HOME Search

ผลการค้นหาพบ – 11 รายการเกี่ยวกับ ดอกบ๊วย

ไปเที่ยวชมดอกบ๊วยมิโตะในงาน Plum Festival ปี 2018 นี้กันเถอะ

ก่อนซากุระจะบาน ลองไปเที่ยวเทศกาลชมดอกบ๊วยมิโตะซึ่งเป็นเทศกาลเก่าแก่ครบรอบ 122 ปีในปี 2018 นี้ ที่สวนโคระคุเอ็น 1 ใน 3 สวนสวยที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศญี่ปุ่น จังหวัดอิบารากิ ซึ่งจะบานเต็มที่ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ และปีนี้จัดตั้งแต่ 17 กุมภาพันธ์ – 31 มีนาคม 2018 ที่นี่มีต้นบ๊วยอยู่ถึง 100 สายพันธุ์ มากกว่า 3,000 ต้น ถือเป็นแหล่งต้นบ๊วยที่กว้างใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.mitokoumon.com/festival/ume.html

 

รายละเอียด

เวลาทำการ 6.00-19.00 น. บริเวณสวนไม่เสียค่าเข้าชม
การเดินทาง : การเดินทางใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จากสถานีโตเกียว โดยรถไฟด่วนพิเศษสาย "อุเอโนะ-โตเกียว" (Ueno-Tokyo line)

แหล่งที่มา : http://japan-attractions.jp/festivals/mito-plum-festival/



ระหว่าง “ซากุระ” กับ “ดอกบ๊วย” มันแตกต่างกันยังไงนะ?

เคยสงสัยหรือเข้าใจผิดกันไหมว่าทำไมบางคนไปเที่ยวญี่ปุ่นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงช่วงกลางเดือนมีนาคม มีนักท่องเที่ยวบางคนถ่ายรูปดอกไม้สีชมพูลงในโซเชียลเน็ตเวิร์คแล้วเข้าใจผิดว่าเป็นซากุระ คนที่เห็นหลายๆคนอาจจะตกใจว่าแพลนที่กำลังจะไปเที่ยวชมซากุระในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงเมษายนนั้นจะพลาดไม่ได้เจอซากุระ ซึ่งมันอาจจะเกิดปัญหาในการหาข้อมูลแล้วเผลอๆอาจจะเปลี่ยนแพลนไปเลยก็ได้

จริงๆแล้วดอกไม้สีชมพูสวยงามแบบนี้ไม่ได้เป็นดอกซากุระเสมอไป ซึ่งดอกไม้ที่ว่านี้คือ “ดอกบ๊วย”

ดอกบ๊วยกับดอกซากุระนั้น จะมีหน้าตาคล้ายๆกัน ต่างกันเล็กน้อยในบางส่วน แต่ถ้ามองผ่านๆอาจจะไม่ค่อยรู้สึกว่ามันด่างกันสักเท่าไร โดยหลักๆแล้วสิ่งที่ต่างกันอย่างชัดเจนเลยคือช่วงเวลาของการออกดอก ซึ่งดอกบ๊วยนั้นจะออกดอกก่อนดอกซากุระประมาณไม่เกิน 1 เดือน ดังนั้นอย่าเพิ่งตกใจเวลาเห็นเพื่อนไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้วถ่ายรูปดอกบ๊วยมา


14

ทีนี้เราจะมาลงรายละเอียดคร่าวๆในความแตกต่างของดอกไม้ทั้งสองนี้กัน (แต่ละพันธุ์จะมีความแตกต่างกันออกไป)

ช่วงเวลาของการบาน

ซากุระ  จะออกดอกช้ากว่าดอกบ๊วยประมาณไม่เกิน 1 เดือน

ดอกบ๊วย ออกดอกไวกว่าซากุระประมาณ 1 เดือน

 

กลิ่น

ซากุระ กลิ่นจะบาง

ดอกบ๊วย กลิ่นจะหอมดอกไม้มากกว่า

 

กลีบของดอก

ซากุระ ปลายกลีบดอกมักจะมีเหมือนรอยหยักตัดเข้ามา

ดอกบ๊วย กลีบของดอกจะเป็นทรงกลม

 

การบาน

ซากุระ การออกดอกมักจะออกมาเป็นพุ่มๆ ตัวดอกจะมีกิ่งเล็กๆยื่นออกมาอีกทีนึง

ดอกบ๊วย ดอกบ๊วยออกดอกไม่อยู่ติดกันเป็นพุ่ม

 

รูปทรงของดอกในช่วงที่เป็นดอกตูม

ซากุระ ช่วงที่ดอกตูม จะมีทรงเหมือนไข่

ดอกบ๊วย จะมีทรงกลมในช่วงดอกตูม

 

ลักษณะของลำต้น

ซากุระ ต้นสีเทา มีผิวเรียบ แต่จะมีรอยแตกเป็นแนวนอนอยู่ด้วย

ดอกบ๊วย จะมีลำต้นสีเข้ม คล้ายๆกับต้นไม้ทั่วไป

Yokohama_Sakura

ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคมก็ใช่ว่าจะมีแต่ดอกบ๊วยที่บาน ในช่วงนี้ซากุระก็บานเหมือนกัน ซึ่งซากุระที่เริ่มบานเป็นที่แรกๆนั้นก็คือ Kawazu ในจังหวัดชิซุโอกะ แต่ถ้าที่แรกจริงๆนั้นคือซากุระที่โอกินาว่าจะออกดอกไวที่สุดในช่วงเดือนมกราคม

kawazu

facebook : 河津町観光協会 (2 มีนาคม 2015)

ใกล้เข้ามาทุกทีแล้วกับเทศกาลชมดอกซากุระทั่วประเทศญี่ปุ่น ใครที่ตั้งใจจะไปชมซากุระนั้นก็เช็คพยากรณ์กันด้วยนะครับ http://sakura.weathermap.jp/

 

 

credit images

ohnishi.livedoor.biz

/regex.info

plaza.rakuten.co.jp/mari24

ringoon.jp

bhmpics.com/

facebook 河津町観光協会



มาดูซอฟต์ครีม 5 รสสุดแหวกของญี่ปุ่นกันค่ะ เพื่อน ๆ อยากลองชิมรสไหนกันบ้างนะ

แต่ไหนแต่ไร ประเทศญี่ปุ่นก็ได้ชื่อว่าเป็นต้นคิดนวัตกรรมแปลกใหม่สุดท้าทายอยู่เสมอมา ในเรื่องรสชาติอาหารก็เช่นเดียวกัน มีการคิดค้นรสชาติใหม่ ๆ น่าสนใจออกมาเสมอ วันนี้เราจะมาแนะนำให้รู้จักกับซอฟต์ครีม 5 รสแปลกแหวกแนว เป็นรสชาติสุดท้าทายจนคาดไม่ถึง มาดูกันนะคะว่ามีรสอะไรบ้าง

 

1. บ๊วยญี่ปุ่น (Ume)

ขอเริ่มกันที่รสที่แหวกแนวน้อยที่สุดก่อนแล้วกันค่ะ ซอฟต์ครีมรสบ๊วยญี่ปุ่น ปกติคนญี่ปุ่นมักนิยมทานบ๊วยในรูปของการดอง (umeboshi) หรือนำไปทำเหล้าบ๊วย (Umeshu) แต่ครั้งนี้ได้มีการนำบ๊วยญี่ปุ่นมาทำเป็นของหวานอย่างซอฟต์ครีมที่เมือง มิโตะ (Mito) จังหวัดอิบารากิ (Ibaraki) เมืองนี้มีเทศกาลชมดอกบ๊วยบานยอดฮิตที่สวน Kairakuen (ไคราคุเอ็น) หากได้ทานซอฟต์ครีมสีชมพูสวย รสชาติหอมหวานพร้อมสูดกลิ่นดอกบ๊วยไปด้วย ก็น่าจะฟินอยู่ไม่น้อย ใช่หรือเปล่าคะ?

ภาพจากทวิตเตอร์ @hanezuume

 

2. วาซาบิ (Wasabi)

ปกติแล้วเราคุ้นชินชื่อของวาซาบิว่าเป็นครีมเหนียวสีเขียวรสเผ็ดร้อนขึ้นจมูก เอาไว้ทานแกล้มซาชิมิและซูชิ  คงไม่มีใครคิดว่าเจ้าสิ่งนี้จะสามารถเอามาทำเป็นของหวานได้แน่ แต่ในปัจจุบันวาซาบิกลับกลายเป็นซอฟต์ครีมรสชาติหนึ่งไปโดยปริยาย หาชิมกันได้ที่เมือง อิซุ (Izu) จังหวัดชิซุโอกะ(Shizuoka) เมือง Izu นี้มีชื่อเสียงเรื่องการเป็นแหล่งผลิตวาซาบิคุณภาพเยี่ยมแห่งหนึ่ง บ้างก็ว่ารสชาติหวานคล้ายวานิลลา แต่ก็ยังไม่ทิ้งรสเผ็ดประจำตัวของวาซาบิไว้ที่ปลายลิ้น ใครมีโอกาสไป ชิซุโอกะอย่าลืมลองไปชิมกันนะคะ

ภาพจาก https://tabelog.com/en/shizuoka/A2205/A220504/22001420/

 

3. มิโซะ (Miso)

มิโซะคือถั่วเหลืองที่ผ่านการหมักจนได้ที่ กลายเป็นเนื้อเหนียว ๆ เอาไว้ใช้เป็นเครื่องปรุงและส่วนประกอบของอาหารในครัวญี่ปุ่นมานานเป็นร้อย ๆ ปี เป็นรสชาติเฉพาะของญี่ปุ่น ใช้ทำซุปธรรมดา ทำน้ำสต๊อก ใช้หมักเนื้อสัตว์ ไปจนถึงซอสที่ไว้ทานคู่กับอาหารทั้งเนื้อและผักต่าง ๆ

ที่ทาเคะยะมิโซะไคเคน (Takeya Miso Kaiken) ทะเลสาบซูวะในจังหวัดนากาโนะ (Nagano) เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวสามารถไปเยือนเพื่อเรียนรู้ศาสตร์แห่งการทำมิโซะที่มีมายาวนานนับศตวรรษได้ ที่แห่งนี้เราสามารถลิ้มลองรสชาติซอฟต์ครีมรสมิโซะที่มีรสหวานผสมเค็มเป็นเอกลักษณ์ หากได้มาลองสักครั้งจะถือเป็นประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืมเลยค่ะ

ภาพจาก https://blogs.yahoo.co.jp/keisan701/35485761.html

 

4. มะระ (Goya)

มะระเป็นผลไม้ที่มีวิตามินสูง นิยมทานกันมากในเกาะโอกินาว่า (Okinawa) อาหารที่ทำจากมะระที่มีชื่อเสียงของที่โอกินาว่าเห็นจะเป็นมะระผัดหรือโกยะชัมปุรุ (Goya chanpuru) แต่นอกจากของคาวแล้ว มะระยังสามารถเอามาทำเป็นของหวานได้อีกด้วย ถ้าเพื่อน ๆ ไปที่ Goya Park แห่งโอกินาว่า ก็จะสามารถลิ้มลองซอฟต์ครีมรสหวานปนขมของมะระ รวมทั้งอาหารอีกหลายชนิดที่มีมะระเป็นส่วนประกอบได้ด้วยค่ะ

ภาพจาก https://www.atpress.ne.jp/news/133701

 

5. หมึกดำ (Ika sumi)

ถ้าพูดถึงอาหารทะเลสด ๆ แล้วล่ะก็ ตลาดเช้าที่ฮาโกดะเตะ (Hakodate) ในจังหวัดฮอกไกโด (Hokkaido) คงเป็นสถานที่แรก ที่เพื่อน ๆ นึกถึงใช่ไหมคะ ตรงสุดตลาดจะมีร้านไอศกรีมชื่อ Hokkaido Farm ที่ขายซอฟต์ครีมรสชาติแปลกแหวกกว่าใคร ด้วยการนำหมึกสีดำของปลาหมึกผสมลงไปกับเนื้อไอศกรีม หากเพื่อน ๆ สามารถมองข้ามผ่านสีเทาของของหวานชนิดนี้ไปได้ ก็จะสามารถลิ้มลองรสชาติชวนน่าประหลาดใจของซอฟท์ครีมพิเศษรสนี้ได้อย่างสบายค่ะ

ภาพจาก ©Katherine Donaldson

เป็นยังไงคะหลังจากรู้จักทั้ง 5 รสแล้ว  มีรสไหนที่เพื่อน ๆ อยากลองชิมดูบ้างไหมเอ่ย ทานแล้วชอบหรือไม่ยังไงก็มาเล่าให้ฟังบ้างน้า

 

แหล่งที่มาเรื่องและภาพ : us.jnto.go.jp



รู้แล้วชีวิตจะง่ายขึ้น!! กับการวางแผนการเดินทางและท่องเที่ยวในญี่ปุ่น จากคู่มือท่องเที่ยวล่าสุด ปี 2018!!

