอร์ชั่นต้นฉบับจริง ๆ แม้แต่มุกที่ปรากฏในเวอร์ชั่นเดิมก็ใส่มาจนครบ โดยสามารถนำแต่ละซีนมาเทียบกันช็อตต่อช็อตได้เลย จุดที่แตกต่างที่จับได้สองสิ่ง นั่นก็คือ อาชีพของพระเอกจากเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่มีความฝันได้ท่องโลกกว้างของเวอร์ชั่นเดิม เป็นไกด์นำเที่ยวที่มีเป้าหมายเป็นนักวิทยาศาสตร์วิจัยด้านดาราศาสตร์ ซึ่งจุดนี้ดูสมเหตุสมผลกับการดั้นด้นมาถึงฮาวายของพระเอก และอีกหนึ่งจุดนั่นก็คือการพยายามใส่ความเป็นเพศทางเลือกให้กับน้องชายของนางเอก หลายคนอาจจะฟินกับความวาย แต่มุมมองของผู้เขียนกลับมองว่า โลกความจริงมีการตระหนักถึงสิทธิของมนุษย์ ความเท่าเทียมกันทางเพศ แต่ในภาพยนตร์ยังคงมอบหัวโขนของตัวตลกให้กับคนกลุ่มนี้อยู่

อีกหนึ่งสิ่งที่เติมเต็มให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้คือ คือเพลงประกอบภาพยนตร์ที่มีชื่อว่า Todokanai Kara (トドカナイカラ) ที่ได้นักร้องหนุ่มเสียงดี (มากกก) อย่างคุณเคน ฮิราอิ : Ken Hirai (平井堅) ที่มีเพลงดัง ๆ หลายเพลง (เพลงในดวงใจผู้ของเขียนคือ Hitomi Wo Tojite (瞳をとじて) มาเป็นผู้ถ่ายทอดความรักของพระเอกที่มีต่อนางเอก

เพลงประกอบภาพยนตร์

 

การทุ่มเทและเสียสละเพื่อความรัก โดยไม่กำหนดว่าใครเป็นผู้ให้ และใครเป็นผู้รับ แต่ต่างฝ่ายต่างก็เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ บทพระเอกเห็นได้ชัดว่าทุ่มเทกับรักแรกพบครั้งนี้แค่ไหน ในขณะที่นางเอกไม่เป็นแต่เพียงฝ่ายรับเท่านั้น หากยังเลือกที่จะมอบอิสรภาพให้กับพระเอกเมื่อรู้ตัวว่า ถ้าหากพระเอกยังคบกับตน เขาจะสูญเสียความฝัน เสียโอกาสความก้าวหน้าของชีวิตกับสิ่งที่ใฝ่ฝันมาตลอดอย่างการเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านการวิจัยเกี่ยวกับดาราศาสตร์ นี่กระมังที่เป็นจุดจับใจคนดู ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชั่นไหนก็ตาม

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
1. สำหรับโรคที่รุอิเผชิญในภาพยนตร์ อย่างโรค Goldfield Syndrome ชื่อโรคดังกล่าวไม่มีจริงในทางการแพทย์
2. ในภาพยนตร์เซอร์ไพรส์คนดูด้วยฉากการล้อเลียนนักแสดงคนหนึ่งของญี่ปุ่น (ยอมรับว่าเหมือนจริงๆ)

แหล่งที่มาข้อมูลและรูปภาพ : sahamongkolfilm

NokCyber

50 First Kisses มีชื่อไทยว่า 50 เดท จูบเธอไม่ให้ลืม คือภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่รีเมกจากหนังโรแมนติกคอเมอดี้ชื่อดังจากฮอลลีวู้ดเมื่อปี 2004 อย่าง 50 First Dates ที่นำแสดงโดย อดัม แซนด์เลอร์ กับ ดรูว์ แบร์รี่มอร์ ส่วนเวอร์ชั่นญี่ปุ่นได้ ทาคายูกิ ยามาดะ จาก Train Man มาจับคู่กับ มาซามิ นางาซาวะ จาก Nada so so ซึ่งทั้งคู่เคยแสดงร่วมกันมาแล้วครั้งหนึ่งในหนังรักเรื่อง Say Hello for Me

สำหรับ ยูอิจิ ฟูคาดะ เจ้าของผลงาน Gintama รับหน้าที่เป็นทั้งผู้กำกับ พ่วงกับแปลงบทภาพยนตร์ต้นฉบับของ จอร์จ วิง ให้มีความเป็นเอเชีย และดูร่วมสมัยมากขึ้น พร้อมเปลี่ยนจากคำว่า เดท มาเป็นคำว่า จูบ แทน แน่นอนว่ามันย่อมแฝงความหมายบางอย่างเอาไว้

50 First Kisses เล่าถึง รุอิ สาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ใน ฮาวาย กับครอบครัว เธอประสบอุบัติเหตุรถคว่ำทำให้สูญเสียความทรงจำระยะสั้น และจดจำได้แต่เรื่องที่เคยเกิดขึ้นก่อนอุบัติเหตุ แต่สมองจะไม่บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นเลย ทุกวันสมองของเธอจะรีเซ็ตใหม่และกลับไปดำเนินชีวิตแบบเดิมซ้ำไปซ้ำมา และนั่นทำให้ รุอิ จำ ไดสุเกะ ชายหนุ่มที่ตกหลุมรักเธอได้แค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ ไดสุเกะ ก็ไม่ยอมแพ้ แม้ว่าอุปสรรคก็คือ ต่อให้วันนั้นพวกเขาจะรักกันมากแค่ไหน ไดสุเกะ ก็เป็นได้แค่คนแปลกหน้าของเธอในเช้าวันใหม่

ผู้กำกับซื่อสัตย์ต่อต้นฉบับพอสมควร เก็บรายละเอียดตัวละครกับฉากเด่นๆในหนังต้นฉบับเอาไว้เกือบทั้งหมด ด้วยการยกกองไปถ่ายทำที่ ฮาวาย เหมือน 50 First Dates แต่รูปแบบการนำเสนอส่วนใหญ่ก็แตกต่างจากเวอร์ชั่นออริจินอล 50 First Kisses ถูกทำให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น รวมถึงมีการใส่ความเป็นญี่ปุ่นเข้าไป สำหรับใครที่เคยดู 50 First Dates มาแล้ว จึงสามารถดูเวอร์ชั่นญี่ปุ่นได้ โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าจะเบื่อในความซํ้าซากใดๆ

พาร์ทความตลกของ 50 First Kisses ต้องบอกว่ามีความฮาไม่แพ้ต้นฉบับ โดยเฉพาะคนเอเชียน่าจะอินกับมุขต่างๆในหนังได้ดีกว่าคนทวีปอื่นๆ ขณะที่พาร์ทความโรแมนติกส่วนตัวมองว่าโดดเด่นมาก อย่างการหยิบเอาเงื่อนไขเรื่อง ความรัก กับ ความฝัน มาให้ตัวละครชั่งนํ้าหนักและเลือก

