HOME Search

ผลการค้นหาพบ – 392 รายการเกี่ยวกับ โตเกียว

แค่เหรียญเดียวก็อร่อยได้! ขอแนะนำร้านอาหารในโตเกียว ที่เสิร์ฟเซตอาหารกลางวันสุดคุ้มในราคาไม่เกิน 500 เยน!

วันนี้เราขอพาเพื่อนๆ มาแนะนำ 9 ร้านอาหารในกรุงโตเกียว ที่ขายเซตอาหารกลางวันสุดคุ้ม ในราคาเพียงเหรียญเดียว 500 เยน (148 บาท) ก็สามารถออกจากร้านได้อย่างอิ่มใจและอิ่มท้อง!

 

Tori Ichizu

แม้ร้านนี้จะขึ้นชื่อเรื่องบาร์บีคิว แต่เซตอาหาร 500 เยนของที่นี่ก็ดังไม่แพ้กัน เพียงเหรียญเดียวเพื่อนๆสามารถเลือกได้ระหว่าง ไก่คาราอาเกะหรือไก่ทอดซอสนันบัง เสิร์ฟมาพร้อมกับข้าวสวย ซุปมิโซะร้อนๆ ผักดอง รวมถึงผักสลัด (แอบกระซิบนิดหนึ่งสำหรับคนกินจุว่า จ่ายเพียงอีกแค่ 50 ถึง 100 เยน ก็สามารถได้ไก่ทอดเพิ่มอีกด้วยนะ!)

ที่ตั้งร้าน: West Square Bldg 2F, 7-4-5 Nishi-Shinjuku, Shinjuku-ku Tokyo

เวลาทำการ: จันทร์-ศุกร์ 11:30 น. -11:30 น. / เสาร์ – อาทิตย์ 14:00 น. – 23:30 น.

 

Gyo-Ba

เซตเมนู 500 เยนของ Gyo-Bar จะมีให้เลือกทั้งหมด 3 – 4 อย่าง และในแต่ละวันตัวเลือกจะไม่เหมือนกัน เช่น เซตข้าวหน้าแกงกะหรี่ และ เซตข้าวหน้าปลาดิบ ฯลฯ ซึ่งทุกอย่างเสิร์ฟพร้อมซุปประจำวัน ด้วยความหลากหลาย บวกกับราคาที่คุ้มค่า ทำให้ร้านนี้เป็นที่นิยมอย่างมากของเหล่ามนุษย์เงินเดือน แม้ว่าพวกเขาจะต้องยืนทานก็ตาม สำหรับเพื่อนๆที่สนใจอยากไปลองชิมละก็ แนะนำให้ไปถึงก่อนเวลาอาหารกลางวันนิดหนึ่งนะคะ เพราะว่าเซตอาหารสุดคุ้มนั้นหมดเร็วมากๆ!

ที่ตั้งร้าน: Yaesu Isaka Bldg 1F, 1-5-10 Yaesu, Chuo-ku Tokyo

เวลาทำการ: จันทร์ - ศุกร์ 11:30 น. -11:30 น. / ปิดวันเสาร์ – อาทิตย์

 

Udon Maruka

ทั้งอุด้งเส้นอวบอิ่มที่เป็นสูตรมาจากเมืองคากาวะ รสชาติอาหารที่รู้สึกได้ถึงความสดสะอาด ราคาที่คุ้มค่า และการบริการของพนักงานที่มาจดออเดอร์ให้ระหว่างรอต่อคิว ทำให้ Udon Maruka เป็นที่นิยมมาอย่างยาวนานของผู้คนทุกเพศทุกวัย โดยอุด้งไซส์ปกติราคาจะเริ่มต้นอยู่ต่ำกว่า 500 เยน เพราะฉะนั้นเพื่อนๆสามารถสั่งของทอดมาทานคู่กันได้แบบไม่เกินงบค่ะ

ที่ตั้งร้าน: 3-16-1 Kanda-Ogawamachi, Chiyoda-ku Tokyo

เวลาทำการ: จันทร์ - ศุกร์ 11:30 น. – 19:30 น. / เสาร์ 11:00 น. – 19:30 น. / ปิดวันอาทิตย์

 

Nanaban

เซตเมนูอาหาร 500 เยน ของ Nanaban จะเป็นสไตล์ “Chuka” หรืออาหารญี่ปุ่นลูกครึ่งจีน เช่น หมูผัดขิงสไตล์จีน และข้าวหน้าเต้าหู้ทรงเครื่อง ซึ่งแต่ละเมนูมีปริมาณที่จุใจมากๆ แม้การตกแต่งของร้านจะไม่ได้ดูทันสมัยและออกจะดูเก่าไปนิด แต่ก็เป็นร้านที่ถูกใจสำหรับคนที่กำลังมองหามื้ออาหารกลางวันที่แสนจะคุ้มค่าค่ะ

ที่ตั้งร้าน: 1-4-14 Nishi-Azabu, Minato-ku Tokyo

เวลาทำการ: จันทร์ - ศุกร์ 11:30 น. -15:00 น. / ปิดวันเสาร์ – อาทิตย์

 

Kabuki

สำหรับคนรักการทานเนื้อปลาต้องร้าน Kabuki เลยค่ะ เพียงแค่เพื่อนๆ เดินเข้าร้านไปที่เคาน์เตอร์ เลือกเมนูปลาที่แตกต่างกันไปในแต่ละวัน ยื่นเหรียญ 500 เยน และรับเหรียญโทเคนที่บ่งบอกถึงเมนูที่สั่งไป หลังจากที่เพื่อนๆ หาที่นั่งได้แล้ว พนักงานก็จะเดินมาเสิร์ฟเซตอาหารที่มาพร้อมกับข้าวสวย ซุปมิโซะ และผักดองให้ในทันทีค่ะ

ที่ตั้งร้าน: 1F, 3-5-5 Uchikanda, Chiyoda-ku Tokyo

เวลาทำการ: 11:00 น. – 24:00 น. / ปิดวันอาทิตย์

 

Gifuya

ตั้งแต่ 9 โมงเช้ายันตี 2 ร้าน Gifuya พร้อมเสิร์ฟราเมงชามอร่อย และอาหารสไตล์​ Chuka อีกหลายเมนูแบบรวดเร็วทันใจคนกรุงโตเกียวค่ะ โดยราเมงที่นี่ราคาเริ่มต้นเพียง 400 เยน ใครกินจุหน่อยก็สามารถอัพไซส์เป็นชามใหญ่ได้ ราคาก็จะเท่ากับหนึ่งเหรียญ 500 เยนพอดีค่ะ (ใครจะผิดกติกาสักหน่อย เสียอีกสักเหรียญเพื่อสั่งเกี๊ยวซ่ากับเบียร์เย็นๆ มาทานคู่กันก็เป็นความคิดที่ไม่เลวเลยล่ะค่ะ)

ที่ตั้งร้าน: 1-2-1 Nishi-Shinjuku, Shinjuku-ku Tokyo

เวลาทำการ: จันทร์ – พุธ และ เสาร์ – อาทิตย์ 9:00 น. – 1:00 น. / พฤหัสบดี – ศุกร์ 9:00 น. – 2:00 น.

 

Minmin Ropponggi

หากใครอดใจไม่สั่งเกี๊ยวซ่าจากร้านที่แล้วได้ งั้นมาลองทานที่ร้าน Minmin Ropponggi กัน ซึ่งเซต 500 เยนที่นี่เรียกได้ว่าคุ้มสุดๆ เพราะได้ทั้ง ข้าวสวย ซุป สลัด เกี๊ยวซ่าถึง 7 ชิ้น รวมถึงของหวานอีกด้วย! ราคาถูกจนไม่น่าเชื่อเลยล่ะค่ะว่า ร้านจะอยู่ในย่านรปปงงิที่เต็มไปด้วยร้านหรูหรา

ที่ตั้งร้าน: B1F, 3-10-9 Roppongi, Minato-ku Tokyo

เวลาทำการ: จันทร์ - ศุกร์ 11:30 น. – 23:30 น. / เสาร์ 11:30 น. – 23:00 น. / ปิดวันอาทิตย์

 

Alohiddin

ใครอยากจะลองทานอาหารสัญชาติอุซเบกิสถาน รัสเซีย หรือตุรกีในราคาเพียงเหรียญเดียว ต้องร้าน Alohidden เลยค่ะ โดยเซตอาหารกลางวัน 500 เยนที่นี่จะเป็นสตูว์มะเขือเทศต้มกับถั่วขาว เสิร์ฟพร้อมข้าวอบมันเนย สลัด และซุปประจำวัน หากอยากทานเนื้อสัตว์ ทางร้านยังมีเซตเนื้อไก่ และเนื้อปลาที่เต็มไปด้วยรสชาติ รวมถึงกลิ่นหอมของเครื่องเทศอีกด้วยค่ะ

ที่ตั้งร้าน: Morita Bldg B1F, 1-4-8 Hatchobori, Chuo-ku Tokyo

เวลาทำการ: จันทร์ - ศุกร์ 11:00 น. – 23:00 น. / เสาร์เปิดเฉพาะตอนเย็น / ปิดวันอาทิตย์

 

The 3rd Burger

เบอร์เกอร์ของ The 3rd Burger ไม่ได้มีดีแค่ราคาถูก เพราะทางร้านยังคัดสรรวัตถุดิบ ใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อให้ทุกเมนูทั้งอร่อย ทั้งยังดีต่อสุขภาพ โดยเนื้อที่เอามาทำแฮมเบอร์เกอร์ต้องห้ามเป็นเนื้อแช่แข็ง ขนมปังเป็นแบบไม่ใส่สารกันบูด และเบอร์เกอร์ทุกชิ้นต้องมีผักออร์แกนิคเป็นส่วนประกอบอีกด้วย โดยเมนูง่ายๆของที่นี่เช่น ชีสเบอร์เกอร์ ราคาเริ่มต้นจะอยู่แค่เพียง 314  - 422 เยน (93-125 บาท) ค่ะ

ที่ตั้งร้าน: 1F Sanwa Minami Aoyama Bldg, 5-11-2 Minami-Aoyama, Minato-ku Tokyo

เวลาทำการ: ทุกวัน 9:00 น. – 22:30 น.