            ญี่ปุ่นเป็นจุดหมายปลายทางต่อไปที่คุณตั้งใจจะไปท่องเที่ยวหรือไม่? คุณวางแผนการเดินทางไปแล้วหรือยัง? การวางแผนเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นอาจเป็นงานที่น่าวิตกจริงๆ หากคุณยังไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน
            เมื่อใดก็ตามที่ฉันวางแผนที่จะไปเที่ยวต่างประเทศ สิ่งแรกที่ฉันจะให้ความสำคัญจริงๆ คือ จะเดินทางจาก A ถึง Z ได้อย่างไร? นี่เป็นสิ่งที่คุณควรใส่ใจเช่นเดียวกันนะคะ การบินไปญี่ปุ่นมันง่ายมาก แต่หลังจากที่คุณผ่านสนามบินออกไปแล้ว นั้นแหละ!! ที่คุณต้องวางแผนให้ดีค่ะ

 

ภูเขาไฟฟูจิและทะเลสาบคาวางูจิในฤดูใบไม้ร่วง เครดิตภาพ: skyseeker at Flickr

ถ้าคุณไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นการเดินทางของคุณอย่างไร นี่เริ่มจะอันตรายแล้วละค่ะ มันไม่เพียงแต่จะฆ่าเวลาของคุณเท่านั้น แต่อาจทำให้คุณเสียเงินมากขึ้น นี้เป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้นะคะ!

แต่ถ้าคุณมีแผนท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบ สำหรับการเดินทางไปยังสถานที่ที่คุณตั้งใจจะไปจริงๆ ทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นไปตามที่คุณคาดหวัง นี่เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆเลยค่ะ! ดังนั้นคำแนะนำคือ คุณควรวางแผนการท่องเที่ยวของคุณล่วงหน้า วิธีที่จะทำให้แผนท่องเที่ยวลุล่วงไปทุกอย่างนั้น มันขึ้นอยู่กับหลายๆสิ่ง และในความเป็นจริง คุณต้องศึกษาหาข้อมูลมาก่อนด้วย วัฒนธรรมที่นั่นอาจจะแตกต่างกับที่คุณเคยพบเจออย่างสิ้นเชิง ดังนั้น ฉันจึงอยากแนะนำบางสิ่งที่จะทำให้การวางแผนท่องเที่ยวมันง่ายมากขึ้น!! ลองมาดูกันเลยค่ะ

1) ถามตัวเอง - คุณชอบกิจกรรมอะไรมากที่สุด?

ถึงแม้จะเป็นต้นฤดูใบไม้ผลิในญี่ปุ่น แต่ก็ยังเห็นภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะได้ เครดิตภาพ: Go Uryu ที่ Flickr

อย่าเพิ่งงงนะคะ เพราะนี่เป็นคำถามที่ถามทะลุเป้าตรงๆเลย เพื่อที่จะช่วยให้คุณก้าวไปสู่ขั้นต่อไปได้ง่ายขึ้น จริงๆแล้ว นี่ไม่ได้เกี่ยวกับการเลือกจุดหมายที่แน่นอนของคุณในดินแดนอาทิตย์อุทัย แต่ในขั้นตอนนี้ สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือความรักหรือความชอบของคุณ และงานอดิเรกหรือความสนใจเป็นพิเศษในงานเทศกาล เฟสติวัลและอีเว้นท์ต่างๆ

คุณต้องนึกไว้เสมอว่า ทุกปลายทางไม่เหมาะกับกิจกรรมทุกประเภท แม้ว่าญี่ปุ่นจะมี activity หรือกิจกรรมดีๆมากมายให้คุณได้ลองทำทั้งสี่ฤดู แต่! อย่าเพิ่งจำกัดตัวเองให้เข้าร่วมแค่กิจกรรมเดียว ญี่ปุ่นติดอันดับหนึ่งของโลก ของประเทศที่มีกิจกรรมให้คุณได้ทำนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะฤดูไหนก็ตาม เพราะฉะนั้น ไปเที่ยวตอนไหน ลองเช็คให้ดีค่ะ ว่ามีอะไรที่ดีๆ หรือที่ไหนสวยๆ ให้เราไปเยี่ยมชมบ้าง

2) ตอนนี้ก็ตัดสินใจว่าคุณจะไปที่ไหนบ้าง

ทุ่งลาเวนเดอร์ใน Furano ความงามในช่วงฤดูร้อนของฮอกไกโด! เครดิตภาพ: sii_side at Flickr

ฉันหวังว่าคุณจะตัดสินใจได้ว่าคุณจะทำอะไรที่ญี่ปุ่นจริงๆ ตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วละ ที่จะตัดสินใจว่าคุณต้องการไปที่ไหน หากคุณมีเลือดของนักปั่นจักรยานหรือนักปีนเขาอยู่ ก็จะต้องเลือกงานอดิเรกให้เข้ากับฤดูกาล แล้วคุณจะสามารถเลือกปลายทางที่ถูกต้องได้ ตัวอย่างเช่น การปีนเขาที่ฮอกไกโดในช่วงฤดูใบไม้ร่วง เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมเป็นอย่างยิ่ง สภาพอากาศและเส้นทางที่นั่น แทบจะไม่เห็นหิมะใดๆ ที่มาคอยขัดขวางให้ลำบากยิ่งขึ้น ไม่มีคำพูดใดๆที่จะมาอธิบายการปีนเขาที่ฮอกไกโดในช่วงนั้นได้ เพราะมันสวยเวอร์วังมากจริงๆ! นอกจากนี้ แถวนั้นก็ขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเลที่ทั้งสดและใหม่ รวมทั้งยังมีสกีรีสอร์ทที่สามารถทำกิจกรรมสันทนาการกลางแจ้งในช่วงฤดูหนาวได้อีกด้วย

วัดเจดีย์ห้าชั้นของเมืองโคฟุกุจิในนารา เครดิตภาพ: Roy Chan ที่ Flickr

หากคุณมีความสนใจเป็นพิเศษในด้านโบราณคดีและต้องการสำรวจวัดและศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศ มุ่งหน้าไปที่เกียวโตเลยค่ะ ในขณะที่ ถ้าคุณต้องการสูบธรรมชาติเข้ามายังจิตวิญญาณของคุณ การท่องเที่ยวสวนสาธารณะสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิมในโตเกียว มันก็เข้ากับคุณดีนะ!

และอีกหนึ่งซีเคร็ตเล็กๆที่อยากจะเปิดเผยที่นี่คือ นักปั่นจักรยานทุกคนมีโอกาสที่จะได้ปั่นไปทั่วญี่ปุ่นเลยนะ เพราะญี่ปุ่นมีเส้นทางการปั่นจักรยานที่ดีมาก เพื่อสร้างความประทับใจให้กับนักปั่นที่เดินทางมาจากทั่วโลก

3) คุณจะอยู่ที่นี่นานแค่ไหน?

 

Maiko 4 คนในเกียวโต เครดิตภาพ: Norio NAKAYAMA ที่ Flickr

ทุกคนมักจะมองหาแผนการการเที่ยวที่ประหยัดและเหมาะกับงบในกระเป๋า ใช่เลยค่ะ เรากำลังพูดถึงเรื่องเวลาและงบเที่ยวของคุณ ไม่ใช่แค่ญี่ปุ่นเท่านั้น! ก่อนที่คุณจะเดินทางไปที่ไหนสักแห่งทั่วโลก 2 สิ่งนี้มีความสำคัญมาก หากคุณเป็นเศรษฐีและเงินไม่ใช่ปัญหา ก็มั่นใจได้ว่า คุณจะมีทริปที่ดีมาก เพราะจริงๆแล้ว ยิ่งคุณอยู่ในญี่ปุ่นมากเท่าใด คุณก็จะสามารถสำรวจแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม วัฒนธรรม ผู้คน ธรรมชาติและประวัติศาสตร์ได้มากขึ้นเท่านั้น

ภูเขา Bandai และทะเลสาบ Inawashiro ในช่วงฤดูหนาว Fukushima เครดิตภาพ: นี่คือ Fukushima ที่ Flickr

คุณควรลองเขียนค่าใช้จ่ายที่เป็นไปได้ทั้งหมดที่ควรจะเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางไปญี่ปุ่นลงกระดาษ ถ้าคุณคิดว่าคุณยังมีเวลา 5-6 เดือนก่อนการเดินทาง คุณควรเริ่มประหยัดเงินได้แล้ว อย่างไรก็ตาม ควรตัดสินใจระยะเวลาทริปของคุณก่อน นี่จะช่วยให้คุณสามารถคำนวณงบประมาณการเดินทางทั้งหมดของคุณได้ ไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง?? คุณสามารถหาวิธีการเดินทางทั่วโลกที่จำกัดงบประมาณได้ที่ Google และดูรีวิวว่า แบ็คแพ็คเกอร์จัดการเรื่องนี้ได้อย่างไร ที่นั้นมีไอเดียมากมายที่ช่วยคุณประหยัดเงินได้แน่ๆ จำนวนเงินที่คุณเซฟได้ตรงนี้ คุณก็สามารถซื้อของที่ระลึกได้เพิ่ม ถ้าศึกษามาดี ก็มีชัยไปกว่าครึ่งนะคะ!

