6 วัน 5 คืน เที่ยวคันไซ ด้วย JR Kansai-Hokuriku Area Pass จะคุ้มขนาดไหนไปดูกัน ตอนที่ 1

สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้ Haruna_SP จะพาเพื่อน ๆ ไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยกันกับเราค่ะ แต่วันนี้เราไม่ได้มาคนเดียวนะ เรามากับ ‘JR Kansai-Hokuriku Area Pass’ ชื่อก็บอกอยู่แล้วเนอะว่าในครั้งนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปกันที่ไหน นั่นก็คือแถบคันไซนั่นเอง แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือเราจะไปเที่ยวแถบโฮคุริคุ (คานาซาว่า โทยาม่า ชิราคาวะโก ฯลฯ) ด้วย จะเป็นยังไง จะคุ้มแค่ไหน เก็บกระเป๋าไปพร้อม ๆ กันเลย

ขออธิบายสักเล็กน้อยสำหรับตั๋วใบนี้คือ สามารถใช้ได้ภายใน 7 วัน (เราอยู่ทั้งหมด 6 วัน 5 คืน) ครอบคลุมการเดินทางด้วยรถไฟของบริษัท JR ไม่ว่าจะเป็นรถธรรมดา รถด่วน รถ Limited Express รถไฟชินคันเซ็นบางสาย รถเมล์ ฯลฯ ในแถบคันไซลากยาวไปถึงในพื้นที่แถบโฮคุริคุได้แบบ ‘ไม่จำกัด’ ! เราสั่งซื้อกับเว็บไซต์ของบัตรเครดิตรายหนึ่งที่เราเป็นลูกค้าอยู่ค่ะ ได้มาในราคาคนละ 4,3XX บาท ครั้งนี้เราไปกัน 3 คนก็กดไปเลยจ้า 3 ใบ ทีนี้พอตั๋วเครื่องบินเรียบร้อย จองที่พักเรียบร้อย แพลนเที่ยวเรียบร้อย ก็ได้เวลาออกเดินทางกันแล้ว Let’s go

 

Day 1

เราเดินทางมาถึงสนามบินนานาชาติคันไซ (Kansai International Airport) ในวันคริสต์มาส เวลาประมาณบ่าย 3 กว่า ๆ เมื่อมาถึงแล้ว เราก็เดินทะลุประตูของสนามบินชั้น 3 ออกไปยังส่วนของสถานีรถไฟด้านนอกเพื่อที่จะนำตั๋วที่ซื้อมาไปแลกรับตั๋วจริงสำหรับใช้งานที่ JR Office บริเวณทางเข้าสถานี หาไม่ยาก แต่ก็ต้องทำใจนิดนึงนะว่าคนจะต่อแถวกันเยอะมาก เราเลยเสียเวลาตรงนี้ไปเกือบครึ่งชั่วโมง แต่เมื่อได้ตั๋วมาแล้วก็สบายแล้วค่ะ เราสามารถนำตั๋วใบจริงเสียบเข้าช่องสอดตั๋วของสถานีและวิ่งไปขึ้นรถไฟได้เลย

ปฏิบัติการใช้ตั๋ว JR Kansai-Hokuriku Area Pass ถึงเวลาเริ่มต้นสักที ! อย่างแรกเลย ไปนั่งรถไฟที่ชื่อว่า JR Haruka Hello Kitty เข้าเมืองกัน บอกเลยว่าเป็นช่องทางการเข้าเมืองที่สะดวกและรวดเร็วแถมยังน่ารักมาก ๆ อีกด้วย ที่นั่งก็นั่งสบายมากเวอร์ มีที่เก็บกระเป๋าเดินทางเพียบ ขบวนนี้วิ่งไปถึงเกียวโตเลยนะ แต่วันนี้เรานั่งมาลงที่สถานี Tennoji ใช้เวลา 30 นาทีเพื่อไปต่อรถไฟ JR ไปลงที่ JR Namba ของโอซาก้า เพราะที่พักเราจองไว้ที่นั่นตลอด 6 วัน

หลังจากลากกระเป๋าจากสถานี JR Namba ไปเก็บในที่พักเรียบร้อยแล้วก็ได้เวลาออกไปหาของกินที่ย่านนัมบะ และโดทงบุริกัน เป้าหมายของเราในค่ำคืนนี้คือป้ายกูลิโกะจ้า ที่พักของเราสามารถเดินไปจุดนั้นได้ภายใน 10-15 นาที อากาศในคืนนี้ซึ่งก็เข้าสู่ฤดูหนาวแล้วก็ถือว่าหนาวใช้ได้เลย แต่โชคดีที่เตรียมเสื้อผ้าและผ้าพันคอต่าง ๆ มาพร้อมมาก เราเลยเดินกันไปได้อย่างชิล ๆ แถมเรายังมาตรงกับช่วงคริสต์มาส บนถนน Midosuji ที่เราเดินผ่านก็มีการประดับไฟอยู่พอดี