 

แหล่งที่มาเรื่องและภาพ : timeout



โตเกียวสกายทรีเตรียมจัดงานอีเว้นท์ในธีม ‘เพลิดเพลินกับค่ำคืนอันยาวนานของฤดูใบไม้ร่วง’ ระหว่างวันที่ 3-30 กันยายน

โตเกียวสกายทรีเตรียมจัดงานอีเวนท์ในธีม 'เพลิดเพลินกับค่ำคืนอันยาวนานของฤดูใบไม้ร่วง' ซึ่งจะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 3 ถึง 30 กันยายน  2018

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2017 โตเกียวสกายทรี ซึ่งเป็นหอคอยที่สูงที่สุดในโลกได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของ 100 Moon Project ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในการชมจันทร์ในฤดูเก็บเกี่ยว โดยที่ Tokyo Skytree และ Tokyo Skytree Town จะเป็นเจ้าภาพในการจัดงานในปีนี้

การชมจันทร์ จะจัดในช่วงของฤดูการเก็บเกี่ยวและดอกไม้ไฟ โดยจะมีอีเว้นท์มากมายที่จัดใน Tokyo Skytree เพื่อให้ทุกคนสามารถเพลิดเพลินไปกับความงามยามค่ำคืนของวิวเมือง และจะมีการแสดงดนตรีแจ๊สบนดาดฟ้าชมวิวสูง 350 เมตรของ Tokyo Skytree ซึ่งหมายความว่าจะสามารถเพลิดเพลินไปกับเสียงเพลงอันไพเราะและชมจันทร์ไปได้ในคราวเดียวกัน

นอกจากนี้ยังมีอีเว้นท์ในธีม ปาฏิหาริย์จันทรา หรือ Kisetsu no Getsu ที่ SKYTREE ROUND THEATER® มีการฉายภาพดวงจันทร์เต็มดวงบนหน้าต่างและแสดงดนตรีโดยมีกรุงโตเกียวเป็นฉากหลัง นอกจากนี้โตเกียวโซลามาจิ (TOKYO Solamachi) จะจัดอีเว้นท์โยคะ และยังมีของว่างและไวน์ที่งาน 'Moonlight Wine Bar ที่ผลิตโดย Rigoletto' พร้อมเมนูขนมหวานจำนวนมากมายที่คาเฟ่ Tokyo Skytree Observation Deck กับร้านอาหารใน Tokyo Solomachi

Ogura Milk & Matcha Mousse – 540 เยน

Bunny Manjū – 160 เยน

 

แหล่งที่มาเรื่องและภาพ : moshimoshi-nippon



คาเฟ่แบบใหม่เอาใจสาวกแมวเหมียว! กับคาเฟ่แมวหัวคิดสร้างสรรค์ในโตเกียวที่แต่งร้านในธีมเจ้าแมวน้อยในสมัยเอโดะ!!

หลายๆคนอาจเคยได้ยินคำว่า "เอโดะ" มาบ้าง เพราะ "เอโดะ" คือยุคสมัยของญี่ปุ่นที่มีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมากและยังเป็นยุคนั้นจึงเกิดรูปแบบศิลปะใหม่ๆ และน่าตื่นตาตื่นใจมากมาย หนึ่งในศิลปะดังกล่าวคือ "อุคิโยเอะ" ภาพพิมพ์ไม้ที่สื่อถึงย่านความบันเทิงและแหล่งรื่นรมย์ในสมัยเอโดะ (เอโดะคือชื่อเดิมของโตเกียว) แต่คาเฟ่แมวแห่งนี้ไม่ได้มีแค่เกอิชากับซามูไรในภาพพิมพ์ไม้เท่านั้น แต่ยังเพิ่มภาพของเจ้าเหมียวน้อยที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านลงไปด้วย

หากคุณชอบประวัติศาสตร์เช่นเดียวกับชื่นชอบเจ้าแมวแสนน่ารักไปด้วย ภาพพิมพ์รูปแมวเหล่านี้จะนำพาคุณย้อนอดีตไปดูพวกเขาใช้ชีวิตในเอโดะที่คาเฟ่แห่งนี้ "เอโดะแคทคาเฟ่" (Edo Nekochaya)

ที่นี่ตกแต่งสถานที่ด้วยอุคิโยเอะที่ปรับเปลี่ยนจากโลกมนุษย์ให้กลายเป็นโลกของแมว ผสมผสานกับรูปแบบประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น มีการแบ่งพื้นที่ให้มีโซนที่เล่นกับแมวได้ และโซนสำหรับแมวขนยาว

โครงสร้างทั้งหมดถูกสร้างเพื่อให้แมวสามารถกระโดด, นอน, เล่นได้อย่างชิวๆ ผ่านภาพประวัติศาสตร์เมืองหลวงยุคเก่าของญี่ปุ่น

คาเฟ่แต่ละโซนจะถูกตกแต่งต่างกันตามสถานที่ยอดฮิตของแต่ละช่วงเวลา ดังเช่นในรูปนี้แสดงให้เห็นถึงห้องอาบน้ำสาธารณะในสมัยเอโดะ (ในรูปจะเห็นแมวอีกตัวอาสาสมัครช่วยราดน้ำให้ แสดงวิถิชีวิตของผู้คนสมัยเอโดะ)

นอกจากนี้ยังมีอีกโซนหนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรื่นรมย์ในสมัยเอโดะ แม้ว่าคุณจะไม่ได้สัมผัสบรรยากาศท่องเที่ยวสตรียามค่ำคืน แต่คุณก็จะได้เพลิดเพลินและผ่อนคลายไปกับเพื่อนน่ารักๆ ตัวน้อยๆ เหล่านี้แทนที่

สำหรับราคา 1500 เยน (450บาท) ต่อเวลา 1 ชั่วโมงอาจไม่ใช่คาเฟ่ที่มีราคาถูกสักเท่าไหร่ แต่ส่วนหนึ่งของรายได้ทางร้านจะบริจาคให้กับมูลนิธิเพื่อแมวจรจัดด้วย เมื่อคุณเลือกมา Edo Cat Café ก็เหมือนคุณได้มีส่วนร่วมในการทำให้ชีวิตแมวดีขึ้นและยังได้ประโยชน์จากความน่ารักของพวกมันเยียวยาหัวใจคุณอีกด้วยค่ะ

รายละเอียดเพิ่มเติม

ชื่อร้าน  : Edo Neko Chaya (Edo Cat Cafe)

ที่อยู่: สถานี JR Ryogoku Event Space (ทางออกทิศตะวันตก)

การเดินทาง: ขึ้นรถไฟสาย JR Sobu  มาลงที่ สถานี Ryogoku เดินมาทางออกทิศตะวันตกเพียงแค่ 1 นาที

วันที่จัดงาน: 15 มิถุนายน  ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2018

เวลาทำการ: 11:00 - 20:00

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ :   https://edonekochaya.com/

 

แหล่งที่มาเรื่องและภาพ : grapee, edonekochaya



อยากออกไปแตะขอบฟ้า มาทางนี้!! แนะนำจุดชมวิวในโตเกียวที่อยู่ ใกล้เส้นขอบฟ้าเพียงแค่เอื้อม

อยากออกไปแตะขอบฟ้า~ งั้นมาทางนี้เลยค่ะ เราขอแนะนำจุดชมวิวในโตเกียวที่ทำให้ได้อยู่ใกล้เส้นขอบฟ้าเพียงแค่เอื้อม ซึ่งสถานที่ที่เราจะแนะนำในครั้งนี้เป็นระดับสุดยอดในการชมวิวขอบฟ้าของมหานครโตเกียว เป็นเส้นทางที่ทำให้เพื่อนๆ ได้เห็นโตเกียวในหลายมุมมอง ได้เก็บภาพแสนสวยของเส้นขอบฟ้าในหลายช่วงเวลา ตั้งแต่เช้าจรดเย็น แค่ตามเราไปเท่านั้นเองค่ะ ไปกันเลยเนอะ!

1. Tokyo Skytree

โตเกียวสกายทรีเป็นจุดที่มีชื่อเสียงที่สุดและสามารถเห็นขอบฟ้าโตเกียวได้ในระดับความสูงที่สุด ให้ไปที่นี่ก่อนเลยเป็นที่แรกนะคะ เพราะจะมีคนมารอต่อคิวขึ้นชมเยอะมาก ถ้าไม่อยากรอนานก็ต้องมาให้เร็วหน่อย ชั้นชมวิวเปิดเวลา 8 โมง อยู่ที่ชั้น 350 เป็นจุดชมวิวหลักที่ระดับความสูง 350 เมตร แต่ที่นี่ก็ยังมีไฮไลท์อีก คือ Sorakara Point ที่ชั้น 450 ระดับความสูง 450 เมตร เป็นชั้นที่กรุกระจกไว้รอบทิศ สามารถเห็นวิวได้แบบ 3D พร้อมทั้งสัมผัสความรู้สึกสุดประทับใจเหมือนได้ลอยอยู่บนอากาศเลยค่ะ หรือจะซื้อตั๋วขึ้นไปที่ชั้น 445 (Tembo Galleria) ก่อนก็ได้ แล้วค่อยเดินขึ้นไปตามทางแบบ slope ไปสู่จุดสุดยอดที่ชั้น 450 ก็จะได้เห็นวิวสวยๆ ไปพร้อมๆ กับก้าวเดินของเราเลยค่ะ พิเศษไปอีกแบบจริงๆ

แนะนำการเดินทาง : นั่งรถไฟสาย Tobu Skytree Line ลงสถานี Tokyo Skytree หรือ นั่งรถไฟสาย Hanzomon Line ลงสถานี Oshiage
แผนที่ : https://goo.gl/maps/VuS95fXL39Q2
เว็บไซต์ : http://www.tokyo-skytree.jp/th/

2. Tokyo Metropolitan Government Building Observatory

ชมวิวจากโตเกียวสกายทรีแล้วก็ให้มาที่นี่เป็นลำดับที่สองนะคะ อาคารศาลาว่าการกรุงโตเกียว เขาเปิดให้ขึ้นไปชมวิวโตเกียวมุมสูงได้ฟรีเลยค่ะ จุดชมวิวอยู่ที่ชั้น 45 ที่ระดับความสูง 202 เมตร มีทางขึ้นฝั่งเหนือและทางขึ้นฝั่งใต้ วันที่อากาศดีๆ เราจะสามารถเห็นวิวภูเขาไฟฟูจิทาบทับเส้นขอบฟ้าทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ได้ด้วยนะคะ

แนะนำการเดินทาง : จากสถานี Oshiage นั่งรถไฟสาย Toei Asakusa Line ลงที่สถานี Daimon แล้วเปลี่ยนไปนั่งสาย Toei Oedo Line ลงที่สถานี Tochomae แล้วเดินเท้าต่ออีก 3 นาที
แผนที่ : https://goo.gl/maps/JsMx2S1hkTr
เว็บไซต์: http://www.metro.tokyo.jp/english/offices/observat.html

3. Tokyo City View and Sky Deck at Mori Tower (Roppongi Hills)

จุดหมายปลายทางลำดับที่สามของเราคือ Roppongi Hills ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ใจกลางย่าน Roppongi ที่นี่มีจุดชมวิวคือ Tokyo City View เป็นจุดชมวิวในอาคาร อยู่ที่ชั้นบนสุดของ Mori Tower มีหลังคาสูง กรุกระจกใสรอบด้าน สามารถชมวิวที่ระดับความสูง 250 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และ Sky Deck ซึ่งเป็นจุดชมวิวกลางแจ้งที่ระดับความสูง 270 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ในวันที่อากาศดี ๆ แหงนหน้าขึ้นมองจะเห็นท้องฟ้ากว้างใหญ่อยู่เหนือหัวและเห็นขอบฟ้าเป็นเส้นตรงอยู่ลิบๆ เบื้องหลังทะเลอาคารระฟ้าแห่งมหานครโตเกียว