4) สมัครวีซ่าท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น

ซากุระบานในสวน Hama-Rikyu, Tokyo เครดิตภาพ: Wenjie, Zhang ที่ Flickr

หากคุณเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่น โปรดตรวจสอบว่าคุณมีหนังสือเดินทางที่ถูกต้องและยังคงใช้ได้ตลอดระยะเวลาที่คุณอยู่ การท่องเที่ยวระยะสั้นนั้น คนไทยไม่จำเป็นต้องใช้วีซ่าท่องเที่ยว แต่ถ้าคุณต้องการมากกว่านั้น คุณก็ต้องทำวีซ่าแล้วละค่ะ สามารถเช็คข้อมูลวีซ่าได้ที่เว็บนี้ http://www.mofa.go.jp/j_info/visit/visa/index.html

ประเทศที่ไม่ได้รับการยกเว้นวีซ่าและต้องการวีซ่าเพื่อเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นจะต้องยื่นขอวีซ่า คุณต้องให้เอกสารและข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมดที่ถูกต้อง รอจนกว่าคุณจะได้รับวีซ่า บางทีคุณอาจต้องแสดงตั๋วเครื่องบินและเอกสารการจองโรงแรมเมื่อยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยวด้วย ขอให้โชคดีนะคะ!

5) การวางแผนท่องเที่ยวแบบง่ายๆ มันก็เป็นอะไรที่ดีนะ

วิวกอไม้ไผ่สองข้างทาง ณ ภูเขา Arashi เกียวโต เครดิตภาพ: Casey Yee ที่ Flickr

เราแนะนำให้คุณวางแผนการเที่ยวโดยเลือกฤดูกาลด้วย ลองมาดูการจัดทริปเที่ยวฮอกไกโดช่วงฤดูร้อนกัน! อะไรนะ ไม่ดีหรอคะ?? ยังไงฉันก็จะคงวางแผนให้มันเรียบง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในช่วงฤดูร้อนของฮอกไกโดด้วย จากประสบการณ์แล้ว ฉันบอกคุณได้เลยว่า คุณไม่ต้องไปตามทริปแบบว่า "7 วัน การท่องเที่ยวญี่ปุ่น 7 วันสำหรับทริปโตเกียว, เกียวโต, นาราและ 1 สัปดาห์การเที่ยวเกียวโต" เส้นทางเหล่านี้ไม่ค่อยใช้ได้จริง ในเวลาเดียวกัน พวกเขาก็ทำให้คุณบรรลุเป้าหมายไม่ได้

การดูชมดอกไอริสใน Koishikawa Korakuen (สวนญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมในโตเกียว) เป็นสิ่งที่ต้องทำในช่วงฤดูร้อน เครดิตภาพ: Yoshikazu TAKADA ที่ Flickr

ความจริงแล้วมันก็อาจจะดีก็ได้ ถ้ากิจกรรมที่คุณอยากทำไม่ได้อยู่ในฤดูที่คุณไป แต่อย่าลืมว่า ไม่ว่าฤดูไหน ญี่ปุ่นก็มีกิจกรรมดีๆที่แตกต่างกัน ดังนั้น หากคุณหาวันลาช่วงไหนได้ ก็ควรจะพิจารณากิจกรรมตามฤดูนั้นๆ ฉันรู้มาว่าชมดอกบ๊วยบานที่โตเกียวมันน่าทึ่งและสวยงามมากกว่านาโกย่า ตอนนี้ คุณเข้าใจหรือยังว่าทำไมมันจึงสำคัญมาก? เช่นเดียวกัน คุณจะไปโอกินาว่าในช่วงฤดูหนาวไม่ได้ หากคุณไม่มีไกด์ไลน์ที่ถูกต้อง

6) จองเที่ยวบิน เช่ารถ หาที่พัก

ชินคันเซน Yamagata เครดิตภาพ: Yamaguchi Yoshiaki ที่ Flickr

ยินดีด้วยค่ะ!! ฉันหวังว่าคุณจะมีแผนการที่สมบูรณ์แบบในขณะนี้ ไม่ว่าคุณจะสร้างขึ้นเองหรือหาจากที่อื่นก็ได้ ขั้นตอนต่อไป คือ การจองเที่ยวบิน รถเช่าและห้องพักโรงแรมพร้อมกับการซื้อตั๋ว Japan Rail Pass โปรดจำไว้ว่า อย่าซื้อ JR pass ถ้าคุณเข้าพักไม่ถึง 7 วัน เว้นเสียแต่ว่าคุณจะอยู่ที่ญี่ปุ่น 7 วันหรือมากกว่านั้น และตั้งใจที่จะเดินทางไปยังสถานที่ไกลๆ ถ้าไม่ ก็ควรหลีกเลี่ยงนะคะ

ก่อนที่คุณจะจองเที่ยวบิน ขอให้คุณเช็คโปรโมชั่นของแต่ละสายการบินให้ดี นี่เป็นวิธีที่ดีในการประหยัดเงินสำหรับการเดินทางของคุณ เมื่อพูดถึงการจองห้องพักโรงแรมในญี่ปุ่น สิ่งแรกที่คุณควรพิจารณาคือ การจองล่วงหน้าและนโยบายการยกเลิก จะดีกว่าเสมอ ถ้าคุณจองห้องพักในโรงแรมที่ใกล้สถานีรถไฟ เพื่อให้คุณสามารถเดินเท้าได้อย่างง่ายดาย และช่วยประหยัดเงิน!

ฤดูใบไม้ผลิเป็นช่วงไฮซีซันในญี่ปุ่น ทุกๆปีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเพื่อเข้าร่วมเทศกาล Hanami (ชมดอกซากุระ) ในบางเมืองสำคัญ ๆ ในญี่ปุ่น เช่น โตเกียว โอซาก้า เกียวโต เซ็นได และนาโกย่า ก็ไม่ค่อยว่างที่จะรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้นบางครั้ง การได้ห้องพักก็เป็นเรื่องที่ยากมากที่จะจอง! เพื่อทำให้ปัญหานี้หมดไป ควรจองห้องพักล่วงหน้า 3 - 2 เดือน

สายการบิน Japan Airlines เครดิตภาพ: byeangel ที่ Flickr

ที่นั่นมีสถานที่ ที่มีความงามตามธรรมชาติกลางแจ้งมากมาย บางแห่งที่การคมนาคมไม่ค่อยดี คุณอาจต้องพึ่งรถเช่า บ่อยครั้งที่มีคนบอกว่า ความงามที่แท้จริงของประเทศญี่ปุ่นมันยากที่จะเข้าถึงและห่างไกลความเจริญ เช่น ฮอกไกโด ซึ่งเป็นสถานที่ ที่วิเศษมากในการค้นพบ ที่นั่นมีป่าตามธรรมชาติจริงๆที่ยังไม่เสื่อมโทรม เพื่อที่จะเพลิดเพลินไปกับความงามที่แท้จริง เช่น ฮอกไกโด คุณควรเริ่มขับรถเดินทางด้วยตนเอง และไปยังพื้นที่ห่างไกลหลายๆแห่ง

7) ซื้อประกันการเดินทาง

รูปปั้นใน Kamakura เครดิตภาพ: saeru ที่ Flickr

ถ้าคุณเป็นนักเดินทาง คุณจะรู้อยู่แล้วว่าประกันการเดินทางมันสำคัญมากแค่ไหน โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณได้ทำประกันดังกล่าวแล้ว โดยต้องครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาล การยกเลิกเที่ยวบิน กล้องพัง กระเป๋าหายและอื่น ๆ

เราไม่สามารถคาดเดาอนาคตได้ อาจมีสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น มันดีกว่าแน่นอนถ้าคุณซื้อประกันไว้ มีคนพลาดเรื่องนี้มานักต่อนัก สำหรับแบ็คแพ็คเกอร์ที่กำลังจะไปยังประเทศญี่ปุ่น เราขอแนะนำ World Nomads ซึ่งมีนโยบายการประกันที่ดีที่สุด

8) เก็บของ แพ็คกระเป๋า

สะพาน Shinkyo เหนือแม่น้ำ Daiya, Nikko เครดิตภาพ: Hardo Müller ที่ Flickr

บางคนอาจจะหวาดๆกับการแพ็คกระเป๋าเพื่อเดินทางไปต่างประเทศ แต่ฉันสามารถทำให้มันเป็นเรื่องง่ายสำหรับคุณ นี่คือเคล็ดลับในการแพ็คกระเป๋า 10 เคล็ดลับที่เป็นประโยชน์สำหรับการเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะช่วยให้คุณได้รับไอเดียบางอย่างเกี่ยวกับ "สิ่งที่ควรจัดเตรียมไว้สำหรับการเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น?" ลิงค์นี้เลยค่ะ 10 useful packing tips for a trip to Japan

หากคุณกำลังจะไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงฤดูหนาวโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเหนือ: เขต Tohoku และ Hokkaido ก็คงต้องแต่งตัวให้หนาเป็นพิเศษหน่อย

ฤดูร้อนในญี่ปุ่นทั้งร้อนและชื้น ยกเว้นฮอกไกโดและบางเมืองที่ตั้งอยู่ทางเหนือในภูมิภาค Tohoku ในช่วงฤดูฝน ฝนตกหนักมาก! อย่าลืมเว้นที่ว่างในกระเป๋าสำหรับใส่ร่มด้วย ฉันคิดว่าคุณรู้อยู่แล้วละ

ฤดูใบไม้ผลิและปลายฤดูใบไม้ร่วงอากาศอาจเย็นๆ แต่ไม่มีอะไรที่จะต้องกังวล พกเสื้อแจ็คเก็ตเบา ๆ ที่กันน้ำด้วย แต่คุณไม่จำเป็นต้องใส่แจ็คเก็ตหากเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิเต็มตัวแล้ว พกอุปกรณ์ที่จำเป็นกับการท่องเที่ยวและเงินสดไปด้วย อย่าพึ่งแต่บัตรเครดิต ฉันหมายถึงใช้ที่อื่นอาจได้ แต่ไม่ใช่ในทริปในญี่ปุ่นนี้

9) ค้นหาข้อมูลการท่องเที่ยวของประเทศญี่ปุ่น

วัด Koto - ส่วนหนึ่งของวัด Daitoku-ji, Kyoto เครดิตภาพ: Francesco Giordano ที่ Flickr

การอ่านประสบการณ์ของบล็อกเกอร์ผ่านบทความบนบล็อก และบทความที่เป็นประโยชน์ในนิตยสารการท่องเที่ยวญี่ปุ่น ช่วยให้คุณเข้าใจวิธีจัดการกับทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณพบในช่วงที่คุณไปเที่ยว คุณสามารถอ่านคู่มือท่องเที่ยวพิเศษของประเทศญี่ปุ่นเคล็ดลับการเดินทางที่ทันสมัย, สถานที่น่าสนใจ, คู่มือมารยาทในญี่ปุ่น เทศกาลและอื่น ๆ

ถ้าหากเป็นการเดินทางครั้งแรกของคุณ ควรอ่านบทความเกี่ยวกับทริปญี่ปุ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เรียนรู้คำและประโยคพื้นฐานของภาษาญี่ปุ่น นอกจากนี้ คุณต้องมีไกด์บุ๊คไว้สักเล่ม เอาไว้เช็คเผื่อลืมด้วย

10) อย่าท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องลองไปสัมผัสประสบการณ์กับทุกๆสิ่งที่คุณเจอ

ถนนโอซาก้าที่เต็มไปด้วยร้านอาหารและแหล่งช้อปปิ้ง เครดิตภาพ: Harald Johnsen ที่ Flickr

ทำตัวเหมือนอยู่ที่บ้าน สบาย ๆ เมื่อคุณอยู่ในญี่ปุ่น มีความถ่อมตนและความเคารพต่อผู้อื่น ฉันต้องบอกคุณว่าจะสนุกกับการเที่ยวที่ญี่ปุ่นได้อย่างไรไหม? ฉันคิดว่าไม่ต้องหรอก เพราะความรักและงานอดิเรกของคุณจะทำสิ่งนั้นเอง อย่างไรก็ตาม หากคุณไม่ว่าอะไร ฉันขอแชร์บางสิ่งที่ควรลองตรงนี้แล้วกัน ลิ้มรสอาหารพื้นเมือง หากชอบประวัติศาสตร์ให้มุ่งหน้าไปพิพิธภัณฑ์ ลองประสบการณ์การช็อปปิ้งที่ยอดเยี่ยม ผ่อนคลายในออนเซ็น ลองกิจกรรมกลางแจ้งตามฤดูกาล เช่น ชมวิวใบไม้เปลี่ยนสี ดูดอกซากุระ ชมการแสดงพลุในช่วงฤดูร้อน เล่นหิมะในฤดูหนาวและอื่นๆอีกมากมาย

ฉันหวังว่าคุณจะสนุกกับการอ่านบทความนี้ และเป็นประโยชน์กับคุณ อ่านจบแล้ว ก็ขอให้คุณได้สนุกสุดเหวี่ยงไปกับการท่องเที่ยวในญี่ปุุ่นนะคะ!!!