การมาเดินเที่ยวสำหรับคืนนี้ไม่มีแพลนอะไรนะ กะว่าเจอร้านไหนดี ๆ ก็พุ่งเข้าใส่ไปเลย แล้วก็เจอจริง ๆ ก่อนที่เราจะเดินถึงย่านโดทงบุริเราก็เจอร้านข้าวดงบุริที่ถูกมากและอร่อยมาก ช่วยให้พวกเราหายหิวและมีแรงเดินเที่ยวต่อ

อิ่มท้องแล้วก็ได้เวลามุ่งหน้าไปสู่พระเอกของเราในคืนนี้สักที ตลอดทางที่เดินไปก็พบว่าวันนี้คนเยอะมาก แถมร้านเหล้าต่าง ๆ ก็คนเต็มกันเกือบทุกร้าน แหงล่ะ...วันนี้มันวันคริสต์มาสนี่เนอะ แล้วแบบนี้บริเวณตรงป้ายกูลิโกะคนจะเยอะไหม ? คำตอบก็คือคนเยอะมากค่ะ ครึกครื้นมาก มีพวกวัยรุ่นพากันมาแต่งตัวเป็นซานต้าด้วย คนเยอะขนาดนี้การจะไปยืนถ่ายรูปคู่กับป้ายแบบเห็นชัด ๆ คือทำได้ยากมากก็เลยเอาเท่าที่ได้และเดินลงจากสะพานไปเดินเล่นริมคลองซึ่งคนน้อยกว่ามาก แวะซื้อของกินเล่นนิดหน่อยจนร่างกายที่นั่งเครื่องบินมาหลายชั่วโมงก็ร้องบอกว่า ‘พักก่อน’ เราเลยกลับไปที่พัก เป็นอันจบสำหรับวันนี้

 

Day 2

วันนี้เราก็แพลนมาซะดิบดีว่าเราจะต้องได้ไปเห็นหิมะที่หมู่บ้านชิราคาวะโก ถ่ายรูปและเดินเล่นสูดอากาศให้ฉ่ำปอด เราก็เช็คสภาพภูมิอากาศของทางหมู่บ้านตั้งแต่อยู่ที่ไทยแล้วว่าหิมะ ‘อาจจะ’ ตก แต่ที่ไหนได้พอวันนั้นมาถึงสิ่งที่มาแทนหิมะคือ ‘ฝน’ ! แต่จะทำยังไงได้ในเมื่อเราจองรถบัสไป-กลับชิราคาวะโกวันนี้ไว้แล้ว ก็เลยพากันออกมาตั้งแต่เช้า ไปขึ้นรถไฟที่สถานี Shin-Osaka เพื่อไปขึ้นรถไฟขบวน Thunderbird ด้วยตั๋ว JR Kansai-Hokuriku Area Pass พระเอกของเรากัน

ธันเดอร์เบิร์ด เป็นรถไฟด่วน วิ่งระหว่าง Osaka และ Kanazawa ซึ่งจะเป็นที่ขึ้นรถบัสไปชิราคาวะโกของเรา ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 40 นาที ถือว่านานพอสมควร แต่เราจัดการซื้อเสบียงมาไว้กินบนรถเรียบร้อย แถมมีห้องน้ำให้ด้วย ระหว่างทางที่รถไฟวิ่งไปวิวข้างทางก็มีทั้งภูเขา ทุ่งนา ทะเลสาบ สวยงามมาก ๆ มองวิวบ้างหลับบ้าง ในที่สุดเราก็มาถึงสถานี Kanazawa สถานีที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามติดอันดับโลกนั่นเอง

เราจองรถบัสไปหมู่บ้านชิราคาว่าโกะไว้ตอน 12:45 เพราะอยากจะเที่ยวแถวสถานีคานาซาว่ากันก่อน เราเลยพากันเดินไปยังตลาดสดโอมิโจ (Omijo Market) เพื่อทานข้าวกลางวันกัน ตลาดนี้เขาเป็นตลาดปลาเล็ก ๆ ที่มีของสดและร้านอาหารทะเลให้ทานกันเพียบ ไม่ว่าจะเป็นซาชิมิ ซูชิ ปู หอย รวมไปถึงผลไม้ที่บอกเลยว่าสดมาก ๆ ใครที่ชื่นชอบสไตล์นี้ก็อย่าลืมมาลองเดินเล่นกันนะคะ สามารถเดินตรงมาเรื่อย ๆ จากสถานีคานาซาว่าใช้เวลาประมาณ 10 นาที

เมื่อใกล้เวลาขึ้นรถ และท้องก็อิ่มแล้วเราก็เดินย้อนกลับไปที่สถานีคานาซาว่าเพื่อขึ้นรถบัสรอบ 12:45 น. แต่ครั้งนี้บัตร JR ไม่สามารถใช้ได้ และต้องจองล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ https://japanbusonline.com/en สำหรับขาไปรถบัสจะชื่อว่า Nohi Bus ตกคนละประมาณ 2,000 เยน (ประมาณ 600 บาท) เมื่อกดจองแล้วจะมีอีเมลยืนยันส่งมาทางอีเมลเราก็แค่โชว์โทรศัพท์ (หรือจะปริ๊นท์ไปก็ได้) เอาให้พนักงานดู แค่นี้ก็เรียบร้อย จากต้นทางใช้เวลาไปถึงชิราคาวะโกประมาณ 2 ชั่วโมง