แนะนำการเดินทาง : นั่งรถไฟสาย Toei Oedo Line ลงสถานี Roppongi ใช้ทางออกที่ 3 แล้วเดินต่ออีก 4 นาที
ค่าเข้าชม :  Tokyo City View ผู้ใหญ่ 1,800 เยน (539 บาท) // Sky Deck ผู้ใหญ่ 500 เยน (150 บาท)
แผนที่ : https://goo.gl/maps/Dd9oNp11Cep
เว็บไซต์ : https://art-view.roppongihills.com/en/info/

4. Tokyo Tower

หอคอยโตเกียวสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1957 เป็นหอคอยสำหรับกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ เปิดดำเนินการในปี ค.ศ. 1958 ถือเป็นสัญลักษณ์คู่เมืองโตเกียวก็ว่าได้ ที่นี่มีจุดชมวิวสองจุด คือ Main Deck (150 เมตร) และ Top Deck (250 เมตร) ซึ่งเพิ่งเปลี่ยนชื่อมาใช้ชื่อนี้เมื่อต้นปีนี้เองค่ะ และได้เปิดบริการใหม่เอี่ยมด้วย นั่นคือ Top Deck Tour ซึ่งต้องจองล่วงหน้าก่อน ถึงตอนนี้หอคอยโตเกียวจะไม่ใช่หอคอยที่สูงที่สุดอีกต่อไป แต่วิวมุมสูงของโตเกียวทั้งสี่ทิศจากสถานที่แห่งนี้ก็ยังเป็นสิ่งที่พลาดไม่ได้เมื่อเพื่อนๆ มาโตเกียวค่ะ

แนะนำการเดินทาง : จากสถานี Roppongi นั่งรถไฟสาย Toei Oedo Line ลงที่สถานี Akabanebashi แล้วเดินต่ออีก 5 นาที
ค่าเข้าชม :    Main Deck ผู้ใหญ่ 900 เยน (269 บาท) // Top Deck ผู้ใหญ่ 2,800 เยน (836 บาท)
แผนที่https://goo.gl/maps/4iYzmSTQ1AB2
รายละเอียด Top Deck Tour : https://tdt.tokyotower.co.jp/en/index.html
เว็บไซต์ : https://www.tokyotower.co.jp/en.html

5. Odaiba Seaside Park

สถานที่ถัดไปของเรานะคะ คือ Odaiba Seaside Park ที่นี่ไม่ใช่จุดชมวิวที่เป็นหอสูงหรือยอดตึก แต่เป็นสวนสาธารณะที่มองเห็นวิวสวยงามของ Rainbow Bridge และเทพีเสรีภาพจำลอง เพื่อนๆ สามารถเดินเลียบหาด ชมเส้นขอบฟ้าตัดกับผืนน้ำทะเลของกรุงโตเกียวได้อย่างเพลิดเพลินใจ สวนสาธารณะที่โอไดบะแห่งนี้เปิดให้เข้าชมฟรีและเปิดตลอด 24 ชั่วโมงเลยค่ะ

แนะนำการเดินทาง : นั่งรถไฟสาย Toei Oedo Line ลงสถานี Shiodome แล้วเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟสาย Yurikamome ลงสถานี Odaiba-kaihinkoen แล้วเดินอีก 3 นาที
แผนที่ : https://goo.gl/maps/BdG9g6PqJvM2

6. World Trade Center

สถานที่สุดท้ายที่เราให้เป็นฟินนาเล่ของการชมวิวขอบฟ้าโตเกียวก็คือที่ตึกแห่งนี้ค่ะ World Trade Center เพราะสามารถมองเห็นวิวของอ่าวโตเกียวและหอคอยโตเกียวได้พร้อมกัน เวลาที่เหมาะสมในการชมวิวคือหลังพระอาทิตย์ตกดิน เมื่อโตเกียวเปิดไฟสว่างไสวไปทั้งเมือง ในเวลานั้นจะมีคนมามากเป็นพิเศษ เพื่อนๆ ต้องกะเวลากันดีๆ นะคะ จะได้มาทันได้จุดที่ชมวิวที่ดีที่สุดค่ะ ชั้นชมวิวอยู่ที่ชั้น 40 ที่ระดับความสูง 152 เมตร เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10:00-20:30 น. ที่ตึกนี้มีร้านค้าและร้านอาหารมากมาย เป็นที่พักที่ดีที่สุดหลังจบทัวร์ตามหาวิวเส้นขอบฟ้ามาแล้วทั้งวันเลยค่ะ

แนะนำการเดินทาง : จาก Odaiba นั่งรถไฟสาย Yurikamome ลงที่สถานี Shimbashi แล้วเปลี่ยนไปนั่งสาย JR Yamanote Line ลงสถานี Hamamatsucho
ค่าเข้าชม : 620 เยน (185 บาท)
แผนที่ : https://goo.gl/maps/2FFijxJ4aGU2

แหล่งที่มาของภาพและข้อมูล: livejapan



5 Beer Garden บรรยากาศโรแมนติกที่ควรพาแฟนไปเดทในโตเกียว

มีโอกาสได้ใช้เวลาอยู่กับแฟนสักทีก็อยากหาที่ที่โรแมนติก บรรยากาศดีๆ นั่งจิบเบียร์ด้วยกันแบบชิลๆ ใช่ไหมล่ะ หากใครกำลังหาที่แบบนั้นอยู่ ทางเราก็ขอแนะนำให้จูงมือกันมาที่เบียร์การ์เด้นเลยค่ะ ที่ญี่ปุ่นหน้าร้อน มีเบียร์การ์เด้นดีๆ หลายที่เปิดให้บริการ ตั้งแต่บรรยากาศแบบดาดฟ้าชมวิวยามค่ำคืน ไปจนถึงแบบที่เราสามารถปิ้งบาร์บีคิวไปด้วยได้ แถมยังเป็นสถานที่เดทยอดฮิตของหนุ่มสาวญี่ปุ่นด้วยนะ

 

LAND MEAT CENTER / SHINJUKU

หากใครกำลังหาร้านเบียร์การ์เด้นในบรรยากาศแคมปิ้งสุดหรูใจกลางเมืองต้องมาที่ตึก Shinjuku Lumine1 บนชั้นดาดฟ้าเลยค่ะ เพราะตั้งแต่ตอนนี้ไปจนถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2018 เราสามารถขึ้นมาจิบเบียร์ ทานปิ้งย่าง พร้อมกับชมวิวสวยๆ ยามค่ำคืนของชินจูกุได้

พื้นที่ของที่นี่แบ่งออกเป็นสองโซน คือโซนเคาน์เตอร์บาร์ สำหรับจิบเบียร์ชิลๆ หรือจะเลือกคอร์สดื่มไม่อั้น 2 ชั่วโมงพร้อมอาหาร 3 อย่างในราคา 2,500 เยน (750 บาท) ก็ได้ อีกโซนคือโซนบาร์บีคิวสำหรับปิ้งย่างที่มี “Yakiniku Course” เซ็ตเนื้อ 3 ชนิด พร้อมเครื่องดื่ม มีให้เลือกแบบ 90 นาที หรือ 120 นาที ในราคาเริ่มต้น 4,800 เยน (1,440 บาท)

นอกจากนี้หากใครอยากให้การเดทในครั้งนี้คอมพลีตแบบสุดๆ ที่นี่เขาก็มี “Food Camp Course” ราคา 10,000 เยน (3,000 บาท) จัดเต็มด้วยอาหาร 8 อย่างที่รวบรวมวัตถุดิบจากทั่วญี่ปุ่นมาเนรมิตเป็นอาหารมื้อพิเศษสำหรับคุณลูกค้า แต่กระซิบนิดนึงว่าคอร์สนี้จำเป็นต้องจองล่วงหน้าก่อน 5 วันนะจ๊ะ

พิกัด : 1-1-5, Nishishinjuku, Shinjuku-ku, Tokyo, 160-0023 LUMINE 1 Rooftop Fl.
เวลา : จันทร์ – ศุกร์ 16:00-23.00 น. เสาร์-อาทิตย์และวันหยุดอื่นๆ 15:00-23:00 น.
การเดินทาง : จากสถานี JR Shinjuku ทางออก South เดินต่ออีก 1 นาที
แผนที่ : https://goo.gl/maps/xBCWmfMRzSx

IKEBUKURO PARCO ALOHA BBQ BEER GARDEN

ใครอยากเปลี่ยนมานั่งในบรรยากาศเสมือนอยู่ชายทะเลฮาวายต้องเบียร์การ์เด้นที่ห้าง Parco Ikebukuro เลย นอกจากอาหารและเบียร์ยังมีฟลอแดนซ์ พร้อมการแสดงสุดพิเศษด้วย ทั้งหมดนี้สามารถจูงแฟนไปเดทได้ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2018 เลยนะ

ที่นี่จะมีคอร์สบุฟเฟต์ BBQ4 ชนิดทั้งเนื้อวัว หมู ไก่ และเนื้อแกะ พ่วงมาด้วยบุฟเฟต์เครื่องดื่ม หนึ่งในเมนูเครื่องดื่มที่ห้ามพลาดเลยคือ Kona Beer เบียร์แบรนด์อันดับหนึ่งของฮาวายที่มีให้เลือกหลายรสชาติมากๆ นี่ยังไม่นับรวมถึงเมนูผักอื่นๆ มันฝรั่งทอด และน้ำแข็งใสสไตล์ฮาวาย ฯลฯ ให้เราได้อิ่มแบบไม่อั้นตลอด 2 ชั่วโมงเต็มๆ ในราคา 3,980 เยน (1,190 บาท)

พิกัด : 1-28-2 Minamiikebukuro Toshima Tokyo Ikebukuro PARCO Rooftop Fl.
เวลา : จันทร์ – ศุกร์ 16:00-23:00 น. เสาร์-อาทิตย์และวันหยุดอื่นๆ 15:00-23:00 น.
การเดินทาง : จากสถานี JR Ikebukuro ทางออก East เดินต่ออีก 1 นาที
เว็บไซต์http://aloha-ikebukuro-parco.beergardens.jp/
แผนที่ : https://goo.gl/maps/YJNTyF5VrTy

KIHACHI / AOYAMA

บริเวณถนนสายแปะก๊วยที่สถานี Aoyama ก็มีเบียร์การ์เด้นดีๆ เหมาะสำหรับพาแฟนไปเดทเช่นกัน คือร้านคิฮาจิ (Kihachi /キハチ 青山本店) ที่มักจะจัดเบียร์การ์เด้นในชื่อ Chef's Beer Terrace ที่ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีในทุกๆ ปี

คอร์สของที่นี่มีให้เลือกทั้งหมด 3 คอร์สด้วยกัน เริ่มที่ “Chef's Beer Terrace A” เมนูผัก 3 ชนิด พายอบ และอาหารประเภทเนื้อ เครื่องดื่มแบบไม่อั้นในเวลา 90 นาที ราคา 5,500 เยน (1,650 บาท) สามารถสั่งได้ทั้งช่วงมื้อกลางวันและดินเนอร์ คอร์ส “Chef's Beer Terrace B” เพิ่มอาหารประเภทปลาและพาสต้า เครื่องดื่มไม่อั้น ในเวลา 90 นาที ราคา 6,500 เยน (1,950 บาท) และคอร์ส “Chef's Beer Terrace C” คอร์สนี้นอกจากอาหารข้างต้น เรายังจะได้ลิ้มรสคราฟเบียร์แสนอร่อย จัดเต็มในเวลา 120 นาที ราคา 7,500 เยน (2,250 บาท)