แหล่งที่มา : How to Plan a Trip to Japan | Travel Guide 2018

https://www.kyuhoshi.com/2016/11/19/how-to-plan-a-trip-to-japan/

 

สำหรับใครที่กำลังเริ่มต้นวางแผนเที่ยวโดยเฉพาะการไปเที่ยวครั้งแรก ลองอ่าน "5 วิธีเตรียมตัวไปญี่ปุ่นแบบรวดเดียวจบ" ได้เลย!

TRIP TOP TIP : 5 วิธีเตรียมตัวไปญี่ปุ่นแบบรวดเดียวจบ



เที่ยวฮอกไกโดฤดูใบไม้ผลิ กับ 4 จุดชมซากุระที่สวยที่สุดในซัปโปโร!

     ใครว่าถ้านึกถึงฮอกไกโดจะเห็นแต่ภาพหิมะสีขาวโพลนปกคลุมอยู่ทั่วทุกอณูอย่างเดียว อ๊ะๆ ไม่ใช่เลยค่ะ เพราะพอถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิ ฮอกไกโด ก็เป็นอีกหนึ่งจุดชมซากุระที่สวยงามที่สุดในญี่ปุ่นเหมือนกัน เพียงแต่ว่าช่วงเวลาชมซากุระของฮอกไกโดอาจจะช้ากว่าเมืองอื่นๆ หน่อยเท่านั้นเอง

     เราสามารถเที่ยวฮอกไกโดช่วงฤดูใบไม้ผลิ และชมความงามของซากุระสีชมพูบานสะพรั่งได้ ประมาณปลายเดือนเมษายน – ต้นเดือนพฤษภาคม ค่ะ โดยสามารถติดตามพยากรณ์ซากุระบานประจำปี 2018 ได้ที่เว็บไซต์นี้ https://www.kyuhoshi.com/japan-cherry-blossom-forecast/

     ส่วนใครที่กำลังสงสัยว่า เอ...แล้วถ้าจะไปชมซากุระที่ฮอกไกโดเนี่ย จะไปได้ที่ไหน ไปไกลหรือเปล่า ขอบอกเลยว่า ไม่เลยค่ะ แค่เริ่มต้นที่ศูนย์กลางฮอกไกโดอย่างเมืองซัปโปโร เราก็สามารถชมซากุระบานสะพรั่งสวยๆ แบบที่จินตนาการไว้ได้แล้ว และวันนี้เราก็มี 4 จุดชมซากุระยอดนิยมในซัปโปโรมาแนะนำกันด้วย จะมีที่ไหนบ้างไปชมกันเลยค่า~

1.Nakajima Park

   หนึ่งในสวนสาธารณะที่สวยที่สุดในฮอกไกโด ล้อมรอบด้วยบรรยากาศที่เงียบสงบ และทุกๆ ปีเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง ซากุระสีชมพูหลากหลายสายพันธุ์ก็จะผลิบานส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วทั้งสวน จะมาปิกนิก พายเรือในสระน้ำ หรือเดินเล่นชมวิวรอบสวนก็สามารถเพลิดเพลินได้อย่างไม่มีเบื่อเลย
การเดินทาง
นั่งรถไฟใต้ดินสาย Namboku ลงสถานี Nakajima Koen
ที่อยู่
Nakajima Park | Nakajima-koen 1, Chuo-ku, Sapporo

2. Moerenuma Park

   สวนสาธารณะที่มีความเป็นเอกลักษณ์และไม่เหมือนที่ไหน ที่นี่ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของซัปโปโร เป็นสวนขนาดใหญ่ที่มีความสวยงามในทุกฤดูกาล รายล้อมด้วยอาคารรูปร่างแปลกตา สนามเด็กเล่น น้ำพุ เนินเขา สระน้ำ ต้นไม้ใหญ่ แล้วก็ทางเดินรอบๆ สวน ที่ปกคลุมไปด้วยซากุระสีชมพูหลายพันต้น ซึ่งรอคอยเวลาที่จะผลิบานและส่งกลิ่นหอมไปทั่วทั้งสวน
เวลาทำการ
ทุกวัน เวลา 07.00 – 22.00 น.
การเดินทาง
นั่งรถไฟใต้ดินสาย Toho ลงสถานี Kanjodori Higashi แล้วนั่งรถบัสท้องถิ่นไปยังสวนสาธารณะ
ที่อยู่
1-1 Moerenumakoen, Higashi Ward, Sapporo

3.Maruyama Park และ Hokkaido Shrine

   ทั้ง Maruyama Park และ Hokkaido Shrine อยู่ใกล้กันมากเลยค่ะ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ สวน Maruyama Park จะเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาปิกนิคใต้ต้นซากุระร่วมกับครอบครัวและเพื่อนฝูง ถ้าตั้งใจจะไปชมซากุระที่สวนแห่งนี้ก็สามารถเดินยาวๆ ต่อไปไหว้ขอพรที่ศาลเจ้า Hokkaido Shrine กันได้เลย แอบกระซิบบอกว่าทางเดินไปศาลเจ้าเป็นจุดชมวิวซากุระอีกจุดหนึ่งเลยค่ะ ซากุระสีชมพูบานสะพรั่งตั้งเรียงรายอยู่สองข้างถนนเป็นทัศนียภาพที่สวยงามมากจริงๆ

การเดินทาง
นั่งรถไฟใต้ดินสาย Tozai ลงสถานี Maruyama Koen ทางออก 2, 3 แล้วเดินต่ออีกประมาณ 100 เมตร
ที่อยู่
Miyagaoka, Chuo, Sapporo

 

 

4. Hiraoka Park

   มาถึงสวนสุดท้าย Hiraoka Park ตั้งอยู่ในเขต Kiyota ไม่ไกลจากตัวเมืองซัปโปโรมากนัก ที่นี่เป็นอีกหนึ่งจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีและซากุระที่มีชื่อเสียงในซัปโปโร แล้วก็ขึ้นชื่อเรื่องต้นบ๊วยด้วยค่ะ เพราะว่าภายในสวนแห่งนี้มีการปลูกต้นบ๊วยประมาณ 1,200 ต้น และผลิบานเป็นสีชมพูในช่วงเวลาใกล้ๆ กับซากุระ ในช่วงประมาณต้นเดือนพฤษภาคม สวน Hiraoka Park ก็เลยเป็นอีกหนึ่งสวนยอดนิยมในซัปโปโรที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาชมความสวยงามของซากุระและดอกบ๊วยกัน

การเดินทาง
นั่งรถไฟใต้ดินสาย Tozai ลงสถานี Shin Sapporo แล้วต่อด้วยรถบัสไปลงป้าย Hiraoka 6 jo 4 chome และเดินต่ออีกประมาณ 5 นาที
ที่อยู่
6 Chome-9-10 Hiraoka 5 Jo, Kiyota Ward, Sapporo

 

แหล่งที่มาข้อมูลและรูปภาพจาก

https://www.kyuhoshi.com/2017/04/08/4-best-places-to-see-cherry-blossom-in-sapporo/

http://www.hokkaidolikers.com/

https://journal4.net/

 



8 สถานที่ชมซากุระสวยจนลืมหายใจในญี่ปุ่น พลาดไม่ได้แล้ว!!! (แถมท้ายพยากรณ์ Full Bloom ซากุระ 2018)

เป็นประจำทุกปีที่พอใกล้ถึงฤดูใบไม้ผลิ ก็จะเริ่มมีการอัพเดทพยากรณ์ซากุระหรืออัพจุดชมซากุระแนะนำต่างๆ ปีนี้ก็เช่นกันที่เราจะมาแนะนำจุดชมซากุระบางส่วนจากหลายร้อยแห่งมาให้ดูกันว่าปีนี้จะไปที่ไหนกันดี สถานที่ที่แนะนำทั้ง 8 แห่งนี้ตระเวนเดินทางได้ง่าย ง่ายแบบไม่ต้องกังวลเลยล่ะ

ไปดูกัน!

• • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • •

1. GORYOKAKU

Hakodate, Hokkaido

ป้อมปราการรูปดาวแห่งดินแดนทางตอนเหนือ Goryokaku ป้อมปราการที่รอยล้อมไปด้วยต้นซากุระมากมาย ทุกคนสามารถมาเดินเล่นใต้ต้นซากุระบริเวณนี้ได้อย่างเต็มที่ หรือจะขึ้นไปชมวิวจากด้านบนของ Goryokaku Tower ก็จะได้มุมที่สวยไปอีกแบบหนึ่ง เนื่องฮาโกดาเตะนั้นตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศญี่ปุ่น ทำให้ดอกซากุระจะผลิบานช้ากว่าทั่วๆ ไป โดยจะเหมาะมาก หากมาเที่ยวในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม

ช่วงเวลาซากุระ ต้นเดือนพฤษภาคม

https://www.hakodate.travel/en/sightseeing_spots/view/goryokaku-park

• • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • •

2. HIROSAKI CASTLE PARK

Hirosaki, Aomori

สวนปราสาท Hirosaki นั้นรายล้อมไปด้วยต้นซากุระกว่า 2600 ต้น หนึ่งในจุดชมซากุระที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ถึงแม้ว่าฐานหินของปราสาทนั้นอยู่ในระหว่างการปรับปรุงซ่อมแซมและย้ายอาคารปราสาทไปอีกจุดหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้ความสวยของที่นี่ลดลงเลย ช่วงพีคดอกซากุระก็จะบานเต็มต้น แต่ถ้าไปช่วงเลทสักนิดหน่อย เราจะได้เห็นกลีบดอกซากุระหลายพันต้นกำลังร่วงหล่นหรือกองกันอยู่ที่พื้นจนเกิดเป็นทัศนียภาพใหม่ๆ ที่แตกต่างกันออกไป