อีกจุดที่สร้างความประทับใจคือเสน่ห์ของตัวละครนำทั้งฝ่ายชายและหญิง ยามาดะ ทาคายูกิ และ นางาซาวะ  มาซามิ เป็นคู่ที่ลงตัว เคมีเข้ากัน ยามาดะ อาจจะไม่เหมาะกับบทหนุ่มเจ้าชู้จอมกะล่อน แต่ในเรื่องความจริงจังในความสัมพัน์กับการมุ่งมั่นทำตามฝัน เขาถ่ายทอดออกมาได้ยอดเยี่ยมมาก เช่นเดียวกับ นางาซาวะ นอกจากความน่ารักสดใส การแสดงของเธอก็สามารถเรียกนํ้าตาจากคนดูได้ไม่ยาก

กิมมิคการชูประเด็น จูบ มาแทน เดท ก็น่าสนใจ เป็นเรื่องที่น่าเจ็บปวดไม่น้อยเลยกับการที่คู่รักจูบกันทุกวัน โดยที่ฝ่ายหญิงรู้สึกว่ามันเป็นทั้ง จูบแรก และ จูบสุดท้าย ในเวลาเดียวกัน เพราะความทรงจำของเธอมีแค่ 1 วัน

50 First Kisses มีองค์ประกอบของการเป็นภาพยนตร์โรแมนติกคอเมอดี้ที่ดีอยู่ครบถ้วน ซึ่งนอกจากเรื่องราวความรักที่น่าประทับใจ คละเคล้ากับซีนตลกสนุกสนานที่อาจทำให้คุณหัวเราะจนตัวโยนแล้ว บรรยากาศของเกาะฮาวายในหนังก็สวยงามจนเราอยากเก็บกระเป๋าบินไปเที่ยวตามรอยภาพยนตร์เรื่องนี้

ตัวอย่างหนัง

ผู้กำกับ :Fukuda Yuichi

นักแสดง :  Yamada Takayuki , Nagasawa Masami

 

 



Movie Review รีวิว Norwegian Wood หนังที่สร้างจากนิยายขายดีของ ฮารูกิ มูราคามิ

Norwegian Wood คือภาพยนตร์โรแมนติกดราม่าจากประเทศญี่ปุ่นที่สร้างมาจากหนังนิยายขายดีชื่อเดียวกันของ ฮารูกิ มูราคามิ - Haruki Murakami นักเขียนชื่อดัง โดยได้ ตรัน อานห์ ฮุง ผู้กำกับชาวเวียดนามเจ้าของรางวัล Golden Lion จากหนังเรื่อง Cyclo ในเทศกาลหนังเวนิส รวมถึงรางวัล  Award of the Youth for Best French Film กับ  Caméra d'Or จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ และเคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมจากหนังเรื่อง The Scent of Green Papaya มารับหน้าที่กำกับ พ่วงเขียนบทภาพยนตร์

สำหรับ Norwegian Wood ฉบับหนังใหญ่ เข้าฉายในปี 2010 มีชื่อไทยว่า ด้วยรักความตายและเธอ (เวอร์ชั่นหนังสือชื่อไทยคือ ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย) โดยนักแสดงได้ เคนอิจิ มัตสึยามะ นักแสดงหนุ่มจาก Death Note , ริงโกะ คิคุจิ นักแสดงสาวจาก Babel และ กิโกะ มิซูฮาร่า นางแบบสาวชื่อดัง (นี่เป็นผลงานการแสดงหนังเรื่องแรกของ กิโกะ) มารับบทนำ

หนังเล่าถึงกรุงโตเกียวยุคปี 1960 โทรุ วาตานาเบะ (เคนอิจิ มัตสึยาม่า) เด็กหนุ่มที่ตกอยู่ในความว้าวุ่นทั้งเรื่องส่วนตัวและความรัก เขาทุ่มเทหัวใจให้กับ นาโอโกะ (ริงโกะ คิคุจิ) รักแรก ผู้หญิงที่เคยเป็นแฟนของเพื่อนสนิทที่คิดสั้นฆ่าตัวตายไปในตอนปิดเทอมช่วงมัธยม

พอเข้ามหาวิทยาลัย โทรุ ตกหลุมรัก นาโอโกะ แบบถอนตัวไม่ขึ้น เขาพยายามสานสัมพันธ์กับเธอตลอด ถึงแม้ว่า นาโอโกะ จะป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจนต้องเข้ารับการรักษาตัว และในช่วงเวลาเดียวกัน โทรุ ก็ได้รู้จักกับ มิโดริ (คิโกะ มิสุฮาระ) สาวสวยสุดแนว เพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยที่มีใจให้กับเขาด้วยเช่นกัน แต่ โทรุ ก็ไม่อาจปลดปล่อยตัวเองจากความคิดถึงที่มีต่อ นาโอโกะ ลงได้

ในแง่ของความเป็นหนัง Norwegian Wood อาจไม่ใช่หนังที่มีความบันเทิง หรือเข้าใจได้ง่าย เท่ากับหนังรักญี่ปุ่นเรื่องอื่นๆ การดำเนินเรื่องช้าจนเข้าใกล้กับคำว่าน่าเบื่อ ในส่วนของคอหนังที่ไม่คุ้นกับภาพยนตร์แนวอาร์ทหรืออินดี้อาจไม่ชอบ เพราะตัวละครยังสื่อสารกันด้วยภาษากายมากกว่าบทสนทนา อย่างไรก็ตาม การที่ผู้กำกับถ่ายทอดเนื้อหาของหนังออกมาได้ตรงตามเวอร์ชั่นหนังสือมาก เชื่อว่าน่าจะสร้างความพอใจให้กับแฟนๆ นิยายของ มูราคามิ ทั่วโลก

จุดที่โดดเด่นที่สุดของหนังน่าจะเป็นงานภาพอันแสนงดงาม เอกลักษณ์เฉพาะตัวของ ตรัน อานห์ ฮุง โลเคชั่นที่เขาเลือกมาต้องบอกว่าสุดยอดมากๆ โดยเฉพาะฉากที่ตัวละครอยู่ท่ามกลางหิมะ ต้องบอกว่าหลายซีนในหนังมีสไตล์สุดๆ ทำให้ภาพยนตร์ออกมาดูอยู่กึ่งกลางระหว่างความจริงกับโลกแห่งจินตนาการ