อาหารของที่นี่ทางเชฟได้คัดสรรค์มาแล้วว่าแต่ละอย่างทานคู่กับเบียร์แล้วอร่อยชัวร์! แต่ไม่ว่าจะสั่งคอร์สไหนทางร้านก็จะเสิร์ฟไส้กรอกรมควันและเนื้ออบหมักด้วยซอสสูตรเฉพาะของทางร้าน KIHACHI ให้ได้อร่อยคู่กับเบียร์กันทุกโต๊ะ บรรยากาศของร้านก็ดี ห้อมล้อมด้วยต้นแปะก๊วย เจอแบบนี้แฟนต้องชอบแน่นอน

พิกัด : 2-1-19 Kitaaoyama Minato Tokyo
เวลา : ช่วงอาหารกลางวัน 11:30-14:30 น. ช่วง Tea Time 14:30-17:00 น. ช่วงดินเนอร์ 18:00-23:00
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ Tokyo Metro สาย Toei Oedo สถานี Aoyama Itchome ทางออกหมายเลข 1 เดินต่ออีก  5 นาที
เว็บไซต์http://www.kihachi.jp/restaurant-cafe/shoplist/aoyama/
แผนที่ : https://goo.gl/maps/uiDDVsduppB2

VENIREGARDEN / OMOTESANDO HARAJUKU

ร้านต่อมาเป็นเบียร์การ์เด้นบรรยากาศโรแมนติก ตั้งอยู่บนชั้นดาดฟ้าในย่านโอโมเตะซันโด (Omotesando / 表参道) ที่สามารถมองเห็นวิวยามค่ำคืนของโตเกียวทาวเวอร์รวมไปถึงบริเวณย่านรปปงหงิ ฮิลส์ได้อย่างชัดแจ๋ว ร้านนี้เป็นร้านอาหารสไตล์อิตาเลี่ยนแท้ๆ ที่จะเปิดให้ได้ลิ้มชิมรสกันได้จนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2018 นี้

คอร์สอาหารที่แนะนำเลยคือ “Italia Course” ที่มีจานหลักเป็นเนื้อรมควันชั้นดี พร้อมกับบุฟเฟ่ต์เครื่องดื่มไม่อั้นในเวลา 2 ชั่วโมง ราคา 5,000 เยน (1,500 บาท) เมนูเครื่องดื่มก็มีหลากหลาย ทั้งเบียร์ สปาร์คกลิ้งไวน์ ไฮบอลสูตรพิเศษ ฯลฯ ให้คู่รักได้ลิ้มรสความสุขท่ามกลางบรรยากาศสุดพิเศษกันแบบฟินๆ

พิกัด : 4-31-10, Jinguumae, Shibuya-ku, Tokyo, 150-0001
เวลา : จันทร์-เสาร์ และวันก่อนวันหยุด 16:00-23:00 น. วันอาทิตย์และวันหยุดอื่นๆ 16:00-23:00 น.
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ Tokyo Metro สถานี Meiji Jingumae เดินต่ออีก 1 นาที
เว็บไซต์http://www.ginza-cruise.co.jp/veniregarden/
แผนที่ : https://goo.gl/maps/b4X8bbrLbLp

SOUNDS TERRACE BEER GARDEN / TAKADANOBABA

กลับมาที่เบียร์การ์เด้นที่เสิร์ฟพร้อมกับชุดบาร์บีคิวในบรรยากาสแสนโรแมนติกในย่านทาคาดะโนะบาบะ (Takadanobaba / 高田馬場) แต่ต้องรีบมากันหน่อยนะเพราะเขาจะเปิดถึงวันที่ 30 กันยายน 2018 เท่านั้น

บรรยากาศของร้านมีทั้งแบบ Rooftop Bar และแบบโต๊ะอาหาร บนนี้สามารถมองเห็นย่านชินจูกุ และถนนสายวาเซดะได้แบบ 360 องศา เซ็ตอาหารที่อยากแนะนำเลยคือ “SOUNDS terrace Set” ราคา 4,500 เยน (1,350 บาท) ที่จะได้ทานเซ็ตบาร์บีคิว มาพร้อมกับบุฟเฟ่ต์เครื่องดื่มไม่อั้น ทั้งเบียร์ ไวน์ คอกเทล ตลอด 90 นาที หรือถ้าอยากลิ้มรสคราฟต์เบียร์ก็จ่ายเพิ่มเพียงแค่ 500 เยน (150 บาท) เท่านั้น

ขอบอกนิดนึงว่าถ้าอยากมาทานเซ็ตบาร์บีคิวจะต้องใช้ระยะเวลาจองถึง 1 เดือน สามารถจองทางโทรศัพท์หรือในเว็ปไซต์ก็ได้ ส่วนในโซน Rooftop Bar ไม่จำเป็นต้องจอง ถ้าอยากจะจูงมือแฟนไปชิวก็สามารถทำได้เลย

เป็นยังไงกันบ้างคะร้านเบียร์การ์เด้นที่เรานำมานำเสนอ โรแมนติกสุดๆ ไปเลยใช่ไหมละ ใครมีแฟนบอกแฟนเลยนะ หรือไม่ก็แอบจองเอาไว้เซอร์ไพรส์กันก็ได้ เพราะบรรยากาศดีๆ แบบนี้รับรองแฮปปี้กันไปอีกนานเลย

พิกัด : 1-17-14 Takadanobaba Shinjuku Tokyo SOUNDS Building Rooftop Fl.
เวลา : 18:00-23:00 น.
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟสถานี Takadanobaba เดินต่ออีก 4 นาที
เว็บไซต์ : http://sounds11.com/
แผนที่ : https://goo.gl/maps/545g1JBZHPH2

 

แหล่งที่มาของเรื่อง : enjoytokyo
แหล่งที่มารูปภาพ : kihachi facebook,sounds11,landmeatcenter facebook,aloha.bg.ikebukuro facebook



ทริปสบาย ใกล้โตเกียว พาแม่เที่ยว EnoKama!!

EnoKama!

Enoshima || Kamakura

ตั้งแต่เราโตขึ้น จะมีสักกี่ครั้งที่เราได้เที่ยวกับแม่...
หยุดวันแม่ปีนี้ เลยตั้งใจจะเซอไพร์สพาคุณแม่สุดที่รักไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจที่ จ.คานากาวะ ใกล้โตเกียว เดินทางสะดวก ไปเช้า-เย็นกลับได้สบายๆ รับรองคุณแม่ไม่เหนื่อย และต้องถูกใจแน่ๆ บรรยากาศเมืองเก่า และโอเชียนวิว อย่างเมืองคามาคุระ และเอโนชิมะ ที่สามารถเที่ยวได้รวบรัดแบบ 1วันจะเป็นอย่างไร ต้องตามไปดู!!

SPOT 0

KITA KAMAKURA STATION

เริ่มต้นทริปของวันนี้ด้วยการนั่งรถไฟยิงยาวจากสถานีโตเกียว มาลงสถานี คิตะคามาคุระ ใช้เวลาประมาณ 50 นาที เมืองคามาคุระ เป็นเมืองเล็กๆ ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็เชื่อมถึงกันหมด หากตั้งต้นจากสถานีคิตะคามาคุระ ก็จะได้เดินเล่นชมวิวสองข้างทางไปในตัว

SPOT 1

ENGAKUJI

วัดเอนกาคุจิตั้งอยู่บนบริเวณเชิงเขาในเมืองคามาคุระตอนเหนือ ถูกสร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1282 ตัววัดถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ คือ ประตูซันมอน (Sanmon Main Gate ) ที่เป็นทางเข้าวัดอยู่ด้านล่างเขา และส่วนที่อยู่บนเขาเป็นประดิษฐาน Butsuden พระพุทธรูปที่แกะสลักจากไม้ เห็นถึงรายละเอียดปราณีต งดงาม ด้านหลังมีสระน้ำในวิหารที่เชื่อมกับสวนสมัยเอโดะซึ่งได้รับการบูรณะเมื่อปีค.ศ. 2000

ก่อนกลับขอแวะซื้อเครื่องรางสักนิด สายมูเตลูไม่ควรพลาด

เวลาเปิด-ปิด : 08:00-16:30 น.
เดินเท้า 5 นาที จากสถานี JR Kita-Kamakura

SPOT 2

TRUSRGAOKA HACHIMANGU

ศาลเจ้าชินโตที่สำคัญของเมืองคามาคุระ มีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนานมากว่า 800 ปี โดยเมื่อก่อนศาลเจ้าซึรุกะโอคะ ฮาจิมันกูตั้งอยู่ริมชายหาด จนกระทั่งโยริโมโตะ มินาโมโตะโชกุนคนแรกของเมืองคามาคุระได้ย้ายมาตั้งในตำแหน่งปัจจุบัน และสร้างศาลเจ้าขึ้นเพื่ออุทิศให้กับเทพเจ้านักรบ และเหล่าซามูไรตระกูลมินาโมโตะ

บริเวณทางเข้าโดดเด่นด้วยเสาโทริอิสีแดงขนาดใหญ่ ถือเป็นแลนด์มาร์คที่ต้องแวะมาถ่ายรูป ตัวอาคารหลักของศาลเจ้าตั้งอยู่บนเนิน ต้องขึ้นบันไดหินไปด้านบน และข้างบันไดหินนี้ เคยมีต้นแปะก๊วยต้นอายุพันปี ที่อยู่มาก่อนศาลเจ้าจะถูกสร้าง เมื่อเข้าฤดูใบไม้ผลิ ใบแปะก๊วยก็จะเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองทองสวยงาม แต่ด้วยความที่มีอายุมากทำให้ต้นแปะก๊วยหักโค่นลงด้วยลมพายุเมื่อปีค.ศ. 2010 ปัจจุบันได้มีการปลูกต้นแปะก๊วยขึ้นมาทดแทน และทำรั้วกั้นไว้เป็นอนุสรณ์

ต้นแปะก๊วยต้นอายุพันปี

ด้านล่างของศาลเจ้าเป็นศาลาสีแดง (Maiden) เป็นที่สำหรับประกอบกิจกรรม หรือพิธีแต่งงาน

ก่อนเข้าศาลเจ้าอย่าลืมล้างมือ บ้วนปาก ชำระล้างจิตใจให้สะอาด บริสุทธิ์

เวลาเปิด-ปิด : 5:00 - 21:00 น. (ตุลาคม - มีนาคม: 6:00 - 21:00 น.)
เดินเท้า 10 นาที จากสถานี JR Kamakura