ช่วงเวลาซากุระ ปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม

http://www.en-hirosaki.com

• • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • •

3. MEGURO

Tokyo

ในโตเกียวมีจุดชมซากุระอยู่หลากหลายที่ แต่ที่จะมาแนะนำในคราวนี้ก็เป็นหนึ่งในจุดชมซากุระยอดนิยมเช่นกัน และหลายๆ ท่านก็ชอบที่แห่งนี้มาก นั่นก็คือซากุระที่เมกุโระ (Meguro) นั่นเอง ตลอดสองข้างทางของแม่น้ำเมกุโระจะเต็มไปด้วยต้นซากุระมากมาย มีร้านขายของเยอะแยะให้เลือกซื้อสินค้า หรือของกินเยอะแยะ หรือจะมาเดินเล่นชิลๆ ก็เพลิดเพลินไม่น้อยเลย โดยเฉพาะในเวลากลางคืนนั้นจะมีการเปิดไฟไลท์อัพเพิ่มมิติให้กับดอกซากุระสว่างสดใสสีชมพูในยามค่ำคืน และมีแสงไฟสะท้อนผิวน้ำเกิดเป็นภาพที่สวยงามเหมาะแก่การมาเดินเล่นเช่นเดียวกันกับตอนกลางวัน

 

ช่วงเวลาซากุระ ปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน

• • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • •

4. KAWAZU SAKURA

Kawazu, Shizuoka

สายรีบต้องยกให้เค้า คาวาซุ ซากุระ (Kawazu) คือหนึ่งในซากุระที่บานไวที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งปกติแล้วจะเริ่มบานการในช่วงปลายเดือนมีนาคมเป็นต้นไป แต่ที่นี่จะบานในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ยาวไปจนถึงต้นเดือนมีนาคมเลยทีเดียว ซากุระที่นี่จะเป็นพันธุ์พิเศษ คือพันธุ์คาวาซุซึ่งจะมีสีชมพูสดไม่เหมือนทั่วๆ ไป แถมยังมีต้นซากุระมากมายถึง 8000 ต้นเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าเดือนกุมภาพันธ์จะเป็นฤดูหนาวของประเทศญี่ปุ่น แต่ที่คาวาซุแห่งนี้จะทำให้ทุกคนได้สัมผัสกับความรู้สึกของฤดูใบไม้ผลิได้ก่อนใคร!

นอกจากนี้ในช่วงปลายเดือนมกราคม ใครรีบกว่าก็สามารถไปชมซากุระที่เมืองอะตะมิ (Atami) ได้เช่นกัน ที่เมืองอะตะมิซากุระจะบานประมาณปลายเดือนมกราคมและยังมีดอกบ๊วยให้ชมในช่วงเวลาเดียวกันด้วย

ช่วงเวลาซากุระ ต้นเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม

http://www.kawazu-onsen.com/

• • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • •

5. KAWAGUCHIKO

Yamanashi

ถ้าเป็นคนไทยต้องที่นี่เลยคาวากุจิโกะ (Kawaguchiko) หรือฟูจิที่หลายๆ คนเรียกกัน ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่ในจังหวัดยามานาชิ (Yamanashi) เป็นหนึ่งใน 5 ทะเลสาบรอบภูเขาไฟฟูจิ และยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยอีกด้วย ช่วงซากุระบานนั้นจะตรงกับช่วงวัดหยุดสงกรานต์ของบ้านเรา จึงไม่น่าแปลกใจที่คนไทยจะชอบมาชมซากุระกันที่นี่ เดินทางก็ไม่ยาก แต่จะเห็นฟูจิไหมนั้นก็แล้วแต่ดวงล่ะนะ ถ้าจะให้แนะนำก็คือพยายามเช็คสภาพอากาศล่วงหน้า 3 วัน และออกเที่ยวเช้าสุดเท่าที่จะทำได้ คนจะไม่เยอะ และถ่ายรูปสนุกมากขึ้น หรือจะเลือกนอนค้างคืนก็จะดีเหมือนกัน

ช่วงเวลาซากุระ กลางเดือนเมษายน

 

• • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • •

6. KANAZAWA CASTLE

Kanazawa, Ishikawa

ปราสาทคานาซาว่า (Kanazawa Castle) เมื่อนึกถึงซากุระในภูมิภาคโฮคุริคุ การมาดูซากุระที่คานาซาว่าก็จะเป็นหนึ่งในตัวเลือกแรกๆ ของหลายๆ คน เพราะที่นี่นอกจากจะมีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายแล้วยังมีซากุระที่สวยงามทั้งริมแม่น้ำไซ แม่น้ำอะซะโนะ สวนเคนโรคุเอน และปราสาทคานาซาว่า ซึ่งจุดหมายหลักของทุกๆ คนในการมาเที่ยวคานาซาว่านั้นก็คือซากุระที่บริเวณปราสาทคานาซาว่า ซากุระบริเวณนี้อาจจะไม่ได้มากมายอลังการงานสร้าง แต่มีความลงตัวในด้านของภูมิทัศน์อย่างมาก นั่นก็เพราะว่าเราจะได้ชมซากุระสีชมพูขาวสว่างสดใสกับประตูปราสาทสีขาวตัดดำที่สวยงามพร้อมกับท้องฟ้าสีครามจนเกิดภาพที่สวยงามน่าประทับใจ โดยประตูปราสาทนี้มีชื่อว่า อิชิคาว่ามง (Ishikawa-mon) ซึ่งจะคอยเชื่อมปราสาทคานาซาว่ากับสวนชื่อดัง 1 ใน 3 ของประเทศญี่ปุ่นอย่างสวนเคนโรคุเอน (Kenrokuen)  และในสวนเคนโรคุเอนนั้นนอกจากจะสวยงามน่าชมแล้ว ก็จะมีดอกซากุระผลิบานให้ได้ชมกันอย่างพอหอมปากหอมคออีกด้วย  หรือใกล้ๆ กันก็จะมีย่านน้ำชาคาซุเอะมาจิ (Kazue-machi Chaya District) ที่ตั้งอยู่ติดแม่น้ำอะซะโนะและมีต้นซากุระเรียงรายให้เดินเล่นอยู่ตลอดทางเดินของย่านนี้

ช่วงเวลาซากุระ กลางเดือนเมษายน

http://open-imagedata.city.kanazawa.ishikawa.jp/

• • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • •

7. ASUWAGAWA

Fukui

ถัดมาจังหวัดใกล้เคียงกันก็มีจุดชมซากุระที่สวยและเดินทางง่ายมากๆ นั่นก็คือซากุระริมแม่น้ำอะสุวะ (Asuwagawa) จุดชมซากุระที่มีชื่อเสียงมากของจังหวัดฟุคุอิ แถมอยู่ใกล้กับสถานีฟุคุอิด้วยการเดินเพียงแค่ 8 นาทีเท่านั้น ต้นซากุระกว่า 600 ต้นเรียงรายเป็นทางยาวไปตามแนวแม่น้ำอะสุวะ นอกจากการเดินชมซากุระแล้ว ที่นี่ยังมีงานเทศกาลให้เราได้ซื้อของอร่อยๆ กิน แถมยังมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกอีกด้วย นอกจากบริเวณริมแม่น้ำแล้ว หากเราเดินทางไปในส่วนของเขาอะสุวะ (Asuwayama) ที่นี่จะมีต้นซากุระมากมายทั่วภูเขาเลยทีเดียว แถมยังมีต้นซากุระย้อยที่มาอายุกว่า 370 ปีอยู่ในศาลเจ้าอะสุวะอีกด้วย มีคาเฟ่ที่มีซากุระล้อมรอบด้วยนะ ชื่อว่า Asuwayama Deck หรือจะไปบริเวณปราสาทฟุคุอิ (Fukui Castle Ruin) ก็จะพบกับต้นซากุระรอบบริเวณฐานปราสาทซึ่งสวยงามไม่แพ้กัน

ใครที่ชอบไลท์โนเวลเรื่อง   Kimi no Suizou o Tabetai ก็อย่าลืมมาตามรอยภาพหน้าปกกันนะ เพราะในภาพก็คือที่สะพาน Kobashi นี่เอง

ช่วงเวลาซากุระ ต้นเดือนถึงกลางเดือนเมษายน

http://www.fuku-e.com/

• • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • •

8. Himeji Castle

Hyogo

เรียกว่าไม่พูดถึงไม่ได้เลย กับหนึ่งในสุดยอดสถานที่ชมซากุระในญี่ปุ่น ปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle) ปราสาทสีขาวกับดอกซากุระสีชมพูเป็นอะไรที่นวลตาดูเข้ากันมาก ไม่ควรพลาดเลยทีเดียว ปราสาทที่มีพื้นที่กว้างขวางแถมยังเต็มไปด้วยซากุระมากมาย เป็นความฟินแบบที่สุด โดยเฉพาะคนที่ชอบถ่ายรูปยิ่งไม่ควรพลาด เพราะปราสาทแห่งนี้สามารถหามุมถ่ายรูปได้หลายมุมมากๆ มาจนอาจจะกดจนเม็มเต็มเลยก็ได้นะ!

ช่วงเวลาซากุระ ต้นเดือนถึงกลางเดือนเมษายน

• • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • •

บทความแนะนำเทศกาลชมซากุระอื่นๆ โดยนักเขียน WOM JAPAN

Itokawa, Atami Sakura Matsuri 2018 (Shizuoka)
Nago Cherry Blossom Festival 2018
 (Okinawa)
Motobu Yaedake Cherry-blossom Festival 2018 (Okinawa)
https://www.womjapan.com/column/travel/update-festival/cherry-blossom-festival-2018-in-shizuoka-and-okinawa/

Kawazu Sakura Festival 2018 (Shizuoka)
https://www.womjapan.com/column/travel/update-festival/cherry-blossom-festival-2018-in-kawazu/

แนะนำจุดชมซากุระที่น่าไปในเกียวโต (Kyoto)
https://www.womjapan.com/column/travel/update-festival/cherry-blossom-festival-in-kyoto/

ต้องไปให้ได้ ! 5 ปราสาทญี่ปุ่นแสนสวยที่น่าไปเยือนช่วงซากุระนี้
https://www.womjapan.com/column/travel/update-travel/5-japan-castles-you-must-visit-in-sakura-period/

Shizunai Sakura Festival 2018 (Hokkaido)
https://www.womjapan.com/column/travel/update-festival/shizunai-sakura-festival-2018/

เที่ยวฮอกไกโดฤดูใบไม้ผลิ กับ 4 จุดชมซากุระที่สวยที่สุดในซัปโปโร! (Hokkaido)
https://www.womjapan.com/column/travel/update-travel/sakura-sapporo/

 

• • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • • •

พยากรณ์การบานและ ฟูลบลูม (Full Bloom) ของซากุระทั่วญี่ปุ่น 2018

❀ Tokyo จะเริ่มต้นบาน ในวันที่ 22 มีนาคม บานเต็มที่วันที่ 30 มีนาคม
❀ Osaka จะเริ่มต้นบาน ในวันที่ 27 มีนาคม บานเต็มที่วันที่ 3 เมษายน
❀ Kyoto จะเริ่มต้นบาน ในวันที่ 29 มีนาคม บานเต็มที่วันที่ 4 เมษายน
❀ Aichi (Nagoya) จะเริ่มต้นบาน ในวันที่ 25 มีนาคม บานเต็มที่วันที่ 1 เมษายน
❀ Fukuoka จะเริ่มต้นบาน ในวันที่ 22 มีนาคม บานเต็มที่วันที่ 31 มีนาคม
❀ Kumamoto และ Saga จะเริ่มต้นบาน ในวันที่ 22 มีนาคม บานเต็มที่วันที่ 29 มีนาคม
❀ Kochi จะเริ่มต้นบาน ในวันที่ 22 มีนาคม บานเต็มที่วันที่ 30 มีนาคม
❀ Ishikawa (Kanazawa) จะเริ่มต้นบาน ในวันที่ 4 เมษายน บานเต็มที่วันที่ 8 เมษายน
❀ Miyagi (Sendai) จะเริ่มต้นบาน ในวันที่ 6 เมษายน บานเต็มที่วันที่ 12 เมษายน
❀ Fukushima จะเริ่มต้นบาน ในวันที่ 7 เมษายน บานเต็มที่วันที่ 12 เมษายน
❀ Aomori (Hirosaki) จะเริ่มต้นบาน ในวันที่ 19 เมษายน บานเต็มที่วันที่ 25 เมษายน
❀ Hakodate จะเริ่มต้นบาน ในวันที่ 25 เมษายน บานเต็มที่วันที่ 29 เมษายน

Credit: 18 มกราคม 2018 Weather News



เที่ยวตลาดนัดหลากสไตล์ในเมืองเกียวโต เพลิดเพลินกับวิถีชุมชนและของทำมือนานาชนิด

เกียวโตถือเป็นหนึ่งในจุดหมายในฝันของใครหลายๆ คนเมื่อได้ไปเยือนประเทศญี่ปุ่น จากความรุ่มรวยทางประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรมที่ถูกสืบทอดและอนุรักษ์เอาไว้อย่างดีนับตั้งแต่ในสมัยที่เกียวโตเคยเป็นเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่นในอดีต ทั้งวัดวาอารามอายุหลายร้อยไปจนถึงพันปี ไปจนถึงพระราชวังและปราสาทที่มีความงดงาม จนกลายเป็นเมืองที่มีสถานที่ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกมากถึง 17 แห่ง

แต่ก็ใช่ว่าตามสถานที่สำคัญต่างๆ ในเมืองเกียวโตนั้นจะเป็นเพียงสถานที่ที่เอาไว้เพียงชื่นชมความงามของวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์เพียงอย่างเดียว ตามวัดเก่าแก่ไปจนถึงสถานที่สำคัญหลายๆ แห่งในเมืองนี้ ยังมีการจัดพื้นที่เป็นตลาดนัดขายของกันอยู่เป็นประจำ มีสินค้ามากมายหลายชนิดมาวางจำหน่ายทั้งสินค้าทำมือ งานศิลปะ ของเก่า ไปจนถึงของกินอร่อยๆ มากมาย วันนี้เราจึงมาแนะนำตลาดนัด 3 แห่งในเกียวโต เพื่อให้คุณได้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งของเมืองแห่งประวัติศาสตร์ซึ่งใครหลายๆ คนอาจไม่เคยสัมผัสมาก่อน

 

1. ตลาดนัดวัดโทจิ (Toji Temple Flea Market)

วัดโทจินั้นเป็นทั้งหนึ่งในวัดที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก และยังถือเป็นวัดที่มีเจดีย์ 5 ชั้นสูงที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย โดยทุกวันที่ 21 ของแต่ละเดือนนั้น บริเวณลานวัดโทจิจะเปิดพื้นที่เป็นตลาดนัดขายสินค้าหลากหลายประเภท โดยในปัจจุบันมีจำนวนร้านค้าสูงถึง 1,200 – 1,300 ร้าน ทำให้ตลาดนัดวัดโทจินั้นกลายเป็นหนึ่งในสามตลาดสำคัญของเมืองเกียวโต ภายในตลาดแห่งนี้เราจะได้พบกับสินค้ามือสอง เสื้อผ้า เครื่องประดับ ของเล่น ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และของขึ้นชื่อที่สุดในตลาดนัดแห่งนี้ก็คือผ้า กิโมโนมือสองสวยๆ ที่มีราคาเริ่มต้นที่ 500-1,000 เยน (ประมาณ 150-300 บาท) เท่านั้นเอง

เวลาเปิดทำการ : ทุกวันที่ 21 ของแต่ละเดือน ตั้งแต่ 05.00 – 16.00 น.

ที่ตั้ง : วัดโทจิ (Toji Temple) เดินเท้าจากสถานีเกียวโต หรือนั่งรถไฟสาย Kintetsu Kyoto มาลงที่สถานี Toji

 

2. ตลาดนัดวัดชิออนจิ (Chion-ji Flea Market)

วัดชิออนจิอาจเป็นวัดที่ไม่ได้มีชื่อเสียงมากนักหากเทียบกับวัดชื่อดังอื่นๆ ในเกียวโต แต่ตลาดนัดของวัดแห่งนี้นั้นได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี จุดเด่นของตลาดนัดวัดชิออนจิคือ งานฝีมือและงานศิลปะหลากหลายรูปแบบ ที่สร้างขึ้นโดยคนในชุมชน มีทั้งงานสไตล์น่ารักๆ ไปจนถึงงานสไตล์ญี่ปุ่นสวยๆ ที่นักท่องเที่ยวมักนิยมซื้อไปเป็นของฝาก พร้อมด้วยบรรยากาศสบายๆ และเป็นกันเองจากเหล่าพ่อค้าแม่ค้า ไปจนถึงโซนของกินที่มีเบเกอรี่ท้องถิ่นอร่อยๆ และร้านกาแฟที่ชงแต่ละแก้วอย่างประณีต จึงถือเป็นตลาดนัดที่ไม่ว่าใครก็สามารถแวะมาเดินได้เพลินๆ ตลอดทั้งวัน

เวลาเปิดทำการ : ทุกวันที่ 15 ของแต่ละเดือน ตั้งแต่ 08.00 – 16.00 น.

ที่ตั้ง : วัดชิออนจิ (Chion-ji Temple) ขึ้นรถไฟ Keihan มาลงที่สถานี Demachiyanagi

 

3. ตลาดนัดเทนจินซาน (Tenjin-San Flea Market)

เทนจินซาน หรือศาลเจ้าคิตาโนะ เทนมันกุ (Kitano Tenmangu Shrine) เป็นศาลเจ้าที่ขึ้นชื่อในเรื่องจุดชมดอกบ๊วยในเกียวโตเป็นอย่างมาก เนื่องจากภายในศาลเจ้ามีต้นบ๊วยมากกว่าสองพันต้นที่จะผลิบานพร้อมกันในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และนอกจากความสวยงามของดอกบ๊วยแล้ว ศาลเจ้าแห่งนี้ยังมีตลาดนัดที่มีขนาดใหญ่ไม่แพ้กับตลาดนัดวัดโทไดจิ ซึ่งประกอบไปด้วยร้านค้าประมาณ 1,000 ร้าน ให้บรรยากาศคล้ายกับงานเทศกาลมากกว่าตลาดนัดทั่วไป นอกจากของเก่า ของมือสอง สินค้าทำมือ และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นแล้ว ตลาดนัดเทนจินซานยังขายพืชผักผลไม้ท้องถิ่นสดๆ จากไร่

เวลาเปิดทำการ : ทุกวันที่ 25 ของแต่ละเดือน ตั้งแต่ 06.00 – 16.00 น.

ที่ตั้ง : ศาลเจ้าคิตาโนะ เทนมันกุ (Kitano Tenmangu Shrine)

 

ภาพประกอบจากเว็บไซต์ของตลาดนัด และ flickr.com (ภายใต้เงื่อนไขที่สามารถนำมาใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้)

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

https://en.compathy.net/magazine/2017/06/21/kyoto-flea-markets/

https://fastjapan.com/en/p107533

https://www.insidekyoto.com/chion-ji-temple-handicraft-market



Towa Mowa Cafe คาเฟ่สุดคูลข้างศาลเจ้า Kameido กลางโตเกียว

Towa Mowa Cafe ร้านคาเฟ่บรรยากาศชิวๆ ที่อยู่แถว ชิตะมาจิ (Shitamachi) หรือย่านเมืองเก่าของญี่ปุ่นในสมัยเอโดะ เมนูดังของร้านนี้คือ Waffle basic set (1,000 เยน) ประกอบไปด้วยเครื่องดื่ม 1 แก้วที่เลือกได้จาก ลิสต์ เราเลือกลาเต้เย็นค่ะ ซึ่งวาฟเฟิลจะมากับเนยและเมเปิลไซรัป อีกเซ็ทที่เราสั่งคือ Waffle sale set เป็นวาฟเฟิลแบบเค็มที่มากับไข่ดาวและพามิซานชีส (1,300 เยน) ชุดนี้ก็รวมเครื่องดื่มหนึ่งแก้วเหมือนกันนะคะ อีกอย่างที่เราอยากกินมากเพราะปีที่แล้วมาแล้วพลาดคือ Nama choco cake แต่มันหมดทั้ง 2 รอบเลยค่ะ เลยสั่ง Lemon cake แทนค่ะ ตัวเนื้อเค้กจะเป็นคล้ายๆ ชิฟฟอนเค้กนะคะ (เค้ก 1 ชิ้นราคา 600 เยน แต่ถ้าสั่งพร้อม Waffle set จะลดราคาให้ 50 เยนนะคะ)

Waffle basic set (1,000 เยน)

Waffle sale set เป็นวาฟเฟิลแบบเค็มที่มากับไข่ดาวและพามิซานชีส (1,300 เยน)

Lemon cake (เค้ก 1 ชิ้นราคา 600 เยน แต่ถ้าสั่งพร้อม Waffle set จะลดราคาให้ 50 เยน)

บรรยากาศในร้านเหมาะสำหรับนัดเจอเพื่อน คุยกันแบบชิวๆ หรือมาเดทก็ดีค่ะ ทางร้านมีกฏอยู่ 3 ข้อนะคะ คือ

1. เนื่องจากโต๊ะสำหรับ 4 คนมีอยู่ 1 โต็ะเท่านั้น เลยจะไม่รับกรุ๊ปที่เกิน 4 ท่านค่ะ

2. ขอไม่รับลูกค้าที่พาเด็กอายุน้อยกว่า 6 ปี

3. ห้ามเดินไปรอบๆ ร้านเผื่อถ่ายรูปค่ะ

รอบๆ ร้านมีศาลเจ้า Kameido Shrine ที่ทุกๆ ปลายเดือน 4 ถึง ต้นเดือน 5 จะจัดงานดอกฟูจิ (ดอกวิสทีเรีย) ช่วงกลางถึงปลายเดือน 2 จะจัดงานดอกบ๊วยด้วย จากในวัดยังสามารถถ่ายรูป Tokyo Skytree ได้อีกด้วย

 

พิกัด: สถานี Kinshicho สาย JR Sobu Line ทางออก North Exit

หรือสถานี Kinshicho สาย Tokyo Metro Hanzomon Line ทางออก 4 เดินประมาณ 10 นาทีค่ะ

Website:  http://towamowacafe.com/

เบอร์โทร:  03-6317-2293

เวลาทำการ: 11.00-17.00 หยุดวันจันทร์ กับ วันอังคารนะคะ



JAPAN 4 Seasons : ญี่ปุ่น .. กับความสวยงามทั้ง 4 ฤดู

ประเทศญี่ปุ่นมี 4 ฤดู แต่ในฤดูก็มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่สภาพอากาศ แต่สิ่งที่แตกต่างและสัมผัสได้ด้วยตาก็คือทัศนียภาพที่งดงาม ไม่ว่าจะฤดูไหนก็จะมีความสวยงามเป็นของตัวเอง ทำให้ประเทศญี่ปุ่นนั้นมีความน่าสนใจในการไปท่องเที่ยวมากขึ้น

