HOME Search

ผลการค้นหาพบ – 148 รายการเกี่ยวกับ โตเกียว

ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปี 2018 ด้วยการไปงานเทศกาลอาหารครั้งใหญ่ที่รวบรวมเฉพาะจานเด็ดในแต่ละภูมิภาค โดยจะยกอาหารจานเด็ดมาไว้ที่โตเกียวโดมเป็นเวลา 1 อาทิตย์เต็ม

Furusato Matsuri  นำเสนอเทศกาลดั้งเดิมและอาหารจานพิเศษของแต่ละภูมิภาคจากทั่วประเทศญี่ปุ่นมาไว้ที่โตเกียวโดม เป็นเวลา 1 สัปดาห์เต็มตั้งแต่วันที่ 12-21 มกราคม 2018  ใครไปญี่ปุ่นช่วงนั้น อย่าลืมแวะไปชิมดูล่ะ!  โดยเทศกาลนี้นำเสนอประสบการณ์ทางวัฒนธรรม และประเพณีของภูมิภาคผ่านการเต้นรำที่สนุกสนานและศิลปะการตีกลอง

เทศกาลอะโอโมริเนบูตะ วันที่ 17-21 มกราคม

เทศกาลอะกิตะคันโต วันที่ 18-21 มกราคม

เทศกาลแห่มังกรขาวคิคุจิ วันที่ 13-14 มกราคม

เทศกาลนิฮะมะ ไทโก วันที่ 19-21 มกราคม

โดยไฮไลท์ของงานก็มีมากมายอย่างเช่น เทศกาลเนบูตะ มัตสึริ ของจังหวัดอาโอโมริ ด้วยการเดินพาเหรดโคมไฟขนาดใหญ่ ขนาบข้างด้วยกลองพร้อมนักดนตรีและนักเต้น  ส่วนอาหารก็มีหลากหลายให้เลือกชิมเช่น Donburi GrandPrix (อาหารญี่ปุ่นที่เสิร์พเป็นข้าวหน้าเนื้อสัตว์ต่างๆ)  และจะมีการแข่งขันโหวตเมนูที่ชื่นชอบได้  มีบริษัทอาหารท้องถิ่นเข้าร่วมถึง 300 บริษัท ตั้งแต่เหนือสุดของญี่ปุ่นอย่างฮอกไกโดไปจนถึงใต้สุดอย่างโอกินาว่า 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.tokyo-dome.co.jp/furusato/

อาหารจากภูมิภาคฮอกไกโด

อาหารจากภูมิภาคโทโฮคุ

อาหารจากภูมิภาคโฮคุริคุ-คันโต-จูบุ-ชิโคคุ

อาหารจากภูมิภาคคิวชู-โอกินาว่า

รายละเอียดงาน Furusato Matsuri

พิกัด : Tokyo Dome

ค่าเข้างาน : 1,700 เยน / 1,400 เยน (เฉพาะวันธรรมดาที่ 12,15-19 มกราคม 2018)

การเดินทาง :

จากสนามบินฮาเนดะ: สาย Keikyu (ผ่านสาย Toei Asakusa Line) ไปยังสถานี Mita >> Toei Mita Line ลงสถานี Suidobashi

นั่งรถไฟ JR Chuo Line หรือ Chuo-Sobu Line ลงสถานี Suidobashi

 

แหล่งที่มาและภาพประกอบ : https://www.tokyo-dome.co.jp/furusato/



1 วันใน คิจิโจจิ – Kichijoji ย่านสุดฮิปในโตเกียว ทำอะไรได้บ้าง

ฮัลโหลล เพื่อนๆ สบายดีไหมคะ? ไหนๆ ใครเคยได้ยินชื่อย่านคิจิโจจิ - Kichijoji (吉祥寺) แห่งโตเกียวบ้างเอ่ย? คิดว่าคงจะรู้จักอยู่พอสมควรเนอะ ย่านนี้เป็นอีกหนึ่งย่านฮิปที่เราชอบมากๆ เพราะมีคาเฟ่เยอะ ร้านค้าเสื้อผ้าน่าช้อป มีสวนสวยๆ ให้เดินเล่นแถมละแวกนี้ยังมีมหาวิทยาลัยเต็มไปหมด ย่านการค้าของเขาเลยคึกคักมาก

แต่ในขณะเดียวกันย่านคิจิโจจินี้ก็เป็นย่านที่อยู่อาศัยที่เขาบอกว่าน่าอยู่ที่สุดในญี่ปุ่น ด้วยความมาแล้วชอบเราเลยอยากจะมาแนะนำเพื่อนๆ ว่าในหนึ่งวันเราสามารถไปเที่ยวจุดไหนในคิจิโจจิได้บ้าง ไปดูกันเลย !