การแสดงของ เคนอิจิ มัตสึยาม่า สุดมากในฉากร้องไห้ตรงโขดหินริมทะเล ด้าน ริงโกะ คิคุจิ แสดงความรู้สึกของตัวละครออกมาได้ยอดเยี่ยม ส่วน กิโกะ มิซูฮาร่า ก็แจ้งเกิดบนโลกภาพยนตร์ได้อย่างสวยงาม และอีกคนที่ได้รับบทเด่นพอสมควรคือ เรกะ คิริชิมะ ที่เล่นเป็น เรโกะ สาวรุ่นพี่ที่คอยดูแล นาโอโกะ รวมถึงมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ วาตานาเบะ ตัวละครที่ทำให้หนังไปไกลกว่าคำว่า รักสามเส้า

Norwegian Wood เป็นหนังที่นำเสนออารมณ์ความโศกเศร้าของการสูญเสียคนรักได้อย่างเจ็บปวด ฟูมฟาย แต่ก็ตราตรึงน่าจดจำ แน่นอนว่าคุณคงไม่มีวันลืมรักแรกของคุณ ไม่ว่ามันจะจบลงอย่างไรก็ตาม

และใครที่สนใจอยากชมภาพยนตร์ที่สร้างจากผลงานของ มูราคามิ อีกเรื่อง ขอแนะนำ Burning หนังเกาหลีผลงานของสุดยอดผู้กำกับอย่าง อีชางดง ที่ดัดแปลงจากเรื่องสั้นชื่อ มือเพลิง ของ มูราคามิ เข้าฉาย 19 ก.ค.นี้ ที่ SF, House RCA และ Bangkok Screening Room

 

Norwegian Wood (2010)

ผู้กำกับ : Tran Anh Hung

นักแสดง :  Kenichi Matsuyama, Rinko Kikuchi, Kiko Mizuhara, Reika Kirishima



ฮิปสเตอร์หนอนหนังสือต้องชอบ ! 3 ร้าน Bookcafe โดนๆ ที่น่าไปเช็คอินในเกียวโต

เกียวโต เมืองยอดฮิตของญี่ปุ่นที่เชื่อว่าชาว WOM Japan หลายๆ คนกำลังหลงเสน่ห์กันอยู่ เพราะเป็นเมืองที่สวยงาม เต็มไปด้วยธรรมชาติ ยิ่งเดินเที่ยวชมไปลึกเท่าไหร่ก็ยิ่งได้กลิ่นอายของประวัติศาสตร์เหมือนได้ย้อนยุคกลับไปในอดีต ได้มาเที่ยวในบรรยากาศเก่าๆ ทั้งที หากลองเพิ่มร้านคาเฟ่หนังสือบรรยากาศเรโทรหน่อยๆ เข้าไปในทริปของเราด้วยจะดีขนาดไหนกันนะ

 

CAFE KOCSI(カフェ コチ)

คาเฟ่ร้านแรกที่อยากชวนทุกคนมาแวะด้วยกันชื่อร้านว่า CAFE KOCSI (คาเฟ่ โคะจิ) แถมเดินทางมาได้ง่ายๆ เพราะห่างจากสถานี Oike (御池駅) รถไฟสาย Karasuma (烏丸線) เพียงแค่ 8 นาทีเท่านั้น จะบอกว่าร้านนี้เขามีชื่อเสียงมาก แถมขนมปังของเขาก็อร่อยสุดๆ

บรรยากาศในร้านไม่ต้องพูดถึง เข้าไปแล้วเหมือนนั่งอยู่ในบ้านที่ตกแต่งแบบเรียบง่าย ขับสีเขียวด้วยผนังและไม้ประดับ ตรงกลางร้านมีชั้นหนังสือวางคั่น เหมาะที่จะมานั่งแฮงค์เอาท์กับเพื่อนๆ หรือจะพักผ่อนนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ ก็ดีไม่น้อย

หนังสือทั้งหมดบนชั้น ภรรยาของเจ้าของร้านเป็นคนเลือกเองทั้งสิ้น ทั้งนิยาย นิตยสาร ฯลฯ รวมๆ แล้ว มีมากกว่า 2,000 เล่มเลยทีเดียว ถ้าลองไปค้นๆ ดูอาจจะเจอหนังสือหายากก็ได้นะ

ตรงบริเวณเคาน์เตอร์จะมีตู้กระจกวางขนมปังโฮมเมดหน้าตาน่าทานเอาไว้มากกว่า 20 ชนิด มีทั้งแบบขนมปังเนื้อนุ่มๆ และแบบแข็งสไตล์ฝรั่งเศสให้เราได้เลือกชิม จะซื้อมานั่งทานในร้านขณะอ่านหนังสือ หรือจะซื้อกลับบ้านก็ได้เหมือนกัน

สำหรับเมนูที่เมื่อมาร้านนี้แล้วจะต้องสั่งมาทานให้ได้เลยคือ “French Toast” ขนมปังแผ่นหนานุ่มที่ย่างจนเกรียมเล็กน้อย ราดด้วยเมเปิลไซรัปรสหวานกำลังดี ท็อปปิ้งด้วยไอศกรีมวานิลลาลูกเล็กๆ อีกสักหน่อย เมื่อทานพร้อมกันแล้วให้รสชาติอร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ นี่ถ้าได้หนังสืออีกสักเล่มจะเป็นวันพักผ่อนที่วิเศษสุดๆ ไปเลย

CAFE KOCSI(カフェ コチ)

พิกัด :  123 Fukunagacho Nakagyo-ku Kyoto Kyoto

การเดินทาง : รถไฟสาย Karasuma (烏丸線) สถานี Oike (御池駅) เดินต่ออีก 8 นาที

เวลา : 12.00-22.30 น.

โทร : +81-75-212-7411

 

Cafe Bibliotic HELLO! (カフェ ビブリオティック ハロー!)

 

ร้านต่อมามีชื่อแอบยาวแต่น่ารักว่า Café Bibliotic HELLO! เป็นร้านแรกในเกียวโตที่บุกเบิกคาเฟ่แบบ Machiya (町屋カフェ) ที่นำบ้านของชนชั้นพ่อค้าในยุคเก่ามาดัดแปลงให้เป็นคาเฟ่ ทำให้เราสามารถนั่งอ่านหนังสือหรือจิบกาแฟท่ามกลางบรรยากาศย้อนยุคได้แบบชิลๆ ร้านนี้ถือว่าเป็นที่นิยมมากของทั้งคนญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ อีกทั้งยังตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีด้วยค่ะ

ภายในร้านจะแบ่งเป็น 2 ชั้น มีชั้นหนังสือขนาดใหญ่เก็บหนังสือเก่าและหนังสือหายากเอาไว้มากมาย เมื่อได้เข้าไปนั่งเหมือนกับได้นั่งอยู่ในห้องสมุดและได้ย้อนอดีตไปในคราวเดียวกัน ที่ผนังอีกฟากหนึ่งมีชั้นสำหรับวางหนังสือนิตยสาร หนังสือดีไซน์ทั้งเก่าและใหม่วางอยู่เรียงราย ใครชอบหนังสือแบบไหนก็ลองมาค้นดูตามชั้นหนังสือเหล่านี้ได้เลยค่ะ