SPOT 3

KOMACHI DORI

ถนนโคมะจิโดริ เป็นถนนช้อปปิ้งยอดนิยม ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีคามาคุระ แค่ออกมาก็จะเจอกับทางเข้าที่เป็นซุ้มประตูสีแดง โดดเด่นอยู่ตรงหน้า บนถนนช้อปปิ้งแห่งนี้มีความยาวถึง 360 เมตร เรียงรายไปด้วยสินค้ากุ๊กกิ๊กที่มีสไตล์เฉพาะตัว ทั้งข้าวของ เครื่องใช้จามชาม เสื้อผ้าแบบญี่ปุ่นๆ  รวมไปถึงอาหารท้องถิ่น และคาเฟ่ ขนมหวานที่หาทานได้เฉพาะคามาคุระเท่านั้น

ความหลากหลายของร้านค้า และกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นโบราณที่ผสมผสานกับตึกสไตล์ตะวันตก ทำให้ถนนแห่งนี้มีสเน่ห์ จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาด หากใครอยากสัมผัสความเป็นญี่ปุ่นแบบย้อนยุค ก็สามารถเช่ากิโมโน เดินเล่นถ่ายรูป หรือนั่งรถลาก (Jinrikisha) ชมบรรยากาศเมืองโบราณรอบๆ

เดินเท้า  3 นาที จากสถานี JR Kamakura

-5 ร้านที่ต้องมากิน เมื่อมาเยือน KOMACHI DORI-

1.ไข่ม้วนไส้ปลาข้าวสาร / ข้าวหน้าปลาดิบแบบถ้วย
ร้าน Hannari Inari

2.ซอฟต์ครีมทองคำเปลว
ร้าน Yukinoshita Kajitsu

3.โคร็อกเกะไส้ช็อคโกแลต
ร้าน Torigoya

4.ข้าวปันไส้เท็มปุระ(เท็นมุสุ)
ร้าน Tenmusuya

5.เอแคลร์ช็อคโกแลต
ร้าน ca ca o

รถไฟสายเอโนะชิมะ (Enoshima Dentetsu Line) หรืออีกชื่อที่คุ้นหูกันว่า เอโนะเด็น เป็นสายรถไฟโลคอลสไตล์เรโทรที่คนท้องถิ่น และนักท่องเที่ยวต่างนิยมใช้บริการ เพราะเชื่อมต่อตั้งแต่คามาคุระไปจนถึงเอโนะชิม่า ทำให้การเดินทางง่าย และสะดวกสบาย

เสน่ห์ของเอโนะเด็นอีกอย่างคือ เป็นรถไฟที่วิ่งทั้งในถนน ผ่านอาคารบ้านเรือน!

Kamakurakokomae เป็นสถานีเล็กๆ ที่ได้รับเลือกว่าสวยติดอันดับ เพราะมีทิวทัศน์ของทะเล และเกาะเอโนะชิมะอยู่ตรงหน้า
หากเดินออกมาจากสถานี ก็จะพบกับสามแยกที่เป็นเนินเขา มีเส้นรถไฟเอโนเด็นตัดผ่าน และมุมนี้เองที่เป็นฉากในอนิเมเรื่อง SLAM DUNK

สามารถขึ้นรถไฟ Enoshima Dentetsu ได้ที่สถานี JR Kamakura

SPOT 4

HASEDERA

หลังจากนั่งรถไฟเอโนะเด็นมาคามาคุระตอนใต้ ก็จะเริ่มเดินเที่ยวที่วัดฮาเสะเดระก่อน เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยยุคนารา โดยไฮไลท์ของที่นี่คือรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม 11 เศียรที่แกะสลักด้วยไม้ทั้งหมด มีขนาด 9.18 เมตรใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น

ภายในวัดฮาเสะเดระ ยังมีดอกไม้นานาพันธุ์ไม่ว่าจะเป็น ดอกไฮเดรนเยีย ดอกลิลลี่ ต้นพลัม และอื่นๆ ออกดอกสลับกันให้ชมตลอดทั้งปีจนได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

เดินเท้า 5 นาที จากสถานี Hase รถไฟสายเอโนชิมะ

SPOT 5

KAMAKURA DAIBUTSU

เดินมาเรื่อยๆ จากวัดฮาเสะเดะระ ก็จะเจอกับพระใหญ่ (Daibutsu) หรือที่ได้รับการขนานนามว่า “Great Buddha of Kamakura”  สัญลักษณ์สำคัญของเมืองคามาคุระที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดโคโตคุอิน

เดิมทีพระใหญ่ไดบุสึได้ประดิษฐานอยู่ในวิหารของวัด แต่เมื่อปี ค.ศ.1369 และ ค.ศ.1498 ตัวอาคารได้เกิดความเสียหาย พังทลายจากพายุไต้ฝุ่น และสึนามิ เหลือแต่องค์พระท่ามกลางซากปรักหักพัง จึงทำให้เป็นที่เลื่อมใส และศรัทธาของชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก

พระใหญ่ไดบุสึ เป็นรูปปั้นที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากองค์โตที่วัดโทไดจิ เมืองนาระ มีความสูง 11.3 เมตร หนักถึง 121 ตัน ทำจากทองสัมฤทธิ์ ด้านในองค์พระสามารถเข้าไปชมได้โดยเสียค่าเข้า 20 เยน
บริเวณด้านในของวัดร่มรื่นด้วยสวนแบบญี่ปุ่นตลอดสองข้างทาง แนะนำให้มาช่วงฤดูใบไม้ผลิ เพราะจะได้เห็นความงามที่ตัดกันของดอกซากุระสีชมพู กับองค์พระไดบุสึ

เวลาเปิด-ปิด: เมษายน - กันยายน 8:00 - 17. 30 น
ตุลาคม-มีนาคม 8:00 - 17.00 น

เดินเท้า 5 นาที จากวัดฮาเสะเดระ / 10 นาที จากสถานี Hase รถไฟสายเอโนชิมะ

SPOT 6

SHICHIRIGAHAMA BEACH

แวะหาอะไรรองท้องที่ร้าน Pacific Drive In ตั้งอยู่ริมชายหาดชิจิริคุฮาม่า ระหว่างทางไปเกาะเอโนะชิมะ ที่นี่เป็นร้านอาหารสไตล์ Drive in Café เสิร์ฟอาหารพื้นเมืองของฮาวาย อย่าง Poke Bowl, Kalua Pork ,LocoMo,Acai Bowl เป็นต้น

ภายในร้านตกแต่งด้วยไม้เป็นหลัก บรรยกาศโปร่งสบาย มีโซนเทอเรสให้นั่งชมวิวพระอาทิตย์ รับลมทะเลแบบชิลๆ

เวลาเปิด-ปิด : 08:00-20:00 น. (L.O.19:30 น.)
เดินเท้า 3 นาที จากสถานี Shichirigahama รถไฟสายเอโนะชิมะ

SPOT 7

ENOSHIMA

มาเที่ยวกันต่อที่เกาะเอโนชิมะ แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของวัยรุ่นญี่ปุ่น ที่นี่มีประวัติศาสตร์ยาวนานในฐานะเกาะศักดิ์สิทธิ์ มีศาลเจ้าเอโนะชิมะ จินจา ประกอบไปด้วยศาลเจ้า 3 แห่ง Hetsunomiya ,Nakatsunomiya ,Okutsunomiya โดยแต่ละแห่งจะมีเทพเจ้าประจำศาล ได้แก่เทพเจ้าทะเล เทพเจ้าแห่งน้ำ และเทพเจ้าแห่งโชค

ทั้งสามองค์นำความสุข และความมั่งคั่ง รวมถึงความสำเร็จด้านศิลปะ การแสดง และยังมีชื่อเสียงด้านการขอพรเรื่องความรักอีกด้วย

นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นบันไดเลื่อนไปสักการะศาลเจ้าที่อยู่บนเขาได้ โดยจุดจำหน่ายตั๋วบันไดเลื่อนจะอยู่ตรงซ้ายมือ หลังจากที่ขึ้นบันไดมาแล้ว และบันไดเลื่อนนี้ มีเฉพาะขาขึ้นเท่านั้น ขาลงต้องเดินเท้า

เทพนิยายโบราณ Legend Of The Dragon God ในศาลเจ้า Hetsunomiya มังกร 5 หัวแสนดุร้ายที่อาศัยอยู่ในเขตนี้ วันหนึ่งเจ้ามังกรได้ตกหลุมรักกับนางไม้สาวสวยที่สถิตอยู่ในเกาะนี้ เจ้ามังกรต้องการจะแต่งงานกับนางไม้ผู้นี้ เลยเลิกทำความชั่ว และคอยคุ้มครองหมู่บ้าน ว่ากันว่าถ้านำเหรียญไปล้างในบ่อทองแห่งนี้แล้ว จะนำพาความโชคดีมาให้

ศาลเจ้า Nakatsunomiya

ทางเดินระหว่างทางขึ้นศาลเจ้าจะเรียงรายไปด้วยร้านค้าขายของที่ระลึก และร้านอาหารทะเล  แนะนำให้ไปต่อคิวลองชิมเซมเบ้หน้ากุ้ง หน้าปลาหมึกแผ่นยักษ์ดู อร่อย เค็มๆ

ขากลับจากเกาะเอโนะชิมะ สามารถนั่งรถไฟโมโนเรล Shonan Monorail ไปลงสถานี JR Ofuna แล้วค่อยนั่งรถต่อเข้าโตเกียว

เดินเท้า 15 นาที จากสถานี Enoshima รถไฟสายเอโนะชิมะ / เดินเท้า 10 นาที จากสถานี Katase - Enoshima สายโอดะคิว



VOL.10 ทริปสบาย ใกล้โตเกียว พาแม่เที่ยว ENOKAMA

หยุดวันแม่ปีนี้ใกล้เข้ามาแล้ว แน่นอนว่าญี่ปุ่นยังคงเป็นปลายทางของใครหลายคน แต่ใครที่เล็งว่าจะพาคุณแม่ไปไหนดี แบบนี้เที่ยวง่ายๆ ไม่ง้อทัวร์ WOM JAPAN ขอแนะนำเส้นทาง ENO-KAMA ถ้าเรียกให้เต็มยศแล้วก็คือเกาะเอโนชิมะ และเมืองคามาคุระ ในจังหวัดคานากาว่า เดินทางง่าย ใกล้โตเกียว เที่ยวเช้า-เย็นกลับได้สบายๆ ยิ่งลองจับคุณแม่มาแต่งตัวแพ๊คคู่แม่ลูกแล้ว ยิ่งเพิ่มความทรงจำแสนน่ารักเป็นทวีคูณ

Comments Off on VOL.10 ทริปสบาย ใกล้โตเกียว พาแม่เที่ยว ENOKAMA


5 สถานที่ในโตเกียวที่คุณสามารถชมความงามของหิ่งห้อยได้ในฤดูร้อนนี้

เมื่อพูดถึงฤดูร้อนของญี่ปุ่น ภาพแรกที่หลายๆ คนนึกถึงคงเป็นดอกไม้ไฟ ชุดยูกาตะ และการออกร้านในงานเทศกาลต่างๆ แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่มีเสน่ห์ไม่แพ้กันในช่วงฤดูร้อนนั่นก็คือ “หิ่งห้อย” ที่จะพากันเปล่งแสงระยิบระยับออกมาในช่วงค่ำคืนของฤดูร้อนทุกๆ ปี แต่บางคนอาจถอดใจเพราะคิดว่าสามารถหาชมหิ่งห้อยได้ในชนบทที่เข้าถึงได้ยากเท่านั้น แต่วันนี้เราจะมาแนะนำ 5 สถานที่ในโตเกียวที่คุณสามารถเดินทางไปสัมผัสความงดงามของแสงหิ่งห้อยได้อย่างใกล้ชิดและสะดวกสบายในโตเกียว