SUNROAD

เรามาถึงสถานีคิจิโจจิเวลาประมาณ 10.30 ค่ะ เพราะกะเอาไว้ว่าร้านค้าบริเวณนี้น่าจะเปิดพอดี ออกจากสถานีมาปุ๊บ ก็จะเจอป้ายถนนซันโร้ดเลยค่ะ หาไม่ยาก ถนนสายนี้เป็นย่านการค้าในร่ม เป็นศูนย์รวมร้านขนม ร้านไอศกรีม มีร้านขายเสื้อผ้า เครื่องประดับสำหรับวัยรุ่น ถ้ามาช่วงเวลาหลังเลิกเรียนนะจะคึกคักมาก แต่เดินไม่อึดอัดเลยค่ะ เพราะทางเดินเขากว้าง อ้อ แล้วบริเวณนี้ก็ยังมีร้านกินดื่มที่รวมกันอยู่ในส่วนที่เรียกว่า Hamonica Market ด้วย จะคึกคักมากช่วงกลางคืน

ถนน Nakamichi

ถัดจากถนนซันโร้ดให้เพื่อนๆ มุ่งหน้าไปทางห้างฯ Parco จากตรงนี้เราจะเห็นตึก Uniqlo สูง 7 ชั้น ไม่ค่ะ เราไม่ได้จะพาเพื่อนๆ มาช้อปปิ้งที่นี่แน่นอน มาคิจิโจจิทั้งทีต้องมาเดินถนนนาคามิจิที่อยู่ในซอยข้างๆ ตึกยูนิโคล่ค่ะ

ถนนเส้นนี้นี่จะเต็มไปด้วยร้านขายของกระจุกกระจิก และร้านคาเฟ่น่ารักเต็มไปหมด แค่เห็นหน้าร้านก็อยากจะแวะทุกร้าน แต่แน่นอนเราทำไม่ได้ดังนั้นเราจะเลือกร้านที่เราชอบและอยากให้ทุกคนแวะมาแนะนำ ได้แก่ …

"Hara Donuts"

ร้านโดนัทชื่อดังที่เขาก็มีชื่อเสียงมานานแล้วล่ะ หน้าร้านก็น่ารักน่าถ่ายรูปสุดๆ เพราะฉะนั้นถ้าเดินผ่านก็แนะนำให้ทุกคนลองแวะเข้าไปดูและเลือกซื้อโดนัทสักชิ้นสองชิ้นมาชิมกัน เพราะโดนัทของที่นี้เป็นโฮมเมด ดีต่อสุขภาพ ทำมาจากโทฟุ หรือเต้าหู้นั่นเองค่า

พิกัด : 4-13-15 Honcho Kichijoji,  Musashino-shi, Tokyo 180-0004

เวลา : 10.00-19.00 น. (หรือจนกว่าโดนัทจะหมด)

โทร : +81-422-22-0821           

เว็บไซต์ : http://haradonuts.jp/index.html

(รูปจาก http://haradonuts.jp/ )

"Cave"

ร้านของกระจุกระจิกสารพัดสิ่งสำหรับคนรักกบ เพราะที่นี่เขามีแต่กบเท่านั้นค่ะ คอนเซ็ปของเขานี่ดึงดูดเรามากตั้งแต่แรกเห็นจริงๆ มีตั้งแต่กบเล็ก กบน่ารัก กบเท่ๆ หรือกบเหมือนจริง โอ้โห ถึงแม้จะไม่ได้พิศวาสอะไรกับกบนัก แต่ผ่านร้านนี้แล้วต้องแวะพร้อมกับร้องว้าวออกมาจริงๆ

พิกัด : 2-26-1 Honcho Kichijoji,  Musashino-shi, Tokyo 180-0004

เวลา : 11.30-20.00 น.

โทร : +81-422-20-4321     

เว็ปไซต์ : http://www.cave-frog.com/

Fanpage : @cave.frog.kichijoji

(รูปจาก https://www.facebook.com/cave.frog.kichijoji/)

Mahika Mano Hammock Cafe

เอาล่ะทุกคน เริ่มเดินเหนื่อยๆ เราก็อยากจะหาที่เติมพลังงานพร้อมกับพักผ่อนบ้างแล้ว เราเลยจะพาทุกคนมาเอนหลังบนเปลพร้อมกับทานอาหารกันที่นี่ค่ะ Mahika Mano ชื่อแปลกๆ แบบนี้จริงๆ แล้วเขาเป็นคาเฟ่คอนเซปท์เก๋ คือลูกค้าจะได้นั่งเปลพร้อมกับทานอาหารอร่อยๆ แต่บอกก่อนเลยว่ามาแล้วอาจจะต้องรอคิวนิดนึงนะ เพราะฮิตมากกก เข้าไปด้านในแล้วคือสวย น่ารัก น่านอนจริงๆ แต่ ! ห้ามถ่ายรูปค่ะทุกคน เซลฟี่ก็ไม่ได้เน้อ T^T (เขาเลยจัดที่หน้าร้านเอาไว้ถ่ายรูประหว่างรอ เก๋ๆ )