แน่นอนว่าเป็นคาเฟ่ก็ต้องมีกาแฟและเบเกอรี่ขาย ที่ร้านนี้มีขนมปังอบใหม่ๆ แบบโฮมเมดมากถึง 50 ชนิด ทั้งขนมปังรสหวาน ครัวซองต์ ขนมปังฝรั่งเศส แต่ละอย่างน่าทานทั้งนั้น นอกจากขนมปังก็ยังมีเมนูอาหารอื่นๆ อีก ลองสั่งคู่กับเครื่องดื่มแล้วไปนั่งชิลๆ อ่านหนังสือบริเวณโต๊ะกลางร้านดูสิคะ รับรองเพื่อนๆ ต้องชอบแน่ๆ

Cafe Bibliotic HELLO! (カフェ ビブリオティック ハロー!)

พิกัด :  650 Seimei-cho, Yanaginobanba-higashi-iru, Nijo-dori, Nakagyo-ku, Kyoto

การเดินทาง : รถไฟใต้ดินสาย Tozai (東西線) สถานี Kyotoshiyakusho-mae (京都市役所前駅) เดินต่ออีก 6 นาที

เวลา : 11.30-24.00 น.

โทร : +8175-231-8625

http://cafe-hello.jp/

 

Tsuki to Rokupensu (月と六ペンス)

ร้านสุดท้ายที่เราจะพาเพื่อนๆ มาด้วยกันเป็นคาเฟ่เล็กๆ ขนาดเท่า 1 ห้องอพาร์ตเมนต์แต่บรรยากาศสงบและอบอุ่นเหมาะกับการอ่านหนังสือมากๆ หรือใครจะมานั่งชิลคนเดียวก็ยังได้

ที่นั่งภายในร้าน Tsuki to Rokupensu ทุกตัวจะเป็นที่นั่งแบบเคาน์เตอร์ ด้านหน้าของเราจะมีหนังสือต่างๆ วางเรียงกันอยู่กว่า 500 เล่ม ทำให้แม้จะมาคนเดียวก็สามารถนั่งที่นี่ได้อย่างไม่อึดอัด แต่มีข้อจำกัดก็คือร้านนี้ห้ามใช้โน้ตบุ๊กค่ะ ดังนั้นลองเปลี่ยนบรรยากาศ ตัดขาดจากโลกโซเชียลแล้วลองมานั่งอ่านหนังสือดูก็น่าสนใจดีนะคะ

เมนูที่น่าสนใจของที่นี่คือกาแฟโฮมเมดสูตรเฉพาะของทางร้านที่เรียกว่า “GENTLE COFFEE” ทานคู่กับแซนด์วิชอบร้อนๆ ราดด้วยชีสสไตล์ฝรั่งเศสอย่างคร็อก เมอร์ซิเออร์ (Croque-Monsieur) เมนูฮิตของทางร้าน ขนมของที่นี่ก็มีชีสเค้กสไตล์นิวยอร์ก หรือจะสั่งเป็นเค้กเซตพร้อมกาแฟก็ได้ นั่งทานขนม จิบกาแฟไปพลาง หยิบหนังสือตรงหน้ามาอ่านไปพลาง ลองใช้เวลากับตัวเองดูสักวันรับรองว่าได้ชาร์จแบตจนเต็มแน่นอนค่ะ

Tsuki to Rokupensu (月と六ペンス)

พิกัด :  62 Matsuyacho,Nijo-Dori Takakuranishiiru,Nakagyo-ku, Kyoto, 604-0013  Sugino Building 2F

การเดินทาง : รถไฟใต้ดินสาย Karasuma (烏丸線) สถานี Marutamachi (丸太町駅) เดินต่ออีก 8 นาที

เวลา : 12.00-20.00 น.

โทร : +8190-9058-8976

เป็นไงกันบ้างคะ ชอบกันหรือเปล่าสำหรับร้านคาเฟ่หนังสือ 3 ร้านในเกียวโตที่แนะนำไป ถึงแม้เราจะไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นก็ไม่เป็นไรนะ เพราะเราก็สามารถพกหนังสือเล่มโปรดของเราไปนั่งชิลเก็บบรรยากาศในร้านได้เหมือนกัน ลองแวะไปดูนะคะ เราเชื่อว่าเพื่อนๆ จะต้องชอบแน่ๆ

 

แหล่งที่มาของเรื่อง : kinarino

ภาพจาก : beacon-kyotomy-favcafe.bibliotic.hello, my-fav



รีวิวหนัง Inuyashiki อินุยาชิกิ: คุณลุงไซบอร์ก

NokCyber

Inuyashiki เป็นภาพยนตร์แนวแอ็กชั่นทริลเลอร์ที่สร้างมาจากหนังสือการ์ตูนสุดฮิตของ ฮิโรยะ โอคุ (Hiroya Oku) โดยก่อนหน้านี้เคยถูกทำเป็นอนิเมชั่นซีรีส์มาแล้ว ส่วนเวอร์ชั่นหนังใหญ่ Live Action ได้ ชินสุเกะ ซาโต้ จาก I Am a Hero และ Gantz มาเป็นผู้กำกับ เขียนบทโดย ฮิโรยะ โอคุ ผู้เขียนการ์ตูน ร่วมกับ ฮิโรชิ ฮาชิโมโตะ จาก Flying Colors
ส่วนทีมนักแสดงนำก็ถือว่ารวมดาราญี่ปุ่นชื่อดังไว้หลายคน ทั้ง โนริทาเกะ คินาชิ นักแสดงรุ่นใหญ่จาก Initiation Love , ทาเครุ ซาโต้ นักแสดงหนุ่มขาประจำหนังแนวนี้จาก Ajin และ Rurouni Kenshin , คานาตะ ฮอนโก นักแสดงหนุ่มอีกคนจาก Attack on Titan และ อายากะ มิโยชิ นักแสดงสาวชื่อดังที่เคยเล่นเรื่อง Confessions