ตอนที่เราจอง หลังจากจองขาไปเราก็กำลังจะกดจองขากลับของเจ้าเดิมกลับมาคานาซาว่า แต่...ปรากฏว่ามันเต็มค่ะทุกคน ขาไปจองไปแล้วแล้วขากลับจะให้ติดอยู่บนนั้นเรอะ !? ไม่มีทาง โชคดีที่เรายังมาเจออีกเส้นทางหนึ่งที่ไปลงที่สถานี Toyama ซึ่งถ้าหากไปเลือกอันนี้เราต้องนั่งเสียเวลานั่งชินคันเซ็นกลับมาคานาซาว่า แล้วค่อยนั่งธันเดอร์เบิร์ดกลับโอซาก้า ใช้เวลานานกว่ากันพอสมควร แต่อันอื่นมันเต็มหมดแล้ว ทำไงได้ ก็ต้องอย่างงี้แหละ ถือซะว่าจะได้ใช้ตั๋ว JR Pass คุ้ม ๆ หน่อย ได้นั่งชินคันเซ็น คิดได้แบบนั้นก็กดจองไปเลยจ้า

หลังจากนั่งรถบัสมาถึงประมาณบ่าย 2 ก็พบว่า ฝนเพิ่งหยุดตกไปหมาด ๆ กรี๊ดมาก อย่างน้อยก็ทำให้เดินได้สบายขึ้น เราลงจากรถบัสที่ท่ารถ อากาศที่ชิราคาวะโกหนาวกว่าที่โอซาก้า มาถึงเราตัดสินใจต่อ Shuttle Bus ขึ้นไปบนเขาเพื่อไปดูวิวหมู่บ้านข้างบนก่อนเพราะเดี๋ยวรถหมด รถจะมาทุก ๆ 20 นาที คนละ 200 เยน (ประมาณ 60 บาท) ขึ้นรถที่บริเวณ Wada House ตรงนั้นจะมีป้ายตารางเวลาสีแดงตั้งอยู่ ไปเข้าแถวตรงนั้นเลย

รถค่อย ๆ พาเราขับขึ้นเขา เนื่องจากฝนเพิ่งหยุดตกทำให้บรรยากาศนั้นชุ่มฉ่ำให้ความรู้สึกสดชื่นมาก ๆ  ตรงจุดชมวิวในวันนี้ยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมากนักทำให้ไม่ต้องแย่งกันถ่ายรูปเท่าไหร่ ด้านล่างเป็นภาพหมู่บ้านที่มีเอกลักษณ์หลังฝนตก ถึงแม้จะอดเสียดายว่าไม่ได้เห็นภาพสีขาวโพลนเหมือนหิมะ แต่แบบนี้ก็สวยไปอีกแบบ

ถ่ายรูปเสร็จเราก็กลับมาขึ้นรถบัสลงไปด้านล่าง ทีนี้ก็ได้เวลาเดินถ่ายรูปเล่นตามจุดต่าง ๆ กันแล้ว มองเผิน ๆ ตัวบ้านอาจจะดูเหมือนกันหมด แต่ถ้าเพื่อน ๆ มองดี ๆ ล่ะก็จะรู้ว่ามันไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว ไม่ว่าจะสภาพแวดล้อมรอบ ๆ บ้านแต่ละหลัง วิวทิวทัศน์เอยทำให้เราถ่ายรูปเล่นกันได้ไม่มีเบื่อเลยล่ะ

รถบัสขากลับเราจองไว้รอบ 16:45 น. รวมแล้วก็ประมาณเกือบ 3 ชั่วโมงที่ได้มาใช้เวลาอยู่ในหมู่บ้าน ถึงเวลานั้นเราก็เดินได้ครบรอบพอดี  ร้านรวงในนั้นก็เริ่มปิดกันหมดแล้ว เมื่อใกล้เวลาเราก็กลับไปรอขึ้นรถบัสที่ท่ารถ ถือว่าวันนี้ก็ได้ใช้เวลาเที่ยวตามเป้าหมาย คอมพลีทไปอีกวัน

อย่างที่บอกไปว่าขากลับเราต้องนั่งรถไปลงที่สถานีโทยามะ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงเท่ากัน และไปขึ้นรถไฟ Hokuriku Shinkansen กลับไปคานาซาว่า ใช้เวลา 30 นาทีบนนั้นทานข้าวเย็นกันให้เรียบร้อย จากนั้นก็ไปต่อธันเดอร์เบิร์ดเพื่อกลับไปยังที่พักในโอซาก้า ทั้งหมดนี้ใช้ JR Pass ได้แบบสบาย ๆ และดูเหมือนรวยมาก 55555 เป็นอันจบทริปวันที่สองกับ JR Kansai-Hokuriku Area Pass ไปแบบเหนื่อย ๆ แต่คุ้มสุด ๆ

 

เรื่องและภาพ จากประสบการณ์ตัวเอง

FOLLOW US ON
FACEBOOK