 

1. สวนพฤกษศาสตร์ชิบูย่า ฟูเรไอ (Shibuya’s Fureai Botanical Garden Center)

สวนพฤกษศาสตร์ชิบูย่า ฟูเรไอ ถือเป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่มีขนาดเล็กที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในย่านช้อปปิ้งอันโด่งดังของกรุงโตเกียวอย่างชิบูย่า โดยอยู่ห่างจากสถานีชิบูย่าประมาณ 1 กิโลเมตร ภายในสวนประกอบไปด้วยพันธุ์ไม้เขตร้อนกว่า 200 ชนิด และในช่วงฤดูร้อนนั้นจะมีกิจกรรมพิเศษที่มีชื่อเสียงคือ “Hotaru no Yube” หรือการชมหิ่งห้อยในตอนค่ำ ซึ่งทางสวนพฤกษศาสตร์นั้นเพาะเลี้ยงหิ่งห้อยสองสายพันธุ์หลักของญี่ปุ่นคือ “Heike Botaru” และ “Genji Botaru” โดยการชมหิ่งห้อยนั้นจะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่ประมาณ 17:30 น. เป็นต้นไป

การเดินทาง: จากทางออกทิศตะวันออกของสถานีชิบูย่า เดินต่อมาประมาณ 12 นาที

ค่าเข้าชม: เข้าชมฟรี

 

2. เทศกาลหิ่งห้อยเซตากายะ (Setagaya’s Firefly Festival)

เทศกาลหิ่งห้อยเซตากายะนั้นจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-15 กรกฎาคม โดยภายในงานนั้นจะมีการออกร้านขายของและขายอาหารตามแบบฉบับของงานเทศกาลฤดูร้อนของญี่ปุ่น รวมไปถึงการบรรเลงดนตรีและการแสดงต่างๆ ซึ่งถือเป็นเทศกาลที่ดึงดูดให้มีผู้มาเข้าร่วมชมงานมากกว่า 25,000 คน และนอกจากการได้รับชมความงามของหิ่งห้อยตามธรรมชาติภายในงานแล้ว ผู้เข้าร่วมงานยังได้ชมความงามของกล้วยไม้สายพันธุ์ “Sagiso” ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นดอกไม้ประจำเขตเซตากายะ ซึ่งจะผลิบานอย่างสวยงามในช่วงเวลาจัดเทศกาลพอดี

การเดินทาง: ขึ้นรถไฟสาย Tokyu Setagaya ไปลงที่สถานี Setagaya จากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 5 นาที

ค่าเข้าชม: เข้าชมฟรี

 

3. สวนพฤกษศาสตร์โรงแรม Chinzanso (Hotel Chinzanso’s Garden)

สำหรับใครที่ต้องการสัมผัสความงดงามของแสงหิ่งห้อยในคืนฤดูร้อน พร้อมๆ กับการดื่มด่ำบรรยากาศแสนสงบและทานอาหารอร่อยๆ ไปในเวลาเดียวกัน ขอเชิญที่สวนพฤกษศาสตร์โรงแรม Chinzanso แห่งนี้ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมพิเศษและเป็นจุดขายของโรงแรมมานับตั้งแต่ปี 1954 เพื่อให้แขกของทางโรงแรมและบุคคลทั่วไปสามารถเข้ามาทานอาหารเย็นแบบบุฟเฟ่ต์ระหว่างการชมแสงไฟจากหิ่งห้อยนับพันตัวที่ทางโรงแรมเพาะเลี้ยงเอาไว้ โดยราคาอาหารนั้นจะอยู่ที่ 9,800 เยน (2,940 บาท) สำหรับวันจันทร์-วันพฤหัสบดี และ 10,500 เยน (3,150 บาท) สำหรับวันศุกร์-วันอาทิตย์ ซึ่งรวมอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ เครื่องดื่ม และการชมหิ่งห้อยเอาไว้หมดแล้ว

การเดินทาง: ขึ้นรถไฟใต้ดินสาย Yurakucho ไปลงที่สถานี Edogawabashi ออกทางออก 1A จากนั้นเดินต่ออีก 10 นาที

ค่าเข้าชม: 9,800 เยน (2,940 บาท) สำหรับวันจันทร์-วันพฤหัสบดี และ 10,500 เยน (3,150 บาท) สำหรับวันศุกร์-วันอาทิตย์

 

4. สวนเซย์จิ ภายในสวนสนุกโยมิอุริแลนด์ (Yomiuri Land’s Seichi Park)

ตลอดทั้งช่วงฤดูร้อนในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม สวนสนุกโยมิอุริแลนด์นั้นได้จัดกิจกรรมชมหิ่งห้อยในชื่องานว่า “Hotaru no Yoi” ที่บริเวณสวนเซย์จิในพื้นที่ของสวนสนุก นอกจากจะมีบรรยากาศอันสนุกสนานแล้ว โดยรอบพื้นที่จัดงานยังเต็มไปด้วยร้านอาหารและเครื่องดื่มมากมาย ซึ่งการจำหน่ายบัตรเข้าชมนั้นก็มีทั้งแบบที่รวมค่าเข้าสวนสนุกแบบครึ่งวัน หรือจะซื้อบัตรชมหิ่งห้อยเพียงอย่างเดียวก็ได้เช่นกัน

การเดินทาง: ขึ้นรถไฟสาย Odakyu หรือ Keio มาลงที่สถานี Yomiuri Land-mae จากนั้นต่อรถบัสมาลงที่สวนสนุก

ค่าเข้าชม: 500 เยน (150 บาท) สำหรับชมหิ่งห้อยอย่างเดียว หรือ 2,600 เยน (780 บาท) สำหรับบัตรเข้าสวนสนุกแบบครึ่งวันและเข้าชมหิ่งห้อย

 

5. สวนยุยะเคะ โคยะเคะ ฟุเรไอ โนะ ซาโตะ ในเขตฮาชิโอจิ (Hachioji’s Yuyake Koyake Fureai no Sato)

สถานที่อันดับสุดท้ายอาจเป็นสถานที่ที่ฟังดูไม่คุ้นเคยแม้สำหรับชาวโตเกียวเองก็ตาม โดยสวนแห่งนี้เป็นสวนที่ตั้งอยู่ในเขตชานเมืองโตเกียวซึ่งมีบรรยากาศคล้ายกับในชนบท ซึ่งในเวลาปกตินั้นเป็นพื้นที่สำหรับเอาไว้ทำกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ ทั้งตั้งแคมป์ และย่างบาร์บีคิว แต่ระหว่างฤดูร้อน ภายในสวนแห่งนี้จะเต็มไปด้วยหิ่งห้อยจำนวนมากที่ออกมาเปล่งแสงอย่างสวยงามในยามค่ำคืน ท่ามกลางความเงียบสงัดของธรรมชาติที่ห่างไกลจากความวุ่นวายในเมือง

การเดินทาง: ขึ้นรถไฟสาย Keio มาลงที่สถานี Takao จากนั้นต่อรถบัส Nishi-Tokyo มาลงป้าย Yuyake Koyake

ค่าเข้าชม: เข้าชมฟรี

 

แหล่งที่มาเรื่องและภาพ : savvytokyo



รสชาติแบบดั้งเดิม vs รสชาติเฉพาะตัว แนะนำ 10 อันดับร้านราเมงในโตเกียวที่คุณไม่ควรพลาดประจำปี 2018!

โตเกียวก็เหมือนเมืองอีกหลาย ๆ แห่งทั่วโลกที่มีอาหารอร่อยให้เลือกมากมายละลานตา และหนึ่งในตัวเลือกที่นิยมกันไปทั่วก็คงหนีไม่พ้นราเมง อาหารเส้นที่ใคร ๆ ต่างก็หลงรัก วันนี้จึงอยากแนะนำร้านราเมง 10 แห่งที่มีชื่อเสียงติดอันดับประจำปีนี้ให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกันค่ะ

 

1. Takano (Nakanobu)

เป็นร้านแนะนำใน Michelin Guide Tokyo 2015 (Bib Gourmand) ค่ะ ดังขนาดที่มีคนมายืนต่อคิวรอยาวหน้าประตูร้านทุกวัน ลูกค้าโดยเฉพาะคนในท้องถิ่นจะชอบที่นี่มากเพราะมีบรรยากาศอบอุ่นเหมือนบ้าน ร้านนี้ทำเส้นราเมงเองด้วยนะคะ ใช้แป้งสาลีของท้องถิ่น แล้วไข่ที่วางโปะหน้าก็มีให้เลือกหลายแบบ ทั้ง Nii-Tamago เป็นไข่ที่ต้มในน้ำซุปโชยุกับเครื่องเทศอื่น ๆ แล้วก็มี Kunsei Tamago ไข่ที่รมควันด้วยใบชาย่าง กับมีไข่ออนเซ็นด้วยค่ะ

เมนูแนะนำคือ Chuka Soba เป็นราเมงที่มีโชยุเป็นเบสน้ำซุป ใส่เครื่องเป็นไก่และปลาเล็กปลาน้อย เข้มข้น ถึงรสถึงชาติ จานนี้ราคา 700 เยน / 209 บาท (รวมภาษี)

อีกเมนูที่อยากแนะนำคือ Aguni no Shio Soba มีเบสน้ำซุปเป็นเกลือ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของซอสส้มยูซุ ผสมกับกลิ่นงาช่วยชูรสเค็มของน้ำซุปได้ดีและให้ความรู้สึกสดชื่น ถ้าอยากกินราเมงร้านนี้ต้องรีบหน่อยนะคะเพราะจะปิดร้านทันทีเมื่อน้ำซุปที่เตรียมไว้หมดแล้ว

2 Chome-15-10 Nakanobu, Shinagawa-ku, Tōkyō-to 142-0053, Japan

แผนที่ร้าน: https://goo.gl/maps/DEtV3PwX3Kk

 

2. Bushikotsumen Taizo Hirai Branch (Hirai)

ร้านอยู่ในตัวเมืองโตเกียว ห่างจากสถานี Hirai ไปนิดเดียวเท่านั้นเอง ทางร้านเสิร์ฟราเมงถึง 10 ชนิดที่มีรสชาติต่าง ๆ กันตั้งแต่รสอ่อนไปจนถึงรสเข้มข้ม ราเมงแต่ละชนิดจะใช้น้ำซุปข้นพิเศษที่ทำมาจากอาหารทะเล เนื้อหมู และกระดูกไก่ เส้นที่ใช้มีความหนาปานกลางให้รสสัมผัสนุ่มและหนึบ มีรสหวานและเข้มถึงเครื่อง เมนูแนะนำคือ Bushikotsu Kotteri Taizo Ramen เป็นราเมงโรยต้นหอมและหมูชาชูตุ๋นในน้ำสต๊อกจากอาหารทะเล จานนี้ราคา 800 เยน / 239 บาท (รวมภาษี)