หนังเล่าถึงเรื่องราวของ อิจิโร่ อินุยาชิกิ (โนริทาเกะ คินาชิ) คุณลุงมนุษย์เงินเดือนวัย 58 ปี หนุ่มใหญ่จอมลูสเซอร์ที่ถูกภรรยากับลูกๆข่มในบ้าน แถมยังต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตถูกไล่ออกจากงานและพบว่าตัวเองเป็นโรคร้ายใกล้ตาย แต่ในคืนหนึ่งเกิดเหตุระเบิดลึกลับในสวนสาธารณะ เมื่อฟื้นขึ้นมา อินุยาชิกิ  ก็พบว่า ตัวเองได้กลายเป็นเครื่องจักรสมรรถนะสูง แต่ในเหตุระเบิดครั้งนั้นเขาไม่ใช่คนเดียวที่อยู่ในเหตุการณ์ เด็กหนุ่มมัธยมปลาย ฮิโระ ชิชิกามิ (ทาเครุ ซาโต้) ก็อยู่ที่นั่น และเขาก็ได้รับพลังความสามารถเหมือนกัน
ทว่าถึงแม้ว่าทั้งสองจะได้รับพลังเหมือนกัน แต่จุดประสงค์ในการใช้พลังนั้นก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง อินุยาชิกิ ใช้พลังนี้เพื่อรักษาและปกป้องผู้คน ส่วนชิชิกามิใช้พลังนี้เพื่อฆ่าทุกคนที่เขาไม่ชอบหน้าและคนที่คอยขัดขวางเขา ซึ่งรวมถึงผู้บริสุทธิ์ด้วย เมื่อชิชิกามิได้เปิดสงครามกับคนญี่ปุ่นทั้งประเทศ คนที่สามารถหยุดเขาได้จึงมีเพียงแค่ อิจิโร่ อินุยาชิกิ เท่านั้น

Inuyashiki คือภาพยนตร์ฮีโร่ฉบับมนุษย์เงินเดือนญี่ปุ่นที่มีความดราม่าตลกร้าย เป็นฮีโร่แนวลูสเซอร์ที่รูปลักษณ์อาจจะไม่ได้หล่อเท่เหมือนฮีโร่ฝั่งยุโรป แต่ในเรื่องของจิตใจ คุณลุงอินุยาชิกิ ชนะเลิศ แน่นอนว่าหนังสะท้อนภาพของลูสเซอร์ในสังคมญี่ปุ่น ซึ่งก็คือมนุษย์เงินเดือนแก่ๆที่ไม่มีใครยอมรับหรือสนใจ แต่นอกจากลูสเซอร์วัยดึกแล้ว ในหนังยังมีลูสเซอร์วัยรุ่นอย่าง ฮิโระ ชิชิกามิ นักเรียนม.ปลายที่มีปัญหาครอบครัวแตกแยกและแทบจะเป็นคนไร้ตัวตนในโรงเรียน
ความน่าสนใจของหนังคือการกลับด้านกันคนละขั้วกับหนังฮีโร่มาร์เวลหรือดีซี ที่หากสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในหนังฝั่งตะวันตก คนที่จะกลายเป็นผู้ร้ายคงเป็นลุงที่ถูกสังคมกดดัน ส่วนคนที่เป็นฮีโร่ต้องเป็นหนุ่มวัยรุ่นสุดหล่อ กระนั้น พระเอกในเรื่องนี้ดันเป็นมนุษย์ลุง ขณะที่ตัวร้ายคือเด็กมัธยมหน้าตาดี

พาร์ทแอ็กชั่นของหนังไม่ได้สนุกตื่นเต้นเท่าไหร่ ฉากต่อสู้ตอนท้ายแฟนตาซีจนเหมือนดูการ์ตูนดราก้อนบอล ส่วนตัวชอบดราม่าดาร์กๆ โหดๆ ในหนัง ฆ่ากันผ่านหน้าจอออนไลน์นี่เป็นไอเดียที่เข้ากับยุคสมัยมาก และความไม่ปราณีของผู้กำกับที่สังหารตัวประกอบไปเป็นเบือ ทำให้หนังฮีโร่ของฝั่งเอเชียเรื่องนี้ดูจริงกว่าหนังฮีโร่ฮอลลีวู้ดโลกสวยเยอะเลย

สำหรับการแสดงอันแสนเย็นชาของ ทาเครุ ซาโต้ ทำให้นึกถึงตัวร้ายในเรื่อง Death Note หนังแฝงประเด็นครอบครัวในสังคมญี่ปุ่นได้ดี เราได้เห็นความสัมพันธ์ในหลากหลายแง่มุม หลากหลายมิติ แน่นอนว่าแทบจะไม่มีตัวละครหลักคนไหนในเรื่องที่มีครอบครัวสมบูรณ์พร้อมอบอุ่นเลย แม้กระทั่งครอบครัวของ อินุยาชิกิ ที่มีสมาชิกอยู่กันพร้อมหน้า

หนังจบแบบปลายเปิดเหมือนว่าจะมีภาคต่อ ตามธรรมเนียมภาพยนตร์ที่สร้างจากการ์ตูนซึ่งมีเรื่องเล่าเยอะ ส่วนตัวมองว่าที่สุดแล้วเสน่ห์ของเรื่องนี้กลับไม่ใช่คุณลุงอินุยาชิกิ แต่เป็น ฮิโระ (น่าจะมาจากคำว่าฮีโร่) ชิชิกามิ ตัวร้ายที่ได้ใจคนดูไปหลายคน เพราะแนวคิดของเขา สะท้อนถึงด้านมืดในจิตใจมนุษย์ที่ใกล้ตัว โดยเฉพาะเรื่องของการแก้แค้น การทำอะไรเพื่อความสะใจ และซีนเอนเครดิตก็ยังแสดงให้เห็นว่า ถึงตัวของเขาจะกลายเป็นหุ่นยนต์ แต่ใจของ ฮิโระ ก็ยังคงหลงเหลือจิตวิญญาณของความเป็นคนอยู่บ้าง

Inuyashiki อินุยาชิกิ: คุณลุงไซบอร์ก เข้าฉาย 21 มิถุนายน นี้ ในโรงภาพยนตร์
ผู้กำกับ : Shinsuke Sato
นักแสดง :  Noritake Kinashi, Takeru Satoh, Ayaka Miyoshi, Nayuta Fukuzaki, Mari Hamada, Kanata Hongo

 

 

Wani91

รีวิว INUYASHIKI : อินุยาชิกิ คุณลุงไซบอร์ก ฉีกทุกกฎซูเปอร์ฮีโร่กับมนุษย์ลุง
กับการค้นหาความเป็นมนุษย์

(มีการสปอยล์เนื้อเรื่อง)

ลองหลับตาแล้วจินตนาการว่า “ซูเปอร์ฮีโร่” ในอุดมคติของทุกคนเป็นอย่างไร INUYASHIKI : อินุยาชิกิ คุณลุงไซบอร์ก คงไม่ใช่ภาพฝันอันดับต้น ๆ แน่นอน