บทความนี้ จะเป็นการแนะนำฤดูต่างๆ ของประเทศญี่ปุ่นว่าจะมีความแตกต่างและความน่าสนใจอะไรบ้าง เผื่อไว้ให้ผู้อ่านได้รู้จักและสนใจในการเที่ยวญี่ปุ่นในแต่ละฤดูมากกว่าเดิม

winterฤดูหนาว

ฤดูในฝันของนักท่องเที่ยวชาวไทย เพราะฤดูนี้เราจะมีโอกาสเห็นและสัมผัสกับหิมะซึ่งในประเทศไทยนั้นยังไม่มีโอกาสได้เจอ และด้วยความขาวของหิมะที่อยู่คู่กับสถาที่ท่องเที่ยวแบบสมัยก่อนก็จะยิ่งสร้างบรรยากาศให้สวยงามจนอาจจะลืมหนาวไปเลยก็ได้ ในช่วงฤดูหนาวนั้นจะเป็นช่วงฤดูที่ดีในการออกไปจับสัตว์ทะเล และนั่นก็คือเหตุผลที่เราควรจะลองกินอาหารทะเล ที่ทั้งสดและอร่อย นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมมากมายให้ทำในช่วงฤดูหนาว อย่างเช่น การเล่นสกี หรือสโนวบอร์ด เป็นต้น

ฤดูหนาวนั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีหิมะในทุกๆ ที่ของประเทศญี่ปุ่น ในหลายเมืองของญี่ปุ่นนั้นก็ไม่ได้เจอหิมะกันง่ายๆ อย่างเช่น Tokyo หรือ Osaka เป็นต้น ส่วนคนที่ต้องการจะเจอหิมะนั้นก็อาจจะต้องมองหาเมืองที่อยู่สูงขึ้นไปอีก ไม่ว่างจะเป็นทาง Hokkaido Tohoku  Hokuriku North Kanto หรือทาง Sanin เป็นต้น ซึ่งช่วงเวลาที่หิมะตกนั้นก็จะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับสถานที่ และบางที่ก็ตกแค่นิดเดียว หรือตกมาเป็นกึ่งฝน

การแต่งกายในฤดูนี้จะเน้นใส่เป็นพวกชุดโค้ท และนิยมใส่สีมืดๆ เช่นสีดำเป็นต้น อุณหภูมิค่อนข้างต่ำ และบางพื้นที่อาจจะติดลบ สิ่งที่ต้องระวังในฤดูนี้ก็คืออันตรายจากพื้นที่ลื่น และการขับรถที่จะเป็นไปได้ค่อนข้างช้าและลำบาก สำหรับบางเมืองที่ไม่มีระบบป้องกันหิมะก็อาจจะทำให้การคมนาคมล่าช้าหรือหยุดชั่วคราวได้

 

ช่วงฤดูหนาว : ธันวาคม – กุมภาพันธ์

spring

ฤดูใบไม้ผลิ

เป็นฤดูยอดฮิตของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เพราะฤดูนี้เราสามารถเห็นดอกซากุระผลิบานมากมาย รวมถึงดอกบ๊วยที่จะบานก่อนซากุระ เป็นการบอกว่าฤดูใบไม้ผลิกำลังเข้ามาแล้ว ฤดูใบไม้ผลิจะมีอากาศที่หนาวเย็นเล็กน้อย อยู่ในขั้นสบาย ผู้คนนิยมแต่งกายด้วยสีที่สดใส

ซากุระจะเริ่มบานช่วงปลายเดือนมิถุนายน (แต่มีบางที่เริ่มบานตั้งแต่ปลายมกราคม) ไล่ขึ้นเหนือไปจนถึงช่วงต้นเดือนพฤษภาคมของทุกปี นับว่าเป็นหนึ่งในฤดูท่องเที่ยวเลยก็ว่าได้ เพราะจะมีนักท่องเที่ยวทั่วโลกแห่กันมาเที่ยวชมความสวยงามของดอกซากุระ ไม่ว่าจะภูมิภาคไหน จังหวัดอะไร ที่ไหนมีซากุระ ก็จะมีนักท่องเที่ยวเสมอ และนั่นหมายความว่าบรรยากาศของสถานที่ท่องเที่ยวจะสนุกและมีสีสันมากขึ้น

ช่วงต้นฤดูใบไม้ผลินั้นยังสามารถไปสัมผัสกับหิมะได้ตามลานสกี หรือเขตพื้นที่สูงของประเทศ

 

ช่วงฤดูใบไม้ผลิ : มิถุนายน – พฤษภาคม

summer

ฤดูร้อน

ฤดูแห่งเทศกาลของประเทศญี่ปุ่น ฤดูร้อนของญี่ปุ่นนั้นจะร้อนมาก และร้อนสู้กับประเทศไทยได้เลย แต่ความรู้สึกร้อนของประเทศญี่ปุ่นนั้นจะเป็นร้อนแบบแห้งๆ อึดอัด หายใจไม่ค่อยสะดวก .. แล้วแบบนี้ ฤดูนี้มันน่าไปเที่ยวตรงไหน? ความพิเศษของฤดูร้อนนั้นอยู่ที่เทศกาลฤดูร้อน ซึ่งมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งเทศกาลทั่วไป รวมถึงการแสดงดอกไม้ไฟที่ยิ่งใหญ่ เป็นความสนุกสนานในอีกรูปแบบหนึ่ง เทศกาลฤดูร้อนก็จะมีความยิ่งใหญ่ อย่างเช่น เทศกาลฤดูร้อนทางภูมิภาค Tohoku อย่างเช่น เทศกาล Nebuta (จังหวัด Aomori) เทศกาล Kanto (จังหวัด Akita) หรือเทศกาล Tanabata (เมือง Sendai) เป็นต้น รวมถึงงานแสดงดอกไม้ไฟทั่วประเทศญี่ปุ่นที่แข่งกันยิง่ใหญ่ และสวยงามอลังการขึ้นทุกๆ ปี ซึ่งเทศกาลฤดูร้อนต่างๆ จะนิยมจัดในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ถ้าไปเที่ยวฤดูร้อนแล้วขอแนะนำว่าให้หาโอกาสไปเที่ยวเทศกาลต่างๆ ให้ได้

 

ช่วงฤดูร้อน : มิถุนายน – กันยายน

autumn

ฤดูใบไม้ร่วง

ความอบอุ่นของแสงแดงกับสีของใบไม้ กับอากาศที่เย็นสดชื่น เมื่อรวมกันแล้วจึงทำให้เกิดภาพและความรู้สึกที่พิเศษ ถ้าหากรอบตัวเรามีแต่ใบไม้เปลี่ยนสี เราก็จะรู้สึกได้ถึงความอบอุ่น ยิ่งถ้ามีแสงแดดเข้ามาช่วยแล้วล่ะก็จะสวย ใบไม้เปลี่ยนสีหลักๆ แล้วจะมีสี แดง สีส้ม และสีเหลือง โดยที่สีเหลืองนั้น ปกติจะเป็นใบจากต้นแปะก๊วย(กิงโกะ) ส่วนสีแดงก็จะเป็นสีจากใบเมเปิ้ล และต้นไม้ชนิดอื่นก็จะมีสีที่ต่างกันออกไป

ใบไม้เปลี่ยนสีจะเริ่มเปลี่ยนสีตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนไล่จากทางเหนือสุดลงมาเรื่อยๆ จนสิ้นสุดในช่วงต้นเดือนธันวาคม ใน Tokyo และ Kyoto ที่ได้รับความนิยมในฤดูใบไม้ร่วงนั้น จะเปลี่ยนสีในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน

ฤดูนี้อากาศค่อนข้างหนาวในเวลาเช้า และสีของชุดที่นิยมใส่กันก็จะเป็นสีโทนน้ำตาล

 

ช่วงฤดูใบไม้ร่วง : กันยายน – ธันวาคม



พาเที่ยวสวน Kenrokuen 1 ใน 3 สวนที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น (Ishikawa)

_1090238S

Kenrokuen สวนญี่ปุ่นขนาดใหญ่ที่มีความสวยงามลงตัวทางด้านแลนด์สเคปและองค์ประกอบต่าง ๆ ด้วยพื้นที่ขนาดกว่า 11.4 เฮกตาร์ จึงทำให้สวนแห่งนี้สามารถที่จะแบ่งพื้นที่การจัดสวนได้มากขึ้น ถึงแม้จะเป็นสวนเดียวกัน แต่ในจุดต่าง ๆ นั้นก็แบ่งแยกความรู้สึกและอารมณ์ของสวนไปได้ทั้งหมด  ด้วยการจัดสวนที่โดดเด่น การเล่นกับน้ำ รวมถึงการใช้หินที่มีเอกลักษณ์ จึงทำให้สวนนี้มีความพิเศษและเป็นที่จดจำมากกว่าสวนญี่ปุ่นทั่วไป

_1090249

จุดเด่น 6 ประการสำคัญของสวนนี้ประกอบไปด้วย ความกว้างขวาง ความสงบ มีเทคนิคลูกเล่น เก่าแก่ ทางน้ำ และทัศนียภาพที่สวยงาม จุดเด่นเหล่านี้สามารถมาสัมผัสได้ที่สวนแห่งนี้

สวน Kenrokuen นี้ มีประตูทางเข้าถึง 7 แห่ง แต่ประตู Katsurazaka จะได้รับความนิยมมากกว่า (ประตูที่เชื่อมกับ Ishikawa-mon ปราสาท Kanazawa) เมื่อผ่านเข้ามาแล้วก็จะเจอร้านของฝากดักเอาไว้ตั้งแต่ปากทางเลย เมื่อเดินต่อเข้าไปอีกหน่อยก็จะพบกับ Kasumiga-ike ซึ่งเป็นสระน้ำที่ใหญ่ที่สุดในสวนแห่งนี้ และเป็นจุดสำคัญของสวนด้วย

_1090238

บริเวณสระน้ำ Kasumiga-ike / โคมไฟหิน Kotoji / สะพานหิน Niji / เกาะ Horai (เกาะเต่า)

บริเวณนี้เป็นจุดที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากนักท่องเที่ยวเพราะว่ามี Kotoji Toro หรือโคมไฟหินที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของสวน Kenrokuen ความแปลกของโคมไฟ Kotoji อันนี้คือ มีขาหนึ่งอยู่ในน้ำ และขานึงอยู่บนดิน เป็นประเภทหนึ่งของโคมไฟหิน Yukimi

_1090240

Karasaki Pine Tree

ถัดมาจาก Kotoji Toro ก็คือต้นสน Karasaki เป็นต้นสนสีดำเก่าแก่ที่ปลูกโดย Maeda Nariyasu ไดเมียวรุ่นที่ 13 ของตระกูล Maeda แห่งจังหวัด Kaga ซึ่งต้นสนนี้ปลูกด้วยเมล็ดจากแถบ Biwa จนสูงใหญ่ ส่วนเชื่อที่ดึงกิ่งไม้อยู่นั้นมีชื่อว่า Yukitsuri ซึ่งเป็นวิธีการนำเชือกมาปกป้องต้นไม้จากหิมะ ไม่ให้ทับถมจนหนักเกินไป และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของสวน Kenrokuen เช่นกัน เป็นภูมิปัญญาที่เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์เด่นของสวนแห่งนี้