4 Chome-11-2 Hirai, Edogawa-ku, Tōkyō-to 132-0035, Japan

แผนที่ร้าน: https://goo.gl/maps/fG3DnqGgJ8T2

 

3. Due Italian Ichigaya Branch (Ichigaya)

ร้านนี้ได้รับเลือกให้อยู่ใน Michelin Guide Tokyo สามปีซ้อนเลยนะคะ เจ้าของร้านเคยทำงานเป็นเชฟอาหารอิตาเลียนด้วยค่ะ เขาได้รังสรรค์ราเมงหลาย ๆ ชนิดด้วยการใช้เทคนิคและไอเดียสุดครีเอตจากประสบการณ์การเป็นเชฟที่ยาวนานของตัวเอง ความภาคภูมิใจของร้านคือน้ำซุปแบบใสที่ทำจากกระดูกไก่หลายชนิด สาหร่ายคอมบุ หอยเชลล์ และวัตถุดิบอื่น ๆ อีกหลายชนิด ปรุงรสด้วยเกลือจากแหล่งต่าง ๆ อย่างเช่นโอกินาว่าและอิตาลี น้ำมันจากไก่ช่วยเพิ่มรสให้เข้มข้นขึ้น

เมนูแนะนำที่เขียนไว้บนกระดานในร้านก็คือ Ogon no Shio Ramen ที่มีเบสน้ำซุปเป็นเกลือ ราคา 1,000 เยน / 298 บาท (รวมภาษี) นอกจากนั้นก็ยังมีราเมงล้ำ ๆ อีกหลายเมนู เช่น Lemon Ramen ที่มีรสเปรี้ยว กินแล้วให้ความรู้สึกสดชื่น จานนี้ราคา 980 เยน / 293 บาท (รวมภาษี) แถมยังสามารถเปลี่ยนเส้นเป็นเส้นบุกที่ให้แคลอรี่ต่ำ (12 kcal) ได้ด้วยนะ

Japan, 〒102-0074 Tōkyō-to, Chiyoda-ku, Kudanminami, 4丁目5−11 富士ビル

แผนที่ร้าน: https://goo.gl/maps/bcvVEPAiMC52

 

4. Soranoiro Honten (Kojimachi)

เป็นร้านที่มีชื่อเสียงเรื่องเมนูอาหารสุขภาพมากค่ะ ลูกค้าสามารถเอร็ดอร่อยกับผักและราเมงได้ในเวลาเดียวกัน ตัวเส้นที่ใช้ทำราเมงจะเอาพริกหวานมานวดรวมด้วย น้ำซุปก็ใช้กะหล่ำปลีกับแครอทเป็นเบส โรยหน้าราเมงด้วยผักเยอะๆ กับใส่ซอสที่ใช้เกลือเป็นเบสซึ่งช่วยดึงเอารสของสัตว์ทะเลมีเปลือกและปลาแห้งที่ใช้ปรุงออกมาได้ดี เมนูแนะนำคือ Takusei Veggie Soba เป็นโซบะผักแบบพิเศษ ราคา 1,100 เยน (รวมภาษี)

นอกจากนี้ยังมีเมนู Vegan Veggie Soba ราคา 1,100 เยน / 328 ญี่ปุ่น (รวมภาษี) ซึ่งไม่ใช้วัตถุดิบที่เป็นเนื้อสัตว์เลย จานนี้ได้ใจลูกค้าที่กินมังสวิรัติและวีแกนมากเลยค่ะ สำหรับร้านนี้นะคะ ราเมงแต่ละชามถือเป็นผลงานชิ้นโบแดง โดยจะใช้เกลือเป็นเบสน้ำซุปเพื่อให้ความรู้สึกสดชื่นและเสิร์ฟมาพร้อมกับผักปริมาณ 265 กรัม สำหรับผู้แพ้อาหารก็ยังสามารถเปลี่ยนเส้นเป็นแบบกลูเต็นฟรีได้ด้วยนะ

Japan, 〒102-0093 Tōkyō-to, Chiyoda-ku, Hirakawachō, 1 Chome−3−10 ブルービル本館, 1B

แผนที่ร้าน: https://goo.gl/maps/cT2n88igVGT2

 

5. Ushio Ueno East (Ueno)

จากสถานีอุเอโนะเดินมาถึงร้านใช้เวลาแค่สามนาทีเท่านั้นเองค่ะ ร้านนี้มีคอนเซ็ปต์เป็นเอกลักษณ์ คือ “Ramen and Bistro” นอกจากเมนูอาหารแบบตะวันตกที่มีไวน์และชีสฟองดู ก็ยังมีอาหารแบบเสิร์ฟเป็นคอร์สที่มีราเมงเป็นอาหารจานสุดท้ายด้วยค่ะ หรือจะสั่งราเมงเป็น a la carte ก็ได้ เมนูแนะนำ คือ Ushio Tori Paitan Soba ซึ่งเป็นราเมงซุปไก่สีขาว ราคา 870 เยน / 260 บาท (ไม่รวมภาษี) อีกเมนูแนะนำคือ Ushio Shoyu Soba ซึ่งเป็นราเมงที่มีโชยุเป็นเบสน้ำซุป ราคา 870 เยน / 260 บาท (ไม่รวมภาษี) สองเมนูนี้รสชาติเข้มข้น ถึงรสถึงเครื่อง ลูกค้าชอบมาก

3 Chome-22-2 Higashiueno, Taitō-ku, Tōkyō-to 110-0015, Japan

แผนที่ร้าน: https://goo.gl/maps/NRWZueVPcGk

 

6. Ito Ginza Branch (Ginza)

เป็นร้านที่ดึงดูดใจคนรักราเมงจำนวนมากเลยค่ะ ทางร้านใช้น้ำซุปที่สกัดจาก Niboshi (ปลาเล็ก ๆ ต้มสุกแล้วนำไปตากแห้ง) คุณภาพสูงและเครื่องปรุงรสที่เป็นสารสกัดอีกหลายชนิด ดังนั้น ถึงราเมงของร้านนี้จึงดูเรียบง่าย แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยรสชาติของวัตถุดิบที่อัดแน่น เส้นราเมงที่ใช้ในร้านก็ทำเองทุกวัน เป็นเส้นแบบตรง นวดให้เนียนละเอียดปานกลาง ใช้น้ำน้อย มีเสิร์ฟ 3 ขนาด คือ เล็ก (140 g) กลาง (210 g) และใหญ่ (280 g) เวลาต้มเส้นก็รักษาเนื้อสัมผัสเฉพาะตัวเอาไว้ได้เป็นอย่างดี มีความหนึบน่าเคี้ยว ร้านนี้มีน้ำซุปและเส้นที่อร่อยแบบสุดยอดอยู่แล้ว เครื่องราเมงจึงมีแค่ต้นหอมอย่างเดียว (แนะนำ Chuka Soba Small ราคาเริ่มต้นที่ 600 เยน / 180 บาท (รวมภาษีแล้ว) แต่ถ้าคิดว่ามันดูขาด ๆ อะไรไปสักหน่อยก็สามารถสั่งแบบ Niku Soba Small ได้ค่ะ จะมีหมูชาชูหั่นหนา ๆ เพิ่มมาให้อีก 4 ชิ้น ราคาเริ่มต้นของเมนูนี้อยู่ที่ 750 เยน / 224 บาท (รวมภาษี)

Japan, 〒104-0061 Tōkyō-to, Chūō-ku, Ginza, 6 Chome−12, 中央区 銀座6丁目12−2 東京銀座ビルディングB1

แผนที่ร้าน: https://goo.gl/maps/oJJUY6hk1992

 

7. Daishin Jinbocho Shop (Jinbocho)

เป็นร้านยอดนิยมที่มีบรรยากาศเป็นมิตร ดำเนินงานโดยเจ้าของร้านที่มาจากปักกิ่ง เมนูแนะนำ คือ Tantanmen ซึ่งจะใส่ซอสที่ทำจากงาบดผสมน้ำมันพริก และ Shirunashi Tantanmen เป็น Tantanmen แบบแห้งที่ไม่มีน้ำซุป ซึ่งมีวัตถุดิบหลักเป็นน้ำมันกระเทียมแบบทำเองและ Sansho หรือพริกไทยญี่ปุ่นจากมณฑลเสฉวน ทั้งสองเมนูราคาเริ่มต้นที่ 750 เยน / 224 บาท (รวมภาษี) ราคาจะแตกต่างกันไปตามระดับความเผ็ด ในร้านมีพนักงานที่พูดภาษาจีนได้ด้วยค่ะ

2 Chome Kanda Jinbocho, Chiyoda, Tokyo 101-0051, Japan

แผนที่ร้าน: https://goo.gl/maps/UwqJWkydeAs

 

8. Wakura Shinjuku Kabukicho Branch (Shinjuku)

สามารถเดินจากสถานีชินจูกุมาถึงร้านได้เลยค่ะ ร้านตั้งอยู่ในย่าน Kabukicho ซึ่งเป็นย่านเริงรมย์ชื่อดังของโตเกียว เป็นร้านที่มีชื่อเสียงเรื่องการนำรสชาติทงคตสึราเมงของบ้านเกิดจาก Hakata จังหวัด Fukuoka มาสู่โตเกียว เส้นราเมงใช้แบบพรีเมียม น้ำซุปทงคตสึทำมาจากหมูสามชั้นและวัตถุดิบอื่น ๆ ซึ่งเคี่ยวนาน 100 ชั่วโมงมีรสชาติอร่อยเข้มข้น เมนูที่ขายดีที่สุดคือ Tokusen Ramen (Special Ramen) ราคา 1,150 เยน / 343 บาท (รวมภาษี)

1丁目-10-11 Kabukichō, Shinjuku-ku, Tōkyō-to 160-0021, Japan

แผนที่ร้าน: https://goo.gl/maps/zQkSCkpwT3N2

 

9. Poppoyya Suidobashi Brand (Suidobashi)

ร้านนี้อยู่ที่ Suidobashi ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นสมรภูมิร้านราเมง แต่ Poppoyya ก็สามารถเรียกความนิยมจนทำให้มีลูกค้ามากมายมายืนต่อคิวยาวหน้าร้านได้ ความภาคภูมิใจของร้านคือเส้นที่หนาแบบพิเศษซึ่งมีความเหนียวและหนึบ แป้งนวดเองด้วยมือตามออเดอร์แล้วพักไว้จนได้ที่ น้ำซุปข้น มีรสเข้ม ใช้โชยุเป็นเบสซึ่งจะมีความหวานจากขาไก่ที่ต้มด้วยไฟอ่อน ผักต่าง ๆ และส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น กระดูกหมู น้ำซุปเข้ากับตัวเส้นได้ดีมาก ถ้าเพื่อน ๆ อยากชิมรสชาติความอร่อยแบบนี้ แนะนำให้เริ่มสั่งจาก Standard Ramen ราคา 700 เยน / 209 บาท