จากความสำเร็จของการ์ตูนมังงะ ผลงานของอาจารย์โอคุ ฮิโรยะ (Oku Hiroya) ที่แฟน ๆ มังงะน่าจะคุ้นเคยผลงานของเขาจากเรื่อง Gantz ต่อยอดเป็นอะนิเมะที่ได้รับความนิยม เมื่อปี 2560 กลายมาเป็นภาพยนตร์ที่น่าจับตามอง โดยผู้กำกับ ชินซึเกะ ซาโตะ (Shinsuke Sato) การันตีฝีมือด้วยรางวัล The Golden Raven จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติบรัสเซลส์ ประจำปี 2561 (Brussels International Fantastic Film Festival 2018)

INUYASHIKI : อินุยาชิกิ คุณลุงไซบอร์ก เป็นเรื่องราวของ อิชิโระ อินุยาชิกิ (โนริทาเกะ คินาชิ) พนักงานบริษัท วัย 58 ปี มีแนวโน้มว่าจะถูกปลดจากงานไม่ช้านี้ และโรคร้ายอย่างมะเร็งก็กำลังคุกคาม เขา อาจมีชีวิตอยู่ได้อีกประมาณ 3 เดือน

ในขณะเดียวกัน ด้านชีวิตส่วนตัว เขาเพิ่งเริ่มมีบ้านหลังเล็ก ๆ อยู่ร่วมกับภรรยาและลูกๆ วัยรุ่น อีก 2 คน ด้วยครอบครัวที่ไม่ค่อยใส่ใจกันเท่าที่ควร ทำให้อินุชิยากิไม่มีโอกาสจะบอกความจริงกับครอบครัวเรื่องโรคร้าย มีเพียง ฮานาโกะ สุนัขที่ถูกทิ้งและคนในครอบครัวเขาก็ไม่ต้องการ คอยรับฟังเขา

วันหนึ่ง อินุยาชิกิ กำลังพาฮานาโกะไปทิ้งในสวนสาธารณะ ทว่ากลับมีแสงสว่างวาบอย่างรุนแรงจนทำให้เขาหมดสติ เมื่อฟื้นขึ้นมา ร่างกายของเขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป กลายเป็นไซบอร์กในร่างมนุษย์ พร้อม ๆ กับโรคร้ายที่หายไป มีพลังวิเศษในการได้ยินเสียงความช่วยเหลือ และรักษาคนใกล้ตายให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม ทว่าในสวนสาธารณะแห่งนั้น ไม่มีเพียงเขาคนเดียวที่ได้รับผลกระทบจากแสงนั้น ฮิโระ ชิชิกามิ (ทาเครุ ซาโต้) นักเรียนมัธยมปลายคนหนึ่ง ก็ได้รับสิทธิ์การเป็นไซบอร์กเช่นกัน ถึงแม้จะมีพลังวิเศษเหมือนกัน แต่ทั้งคู่ก็ใช้ด้วยวิธีต่างกัน คนหนึ่งในช่วยเหลือคน แต่อีกคนกลับใช้พลังเพื่อประหัตประหารคน

พื้นเพของแต่ละตัวละคร หยิบยกความเป็นจริงของคนในสังคมมาละเลงอย่างน่าสนใจ อินุชิยากิ พนักงานบริษัทธรรมดา วัยใกล้เกษียณที่เพิ่งเริ่มผ่อนบ้าน แต่กำลังถูกไล่ออกจากงาน โชคชะตาก็เล่นตลกให้เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย มีคนเคยบอกว่า ถึงแม้โลกภายนอกจะร้ายกับเรามากแค่ไหน เมื่อกลับไปบ้านได้ไปเจอคนในครอบครัว ก็สามารถรักษาความเจ็บปวดนั้นได้ แต่ใช้ไม่ได้กับอินุยาชิกิ เพราะแม้แต่คนในครอบครัวเอง ก็ไม่รับฟังและเย็นชากับเขา แต่โลกยังปรานี ส่งฮานาโกะ สุนัขที่ถูกทิ้งมาเป็นเพื่อนปรับทุกข์ ในภาพจินตนาการของหลาย ๆ คน อินุยาชิกิอาจจะเป็นตัวแทนของคนแสนธรรมดา บางคนอาจจะมองว่าเป็น Loser ในทุก ๆ ด้าน หน้าที่การงาน ถึงแม้จะอาวุโสแต่ตำแหน่งเขาก็ไม่ได้สูงมาก มักจะถูกเจ้านายตำหนิอย่างรุนแรงอยู่บ่อย ๆ งานตกต่ำ เป็นโรคร้าย ชีวิตครอบครัวไม่มีความสุข เป็นอาวุโส(ไม่)โอเค

ฮิโระ ชิชิกามิ นักเรียนมัธยมปลาย เป็นคนเงียบ ๆ ในสายตาเพื่อนร่วมห้อง กลับมีพื้นเพครอบครัวที่ปวดร้าว พ่อแม่แยกทางกัน พ่อมีครอบครัวใหม่ มีชีวิตที่ดี ในขณะที่แม่ยังคงทำงานหนัก แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ก็ทำหน้าที่พ่อและแม่ได้ดี พ่อยังส่งเสียดูแลแม่และชิชิกามิ และชิชิกามิเองก็ดูเข้ากับครอบครัวใหม่ของพ่อได้ แต่ความปรารถนาของหลายคน คือการมีครอบครัวแบบโลกอุดมคติ คือ มีพ่อ แม่ และลูก ๆ อยู่กันอย่างพร้อมหน้า นั่นคือสิ่งที่ชิชิกามิไม่ได้รับมัน ตัดกลับมาที่สังคมในโรงเรียน เพื่อนสนิทของเขาถูกรังแกในโรงเรียนจนไม่กล้ามาโรงเรียน เขารู้สึกว่าตัวเองปกป้องเพื่อนไม่ได้

เมื่อมีพลังวิเศษ เขาก็ใช้มันในการปกป้องคนที่เขารัก แต่ในขณะเดียวกันความรู้สึกของการถูกทอดทิ้ง ทำให้ได้ยินเสียงความสุขของครอบครัวที่อบอุ่น เขาเริ่มฆ่าคนที่มีครอบครัวอื่นที่ไม่แม้แต่รู้จักกัน เพราะบันดาลโทสะ เพื่อนตาย หลังจากถูกผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ออกไล่ล่า ในขณะที่แม่ก็ฆ่าตัวตายเพราะทนแรงสังคมไม่ไหว