_1090633

Yukitsuri

Yukitsuri นั้นไม่ได้มีตลอดทั้งปี ทุก ๆ ต้นเดือนพฤศจิกายนก่อนเข้าฤดูหนาวจะมีการนำเชือกมาผูกกับต้นไม้ไว้แบบนี้ เพราะจะเอาไว้กันหิมะในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง และในช่วงต้นเดือนมีนาคม หลังจากที่หิมะละลายหมดแล้วก็จะนำเชือกออก

_1090632

Gankou-Bashi

ข้าง ๆ กันนั้นก็มีอีกหนึ่งจุดไฮไลท์ของสวน Gankou-Bashi สะพานหิน 11 ก้อน ที่วางเหมือนกับฟอเมชั่นการบินของห่าน แต่ก็มีอีกชื่อเรียกหนึ่งก็คือสะพานกระดองเต่า เพราะหินแต่ละก้อนนั้นมีรูปทรงเหมือนกระดองเต่านั่นเอง ปัจจุบันนี้ไม่สามารถเดินข้ามสะพานนี้ได้

_1090241

Shichi-Fukujin-Yama (ตรงโคมไฟหิน)

ถัดจาก Gankou-Bashi ก็คือ Shichi-Fukujin-Yama หรือเนินเขาของเทพเจ้าแห่งความโชคดี ซึ่งจะมีโคมไฟหิน 3 ขาตั้งอยู่ด้านหน้า และมีหิน 7 ก้อนแทนเทพเจ้าทั้ง 7 สร้างโดยไดเมียวตระกูล Maeda รุ่นที่ 12 Maeda Narinaga ซึ่งตั้งอยู่ติดกับ Takezawa Palace (ปัจจุบันนี้ไม่มีแล้ว)

_1090298

ส่วนหนึ่งของพื้นที่ Takezawa Palace

Takezawa Palace คือวังที่สร้างขึ้นในยุคของ Maeda Narinaga เป็นหนึ่งในวังที่มีสเกลขนาดใหญ่ มีห้องมากกว่า 200 ห้อง สร้างเสร็จในปี 1822 หลังจากสร้างเสร็จท่าน Narinaga ก็ใช้ชีวิตอยู่กับการดูการแสดง Noh ซึ่งวังแห่งนี้มีเวทีแสดง Noh ถึง 2 เวที แต่พอถึงยุคของ Nariyasu รุ่นที่ 13 วังแห่งนี้ก็ถูกรื้อถอนออกไป

_1090303

Neagari-no-Matsu

ต้นสนในสวน Kenrokuen นั้นก็มีอยู่หลายต้น แต่หนึ่งในต้นที่พิเศษของที่นี่ก็คือ Neagari-no-Matsu ปลูกโดย Maeda Nariyasu รุ่นที่ 13 ด้วยเทคนิคการนำต้นสนอ่อนวัยปลูกไว้กับเนินดิน เมื่อต้นสนโตได้ที่และมีความแข็งแรงเพียงพอแล้ว จึงนำดินออก ภาพที่เห็นจึงเป็นเหมือนต้นไม้ยืนได้นั่นเอง

_1090257

Plum Grove Garden

มาเริ่มต้นเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิด้วยดอกบ๊วยกันเถอะ! Plum Grove Garden คือสวนดอกบ๊วยที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบ 100 ปีของยุคสมัยเมจิ ที่นี่มีต้นบ๊วยกว่า 200 ต้น 20 สายพันธุ์ นำมาจากสถานที่ต่าง ๆ ช่วงที่ไปนั้นเป็นช่วงต้นเดือนมีนาคม เป็นช่วงที่ดอกบ๊วยหรือพลัมนั้นออกดอกต้อนรับนักท่องเที่ยวพอดี จุดนี้จะมีพื้นที่ไม่มากนัก แต่ก็มากพอที่จะให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนานเลย

_1090253

_1090618

_1090625

สวนใหญ่ๆ แบบนี้ก็มักจะ Tea House ใช่ไหม? แน่นอนว่ามี! แถมมีถึง 4 แห่งเลยล่ะ เดี๋ยวผมจะพาไปชม 1 ใน 4 โรงน้ำชาของสวนเคนโรคุเอ็นกันครับ

_1090274

Shigure-tei

Shigure-tei โรงน้ำชาขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสวน สร้างขึ้นในสมัยท่านไดเมีย Maeda Harunaga รุ่นที่ 11 แต่ก็โดนรื้อถอนออกไป แล้วสร้างขึ้นมาใหม่จนแล้วเสร็จในปี 2000 โรงน้ำชานี้ สามารถเข้าไปชมได้ฟรี แต่ผมแนะนำให้สั่งชุดน้ำชาด้วยครับ เพราะบรรยากาศมันได้จริง ๆ

ผมเปิดประตูเดินเข้าไป พนักงานก็พูดต้อนรับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ผมเดินไปที่หน้าเค้าเตอร์แล้วก็สั่งชุดมัชชะ 1 ชุด พร้อมชำระเงิน จากนั้นพนักงานก็พาผมไปบริเวณห้องน้ำชา ในตอนนั้นก็นั่งบนเสื่อตาตามิ มองเห็นสวนสวย ๆ ด้านนอก บรรยากาศที่เงียบสงบช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย นั่งรอไม่นานนักพนักงานก็นำชุดชามาเสิร์พ ซึ่งในชุดก็จะมีวากาชิแปะทองคำเพื่อบ่งบอกถึงความเป็นคานาซาว่ากับมัชชะ ดื่มไป ชมสวนไป อากาศในวันนั้นประมาณ 18 องศา อากาศเย็นแบบนี้แล้วได้ดื่มมัชชะไปด้วย มันคือความฟินอย่างหนึ่งเลย

สำหรับราคาชุดน้ำชานั้น มีดังนี้
Matcha 720 เยน
Green Tea 310 เยน
* ในชุดจะมีชา 1 ถ้วย กับขนม 1 ชิ้น

_1090264

Matcha Set 720 เยน

หลังจากอิ่มเอมไปกับชุดมัชชะจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เดินออกจากห้อง แต่พนักงานแนะนำให้เดินไปชมห้องน้ำชาอีกห้องหนึ่งข้างกันด้วย บรรยากาศของห้องนี้ก็ดูสงบและรู้สึกปลอดโปร่งกว่า เพราะมีแสงเข้ามาในห้องจาก 3 ด้าน เหมาะแก่การนั่งชมสวนเงียบ ๆ

_1090265

ถ่ายจากห้องน้ำชาฝั่งซ้าย

_1090268

ห้องน้ำชาสำหรับชมสวน

_1090277

Hisago-ike Pond ในภาพประกอบไปด้วย เจดีย์ Kaisei / น้ำตก Midori /

เดินถัดมาอีกเล็กน้อยก็จะเจอกับบ่อน้ำ Hisako-ike บริเวณนี้แต่เดิมคือสวน Renchi-tei สวนดั้งเดิมของที่นี่ แถมบ่อนี้ยังมีรูปทรงเหมือนน้ำเต้าด้วยนะ เจดีย์ทางขวามือคือเจดีย์ Kaiseki สูง 4.1 เมตร มีสองที่มาที่ไม่ชัดเจน หนึ่งคือจากการย้ายมาจากเจดีย์หิน 13 ชั้นภายในปราสาทคานาซาว่า และอีกที่มาคือสมัยทำสงครามบุกเกาหลี Toyotomi Hideyoshi ได้นำหินมาจากเกาหลี และนำมาเป็นรางวัลให้กับ Maeda Toshiie ถัดไปคือน้ำตก Midori เป็นน้ำตกที่ไหลมาจากบ่อ Kasumiga-ike นั่นเอง

_1090286

และอีกหนึ่งจุดเด่นของเค็นโรคุเอ็นก็คือ น้ำพุครับ  เป็นน้ำพุที่ได้มาจากการไหลของน้ำใน Kasumiga-ike น้ำพุมีความสูงกว่า 3.5 เมตร และเป็นน้ำพุที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น

_1090648

ร้านของฝากและขนมในสวน

_1090650

ร้านค้าด้านนอกสวน ซึ่งเคยเป็นบ้านพักในสมัยก่อน

_1090318

Hanami Dango ขนมที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาที่สวน Kenrokuen

จบไปแล้วสำหรับการเที่ยวชมสวน Kenrokuen แบบคร่าว ๆ ในแต่ละฤดูนั้นจะมีความสวยงามที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่นฤดูหนาวหิมะตกก็จะมีโทนขาวดำสวยงามไปอีกแบบหนึ่ง ฤดูใบไม้ผลิที่มีดอกซากุระให้ชมสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย ฤดูร้อนกับการต้อนรับของดอกไม้นานาพันธุ์ หรือฤดูใบไม้ร่วงกับการเปลี่ยนสีของใบไม้ต่าง ๆ นา ๆ ผมพาเที่ยวแบบไม่ครบทุกจดเพราะว่าบางส่วนจะเหมาะกับฤดูอื่นมากกกว่า เช่น บริเวณ Yamazaki-yama ที่มีแต่ต้นเมเปิ้ลกับต้นไม้ที่เปลี่ยนสีสวยงามไปทั้งบริเวณ แต่ถ้าไปช่วงปลายฤดูหนาวเข้าฤดูใบไม้ผลิก็จะเห็นเป็นกิ่งไว้ธรรมดาสะส่วนใหญ่ ผมเลยไม่ได้ถ่ายภาพมาให้ชมกันครับ หรือถ้าใครอยากมาชม Light-up ก็มีให้ชมเช่นกันครับ แล้วจะมีรถวิ่งให้บริการในช่วงกลางคืนทุกวันเสาร์ครับ

c16702a081ffd33c1ffb159c21dffc40_m

ถ้ามาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ก็จะได้เห็นประมาณนี้ครับ

ข้อมูลการเดินทาง
เดินทางด้วย Kanazawa Loop Bus
(1 Day Pass 500 เยน หรือ 200 เยน/เที่ยว)
Right Loop (RL): RL7(ใกล้ที่สุด) หรือ RL8
Left Loop (LL): LL8(ใกล้ที่สุด) หรือ LL9
เดินทางด้วย Kenrokuen Shuttle: S6, S7 หรือ S8
ข้อมูล Kanazawa Loop Bus และ Kenrokuen Shuttle(PDF)

Kanazawa Light-up Bus ป้ายที่ 4 
วิ่งทุกวันเสาร์ยกเว้นวันที่ 31 ธันวาคม
ข้อมูล Kenrokuen Light-up Bus(PDF)

ค่าเข้าชมสวน
ผู้ใหญ่(18+ปี) 310 เยน
เด็ก(6-17ปี) 100 เยน

[googlemaps https://www.google.com/maps/embed?pb=!1m18!1m12!1m3!1d3204.6673856928937!2d136.66046281556422!3d36.56213208876362!2m3!1f0!2f0!3f0!3m2!1i1024!2i768!4f13.1!3m3!1m2!1s0x5ff83383f9b25905%3A0x970a7b3df003f2e4!2sKenroku-en!5e0!3m2!1sen!2sth!4v1464684588055&w=600&h=450]