Japan, 〒101-0061 Tōkyō-to, Chiyoda-ku, Misakichō, 2 Chome−21−11 神田 えびすビル

แผนที่ร้าน: https://goo.gl/maps/GhVSyWV9LK52

 

10. Kaze Wa Minami Kara Gakugei Daigaku Shop (Tokyo Gakugei University)

เดินจากสถานี Gakugei-daigaku ใช้เวลา 2 นาที เป็นร้านที่มีโชยุราเมงแบบข้น น้ำซุปสีเข้มเต็มไปด้วยรสอร่อย ใส่มาให้แบบน้ำขลุกขลิกเคลือบเส้นแบบหนาเพื่อให้เกิดรสชาติที่กินได้ไม่มีเบื่อ เมนูแนะนำ คือ Toku Shoyu Ramen ราคา 950 เยน (รวมภาษี) และ Shoyu Char Siu Men ราคา 950 เยน / 284 บาท (รวมภาษี) แล้วก็ยังมีรายการอาหารอีกเยอะที่เป็นประเภทอาหารเคียง ของว่าง ของกินเล่น ถ้าเพื่อน ๆ อยากไปดื่มสังสรรค์กับเพื่อนฝูง นี่เป็นอีกร้านหนึ่งที่อยากจะแนะนำเลยค่ะ

2 Chome-20-4 Takaban, Meguro-ku, Tōkyō-to 152-0004, Japan

แผนที่ร้าน: https://goo.gl/maps/yEumVwsNS4t

 

10 ร้านดังที่แนะนำในวันนี้เป็นร้านที่มีน้ำซุปและเส้นที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ ถ้าเพื่อน ๆ มาโตเกียวก็ไม่อยากให้พลาดมาชิมนะคะ

Irasshaimase!

 

*ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้

 

แหล่งที่มาของภาพและข้อมูล : wow-j



5 นิทรรศการน่าสนใจตลอดฤดูร้อนในโตเกียวที่เหล่าคนรักศิลปะไม่ควรพลาด

หน้าร้อนในญี่ปุ่นนอกจากจะเต็มไปด้วยเทศกาลอันสนุกสนาน ดอกไม้ไฟ และเสียงจักจั่นที่ช่วยสร้างบรรยากาศแล้ว สำหรับผู้ที่เดินทางไปยังโตเกียวในช่วงนี้ ยังมีนิทรรศการศิลปะที่น่าสนใจมากมายที่จัดขึ้นตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งเราได้รวบรวมมาแนะนำทั้งหมด 5 เทศกาลที่ไม่ใช่แค่สำหรับผู้ที่รักศิลปะเท่านั้น แต่คนที่รักการ์ตูน ชื่นชอบวัฒนธรรม เทคโนโลยี และประวัติความเป็นมาของประเทศญี่ปุ่น ก็สามารถแวะไปสัมผัสกับนิทรรศการที่น่าสนใจเหล่านี้ได้เช่นกัน

 

1. นิทรรศการ “Delicious! Animating Memorable Meals”

เริ่มต้นกันด้วยนิทรรศการจากค่ายอนิเมชั่นญี่ปุ่นที่อยู่ในใจของใครหลายๆ คนอย่าง “สตูดิโอจิบลิ” โดยนิทรรศการ “Delicious! Animating Memorable Meals” นี้ จะเป็นการรวบรวมภาพนิ่งจากอนิเมชั่นเรื่องต่างๆ ที่เป็นผลงานของสตูดิโอ ภายใต้ธีม “ฉากอาหารแสนอร่อย” ที่เคยปรากฏให้เห็นกันแทบทุกเรื่อง และอาจเคยทำให้ทุกคนน้ำลายสอกันมาแล้ว โดยทุกภาพนั้นผ่านการคัดเลือกและรวบรวมโดยโกโระ มิยาซากิ (Goro Miyazaki) ลูกชายของฮายาโอะ มิยาซากิ (Hayao Miyazaki) ที่เคยมีผลงานการกำกับอนิเมชั่นเรื่องดังอย่าง “Tales from Earthsea” และ “From Up on Poppy Hill” มาแล้ว

ระยะเวลาจัดนิทรรศการ: ตั้งแต่ตอนนี้ไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2018

สถานที่: พิพิธภัณฑ์จิบลิ (GHIBLI MUSEUM)

การเดินทาง: ขึ้นรถไฟสาย JR Chuo มาลงที่สถานี Mikata จากนั้นขึ้นรถ Loop Bus ไปลงที่หน้าพิพิธภัณฑ์

ค่าเข้าชม: 1,000 yen (300 บาท)

 

2. นิทรรศการ “TeamLab Borderless”

ประเทศญี่ปุ่นนั้นได้ชื่อว่าเป็นเจ้าแห่งเทคโนโลยีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร จนทำให้ในปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ผลิตสินค้าหลากหลายรูปแบบที่มีความก้าวล้ำออกมามากมาย และรวมถึงงานนิทรรศการศิลปะอันล้ำสมัยอย่าง TeamLab Borderless” ด้วยเช่นกัน นิทรรศการแห่งนี้เป็นนิทรรศการชุดแรกที่ใช้เปิดตัวพิพิธภัณฑ์ศิลปะดิจิทัล “MORI Building DIGITAL ART MUSEUM” ที่เต็มไปด้วยความสวยงามและน่าตื่นตาจากการแปรเปลี่ยนพื้นที่การสร้างสรรค์งานศิลปะด้วยพู่กันบนผ้าใบ มาเป็นงานศิลปะแบบดิจิทัลที่รังสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ผสมผสานหลากหลายศาสตร์เข้าด้วยกัน และเชื่อว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะกลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตในอนาคตอย่างแน่นอน

ระยะเวลาจัดนิทรรศการ: ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2018 เป็นต้นไป

สถานที่: พิพิธภัณฑ์ศิลปะดิจิตอล โมริ บิวล์ดิ้ง (MORI Building DIGITAL ART MUSEUM)

การเดินทาง: ขึ้นรถโมโนเรลสาย Yurikamome มาลงที่สถานี Aomi

ค่าเข้าชม: 3,200 yen (960 บาท)

 

3. นิทรรศการ “Jomon: 10,000 Years of Prehistoric Art in Japan”

“ยุคโจมง” ของประเทศญี่ปุ่นนั้นหมายถึงช่วงเวลากว่า 14,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งนักวิชาการบางส่วนยังเชื่อว่าสมัยนั้นแผ่นดินประเทศญี่ปุ่นยังเชื่อมต่อกับแผ่นดินทวีปเอเชียด้วยน้ำแข็ง ผู้คนในสมัยนั้นดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์ หาของป่า และใช้เครื่องมือที่ทำจากหิน ซึ่งนิทรรศการ Jomon: 10,000 Years of Prehistoric Art in Japan” นั้นได้นำงานศิลปะรวมถึงเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันหลากหลายรูปแบบทั้งถ้วยชาม รูปปั้น อุปกรณ์ต่างๆ ที่ถูกสร้างจากหินและเครื่องปั้นดินเผาในยุคโจมง ซึ่งมีอายุมากกว่าหมื่นปีมาจัดแสดงให้ชมกัน ไล่เรียงตามลำดับเวลาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นมาจนถึงช่วงสิ้นสุดยุค นับว่าเป็นผลงานที่หาโอกาสชมได้ยากและไม่ควรพลาด

ระยะเวลาจัดนิทรรศการ: 2 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2018

สถานที่: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว (Tokyo National Museum)

การเดินทาง: ตั้งอยู่ที่สวนอูเอโนะ (Ueno Park) ติดกับสถานี Ueno

ค่าเข้าชม: 1,600 yen (480 บาท)

4. นิทรรศการ “The Ryukyu Kingdom: A Treasure Chest of Beauty”

เมื่อพูดถึงโอกินาว่านั้น หลายคนอาจนึกถึงภาพชายหาดสวยๆ และน้ำทะเลใสๆ ขึ้นมาเป็นอันดับแรก แต่นอกเหนือจากการเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามของท้องทะเลแล้ว โอกินาว่ายังมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่น่าสนใจจากการที่เคยเป็น “อาณาจักรริวกิว” อาณาจักรทางใต้ที่เคยรุ่งเรืองอย่างมากในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น โดยนิทรรศการ The Ryukyu Kingdom: A Treasure Chest of Beauty” นั้นเป็นการนำงานศิลปะ ชุดกิโมโน และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ในยุคนั้นมาจัดแสดงให้ชมกัน ซึ่งความโดดเด่นของผลงานจากอาณาจักรริวกิวนั้น คือการได้รับอิทธิพลจากประเทศจีนมาอย่างเข้มข้น ทำให้เมื่อดูเผินๆ อาจมีความคล้ายคลึงกับงานศิลปะแบบจีน แต่เมื่อมองในรายละเอียดแล้วจะพบว่ามีการผสมผสานกลิ่นอายของท้องถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์และความเป็นญี่ปุ่นลงไปอย่างลงตัว

ระยะเวลาจัดนิทรรศการ: 18 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2018

สถานที่: พิพิธภัณฑ์ศิลปะซันโทรี่ (Suntory  Museum of Art)

การเดินทาง: ขึ้นรถไฟใต้ดินสาย Hibiya หรือ Oedo ไปลงที่สถานี Roppongi

ค่าเข้าชม: 1,300 yen (390 บาท)

5. นิทรรศการ “Bento-Design for Eating, Gathering and Communicating”

นิทรรศการลำดับสุดท้าย เป็นวัฒนธรรมในชีวิตประจำวันแบบญี่ปุ่นที่ถูกใจใครหลายคน นั่นก็คือ “เบนโตะ” หรือข้าวกล่องสไตล์ญี่ปุ่น ที่มีการผสมผสานทั้งเมนูหลากหลายรูปแบบ เข้ากับไอเดียการตกแต่งกล่องข้าวในสไตล์ต่างๆ อย่างสวยงามและน่ารัก ในนิทรรศการ Bento-Design for Eating, Gathering and Communicating” นั้น จะไม่ใช่แค่การจัดแสดงภาพถ่ายเบนโตะในแบบต่างๆ เพียงเท่านั้น แต่ยังมีการให้ความรู้และบอกเล่าแนวคิดต่างๆ ผ่านมุมมองของชุมชนนักออกแบบในญี่ปุ่น ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจได้ว่าเหตุใดวัฒนธรรม “เบนโตะ” นั้นถึงมีความสำคัญ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และอยู่คู่กับประเทศญี่ปุ่นมาจนถึงทุกวันนี้

ระยะเวลาจัดนิทรรศการ: 21 กรกฎาคม – 8 ตุลาคม 2018

สถานที่: พิพิธภัณฑ์ศิลปะมหานครโตเกียว (Tokyo Metropolitan Art Museum)

การเดินทาง: ตั้งอยู่ที่สวนอูเอโนะ (Ueno Park) ติดกับสถานี Ueno

ค่าเข้าชม: 800 yen (240 บาท)

 

แหล่งที่มาเรื่องและภาพ : savvytokyoghibli-museumborderless.teamlab.artsuntoryartexhibitiontobikan