ในขณะที่ อินุชิยากิ ที่ถูกลูกสาวที่ปรามาสเขาไว้ว่า คนอย่างเขาปกป้องใครไม่ได้ เมื่อได้รับพลังวิเศษ เขาจึงได้ยินเสียงความช่วยเหลือ และคอยช่วยเหลือคนเหล่านั้น และนั่นก็ทำให้เขารู้สึกถึงความเป็นมนุษย์
การแสดงความคิดเห็นทางโซเชียล การพ่นคำผรุสวาทใส่คนที่ไม่รู้จัก ด้วยเอาสะใจเข้าว่า หรือปลดปล่อยในสิ่งที่ทำไม่ได้ในชีวิตจริง ไม่ต่างกับการยื่นเชือก ส่งมืดให้คนได้รับคำเหล่านั้นใช้ไปจบชีวิตตัวเอง ชิชิกามิจึงมอบความตายให้กับคนเหล่านั้นแทน ความด้านชาที่ถูกกระทำ ทำให้เขารู้สึกว่าได้เติมเต็มความเป็นมนุษย์ให้กับตัวเอง ทุกครั้งที่เปล่งเสียง ปัง ปัง ปัง

จะเห็นได้ว่า ทั้งอินุชิยากิ และชิชิกามิถึงแม้จะได้รับพลังวิเศษเหมือนกัน แต่ก็นำไปใช้ในทิศทางที่ต่างกัน โดยมีปลายทางเดียวกัน นั่นคือก็การสัมผัสถึงความเป็นมนุษย์

ถ้าเปรียบเทียบกับภาพยนตร์แนวซูเปอร์ฮีโร่ที่เข้าฉายที่บ้านเราเมื่อไม่กี่เดือนก่อน สามารถพูดได้เลยว่า INUYASHIKI : อินุยาชิกิ คุณลุงไซบอร์ก นั้น แหวกขนบกับสิ่งที่ซูเปอร์ฮีโร่เป็น ซีจีที่ดูเนียนสบายตา และเนื้อเรื่องในช่วงการต่อสู้ทำได้ดี ทำให้ 2 ชั่วโมงกว่านั้นแสนสั้น

ถ้าหากใครประทับใจความรัก 8 ปีของทาเครุ ซาโต้ อยากให้ลองชมอีกบทบาทการแสดงของเขา น่ารักมาก ๆ เลย…



ตามรอย 7 โลเคชั่นที่ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำหนังฮอลลีวู้ดชื่อดังในประเทศญี่ปุ่น

ประเทศญี่ปุ่นนอกจากจะเป็นประเทศที่สร้างการ์ตูน ซีรีส์ และภาพยนตร์ของตัวเองจนโด่งดังไปทั่วโลกแล้ว แต่ในอีกมุมหนึ่ง ด้วยวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ วิถีชีวิตอันโดดเด่นของผู้คน และธรรมชาติที่สวยงาม จึงทำให้มีภาพยนตร์ชื่อดังจากฝั่งตะวันตกเข้ามาใช้ประเทศญี่ปุ่นเป็นสถานที่ถ่ายทำหลายต่อหลายเรื่อง วันนี้เราจึงพาไปสำรวจโลเคชั่น 7 แห่งจากภาพยนตร์ชื่อดัง 7 เรื่องของฮอลลีวู้ด ที่ใช้พื้นที่ในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศญี่ปุ่นในการถ่ายทำ

 

1. อันเซ็นจิโงกุ (นรกแห่งอันเซ็น) จ.นางาซากิ สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “Silence”

อันเซ็นจิโงกุ หรือฉายาที่ฟังดูน่าสยดสยองว่านรกแห่งอันเซ็น (Unzen Jigoku, the Hell of Unzen) เป็นบ่อน้ำพุร้อนในจังหวัดนางาซากิ ด้วยบรรยากาศที่อยู่ในหุบเขา และมีควันพวยพุ่งออกมาตลอดเวลา จึงมีการเปรียบเทียบสถานที่แห่งนี้ว่าคล้ายกับนรกในความเชื่อทางศาสนาพุทธ แม้จะฟังดูน่ากลัว แต่สถานที่แห่งนี้ก็เป็นเมืองออนเซ็นขึ้นชื่ออีกหนึ่งแห่งในประเทศญี่ปุ่น เต็มไปด้วยเรียวกังและร้านอาหารชั้นดีสำหรับนักท่องเที่ยว และมีความสวยงามอย่างมากในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี

บ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้เคยถูกใช้เป็นที่ทรมานนักบวชต่างชาติรวมถึงชาวญี่ปุ่นที่หันไปนับถือศาสนาคริสต์ในอดีต ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ชูซากุ เอนโดะ (Shusaku Endo) นักเขียนชาวญี่ปุ่นนำเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาเขียนเป็นนิยายเรื่อง “Silence” ก่อนที่ผู้กำกับชื่อดังอย่างมาร์ติน สกอร์เซซี (Martin Scorsese) จะนำนิยายเล่มนี้มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกันในปี 2016 โดยมีฉากการทรมานเหล่านักบวชและชาวญี่ปุ่นที่บ่อน้ำพุร้อนอันเซ็นจิโงกุเป็นฉากเปิดของภาพยนตร์เรื่องนี้

 

2. วัดโซโจจิ และนาคาจิน แคปซูลทาวเวอร์ จ.โตเกียว สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “The Wolverine”

The Wolverine ภาพยนตร์ในจักรวาลซูเปอร์ฮีโร่ X-men ที่สร้างขึ้นในปี 2013 น่าจะเป็นภาพยนตร์ชื่อดังของฮอลลีวู้ดที่ผ่านตาใครหลายๆ คนเป็นอย่างดี และเนื่องจากเนื้อหาส่วนใหญ่เล่าถึงชีวิตของวูล์ฟเวอรีนในประเทศญี่ปุ่น จึงใช้สถานที่ถ่ายทำมากมายในประเทศญี่ปุ่นจริงๆ หนึ่งในนั้นคือวัดโซโจจิ (Zojoji Temple) วัดญี่ปุ่นซึ่งมีฉากหลังเป็นโตเกียวทาวเวอร์ ซึ่งปรากฏอยู่ในฉากที่วูล์ฟเวอรีนไปเข้าร่วมพิธีศพ และได้ต่อสู้กับเหล่ายากูซ่าญี่ปุ่น

อีกหนึ่งสถานที่ถ่ายทำที่โดดเด่นในเรื่องก็คือ นาคาจิน แคปซูลทาวเวอร์ (Nakagin Capsule Tower) อาคารแสนแปลกตาที่มีหน้าตาเป็นรูปวงกลมทุกห้อง อาคารแห่งนี้ออกแบบโดยสถาปนิกญี่ปุ่นชั้นนำ คิโช คุโรคาวะ (Kisho Kurokawa) และเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการเคลื่อนไหวทางสถาปัตยกรรมแนว Metabolism ในยุคหลังสงคราม โดยในภาพยนตร์เรื่องนี้ นาคาจิน แคปซูลทาวเวอร์ถูกดัดแปลงเป็นเลิฟโฮเต็ลที่วูล์ฟเวอรีนและมาริโกะเข้าไปพักค้างคืน

 

3. ไนต์คลับ Womb จ.โตเกียว สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “Babel”

Womb คือไนต์คลับชื่อดังในย่านชิบูย่าที่ถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเรื่อง “Babel” ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ 7 รางวัล และได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประเภทดราม่าจากรางวัลลูกโลกทองคำ โดยเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น 4 เรื่องใน 4 ประเทศ ที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ก็มีอะไรบางอย่างเชื่อมโยงถึงกันโดยเฉพาะเรื่องของความสูญเสีย และหนึ่งในประเทศที่ปรากฏอยู่ในการเล่าเรื่องของหนังก็คือประเทศญี่ปุ่น

ฉากในไนต์คลับ Womb ที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่องนี้ คือฉากที่จิเอโกะ (นำแสดงโดย Rinko Kikuchi) หญิงสาวหูหนวกที่เข้ามาในไนต์คลับพร้อมๆ กับเพื่อน โดยที่เธอมองเห็นเพียงแสงเลเซอร์ที่ถูกยิงไปมาด้านใน แต่ไม่ได้ยินเสียงใดๆ เลย และหมายเหตุสำหรับใครที่ต้องการไปตามรอยภาพยนตร์ที่ไนต์คลับแห่งนี้ เนื่องจากการรักษาความเป็นส่วนตัว ทางไนต์คลับจึงไม่อนุญาตให้นำกล้องและอุปกรณ์บันทึกภาพอื่นๆ เข้าไปภายในไนต์คลับได้เลย

 

4. ศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ จ.เกียวโต สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “Memoirs of Geisha”

Memoirs of Geisha ถือเป็นภาพยนตร์คลาสสิกของฮอลลีวู้ดอีกหนึ่งเรื่องที่เล่าเรื่องราวชีวิตของหญิงสาวซึ่งทำหน้าที่เป็นเกอิชา จึงมีการใช้สถานที่ถ่ายทำฉากต่างๆในเรื่องที่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อความสมจริงของบรรยากาศ ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นในปี 2005 นำแสดงโดยจาง จื่ออี๋ (Zhang Ziyi)  และเคน วาตานาเบะ (Ken Watanabe) นักแสดงชายชาวญี่ปุ่นชื่อดัง

หนึ่งในฉากอันสวยงามของภาพยนตร์เรื่องนี้ คือฉากที่หญิงสาวเกอิชาในวัยเด็กวิ่งผ่านอุโมงค์เสาโทริอินับพันต้น ซึ่งสถานที่ถ่ายทำเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ที่ไหนนอกจากอุโมงค์เสาโทริอิของ ศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ (Fushimi Inari Shrine) ในเมืองเกียวโต สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตและถือเป็นแลนด์มาร์คของประเทศญี่ปุ่นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกให้เดินทางไปเยือน

 

5. วัดเอนโยจิ จ.เฮียวโงะ สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “The Last Samurai”

The Last Samurai เป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวของซามูไรคนสุดท้ายของประเทศญี่ปุ่น นำแสดงโดยนักแสดงชื่อดังอย่างทอม ครูซ (Tom Cruise) และเคน วาตานาเบะ (Ken Watanabe) ซึ่งใช้สถานที่สำคัญในประเทศญี่ปุ่นหลายแห่งเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ ทั้งวัดชิองอิน (Chion in Temple) ในเกียวโต รวมถึงพระราชวังหลวงโตเกียว (Tokyo Imperial Palace)

หนึ่งในฉากที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งเป็นฉากการสนทนาระหว่างตัวละครหลักสองคนอย่างทอม ครูซ และเคน วาตานาเบะ ภายในวัดแห่งหนึ่งที่มีพื้นไม้และเสาไม้เรียงรายอยู่อย่างงดงาม วัดแห่งนี้ก็คือ วัดเอนเงียวจิ (Engyoji Temple) ตั้งอยู่บนภูเขาโชชา ในเมืองฮิเมจิ (Himeji) พื้นที่หลักที่ใช้ถ่ายทำก็คือตัวอาคารหลักของวัด โดยวัดแห่งนี้เป็นวัดที่มีอายุมากกว่าหนึ่งพันปี และมีอาคารต่างๆ กระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ของภูเขา และจากตัววัดยังสามารถมองเห็นปราสาทฮิเมจิได้อีกด้วย

 

6. ร้านอาหาร Gonpachi Nishi-Azabu สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “Kill Bill”

จากร้านอาหารโซบะและอาหารเสียบไม้ย่างธรรมดาๆ ในโตเกียว ก็กลายเป็นโลเคชั่นที่เป็นภาพจำจากฉากติดตาของการบู๊เลือดสาดในภาพยนตร์เรื่อง Kill Bill โดย ร้านอาหาร Gonpachi Nishi-Azabu เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการสร้างฉาก House of Blue Leaves ร้านสังสรรค์ประจำของแก๊งที่เป็นคู่แค้นของนางเอก จนนำมาสู่ฉากที่เธอต้องต่อกรกับสมาชิกแก๊งนับสิบคนอย่างดุเดือด

ปัจจุบัน ทางร้าน Gonpachi Nishi-Azabu (เดิน 10 นาทีจากสถานีรปปงหงิ) ก็มีชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า “ร้านอาหาร Kill Bill” โดยภายในร้านมีการประดับรูปภาพต่างๆ จากภาพยนตร์ รวมถึงภาพของเควนติน ทารันติโน (Quentin Tarantino) ผู้กำกับภาพยนตร์เมื่อครั้งที่ได้มาเยือนร้านแห่งนี้อีกด้วย

 

7. ย่านโดทงบุริ จ.โอซาก้า สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “Black Rain”

Black Rain เป็นภาพยนตร์แนวเทรลเลอร์ที่เล่าเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจนิวยอร์ค 2 นาย ซึ่งเข้าไปเกี่ยวพันกับสงครามระหว่างแก๊งอาชญากรรมของญี่ปุ่นและกลุ่มยากูซ่า ด้วยต้นเหตุที่พวกเขาทำให้ผู้ต้องหาชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งหลบหนีไปได้ระหว่างการทำแผนประกอบการรับสารภาพ โดยในตอนแรกนั้น ริดลี่ย์ สก็อตต์ (Ridley Scott) ผู้กำกับของหนังต้องการใช้โลเคชั่นในย่านคาบูกิโจ ที่โตเกียว แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนมาเป็นย่านโดทงบุริ ในโอซาก้าแทน

หนึ่งในสัญลักษณ์ของย่านโดทงบุริที่หลายๆ คนรู้จักกันดีคือป้ายโฆษณากูลิโกะ ก็ได้ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้เช่นกัน โดยเป็นฉากที่ตัวละครหลักทั้งสองคนเข้าไปทำการสืบสวนจุดเกิดเหตุคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในไนต์คลับของย่านแห่งนี้

 

แหล่งข้อมูลและภาพประกอบ : blog.gaijinpot