อาหารที่นี่เขาก็จะเป็นเมนูเฮลท์ตี้หน่อย เช่น ข้าวแกงกะหรี่ถั่ว 4 ชนิด แฮมเบอร์เกอร์เต้าหู้ ขนมก็จะเป็นพวกเค้กต่างๆ เครื่องดื่มก็มีให้เลือกมากมาย ทั้งชา กาแฟ เหล้า เบียร์ ซอฟต์ดริ้งค์ต่างๆ อ้อ ! หากใครมาช่วง 12.00-14.00 น. สามารถเลือกเป็น Lunch Set ราคา 1,100 เยนได้ (ประมาณ 300 บาทนิดๆ ) มีสลัด ซุป เครื่องดื่ม ฯลฯ

พิกัด : 2 Chome-8-1 Minamicho Kichijoji, Musashino, Tokyo 180-0003

เวลา : 11.30-21.00 น.

โทร : +81-422-42-5930     

เว็บไซต์ : http://mahikamano.com/

(รูปบางส่วนจาก http://mahikamano.com/)

Inokashira Park

หลังจากทานข้าวอิ่มแล้วเราก็จะไปลุยกันต่อค่ะ ถ้ามาจากสถานีให้เดินเข้าซอยข้างๆ ห้างฯ Marui (เดินตามคนอื่นมาได้เลยค่ะ) ที่นี่ไม่ไปไม่ได้ ไปมาแล้วก็ต้องไปอีกเพราะแต่ละฤดูก็จะไม่เหมือนกัน แต่ที่พีคที่สุดก็คงเป็นช่วงซากุระ ที่เราชอบมากเพราะสวยจริงๆ ในสวนมีเรือเป็ดให้เช่าถีบในทะเลสาปด้วยซึ่งรอบๆ ก็จะห้อมล้อมไปด้วยต้นซากุระสีชมพู โรแมนติกมากค่ะ เราเคยไปช่วงซากุระและช่วงหน้าหนาวที่ต้นไม้เหลือแต่กิ่งก้าน ช่วงนี้ก็สวยไปอีกแบบค่ะทุกคน คนก็ไม่ค่อยเยอะ เดินเล่นสบายมาก

พิกัด : 1 Chome-18-31 Gotenyama, Musashino, Tokyo 180-0005

โทร : +81 422-47-6900      

เว็บไซต์ : http://inokashirapark100.com/outline/index.html

ย่านการค้าบริเวณหน้าทางเข้าสวน

เอาอีกแล้ว จะไปเดินเล่นที่สวนก็ต้องมาเจอถนนย่านการค้าดักเอาไว้ข้างหน้าอีก ตรงนี้จะมีทั้งร้านอาหาร ร้านขนม ร้านขายเสื้อผ้าหรือของกระจุกกระจิกที่จะออกแนวแอนทีค ดูแนวๆ ไม่เหมือนใครตลอดสองฝั่งข้างทาง ทอดยาวไปสู่ทางเข้าสวนอิโนะคาชิระเลย

Inokashira Park Zoo

สวนสัตว์อิโนคาชิระปาร์คตั้งอยู่ภายในเขตสวนเลยค่ะ เป็นสวนสัตว์ที่คุณยายฮานาโกะ ช้างจากไทยเราเคยอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แม้วันนี้คุณยายฮานาโกะจะจากไปแล้วก็เข้ามาเยี่ยมชมหรือเล่นกับสัตว์นานาชนิดที่นี่ได้นะคะ ด้านไหนเขามีส่วนที่ให้เล่นกับหนูตะเภาด้วยแหละ ส่วนตัวเราชอบสุนัขจิ้งจอก ที่นี่ก็มีให้ดูด้วย น่ารักมากๆ เลย ส่วนค่าเข้าชม ผู้ใหญ่คนละ 400 เยน (ประมาณ 100 กว่าบาท) เท่านั้นเองค่ะ

(รูปจาก http://www.tokyo-zoo.net/zoo/ino/)

ไปมาเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2559 , 26 มกราคม 2560 , 5 ธันวาคม 2560



5 ร้านซึเคะเมง หรือราเมงแยกน้ำในโตเกียวที่คุณไม่ควรพลาด

ราเมงคงเป็นสิ่งคุ้นเคยอยู่แล้วในบ้านเรา ซึ่งความจริงแล้วราเมงมีหลายประเภท หนึ่งในนั้นก็คือ ซึเคะเมง หรือราเมงแยกน้ำนั้นเอง คล้ายๆ กับหมี่เย็น แต่เสน่ห์ของซึเคะเมงจะอยู่ที่น้ำซุปที่มักจะใช้กระดูกหมูและอาหารทะเลต่างๆ มาเป็นวัตถุดิบในการทำ

ครั้งนี้เราขอแนะนำ 5 ร้านซึเคะเมงที่คุณไม่ควรพลาดเมื่อไปที่โตเกียวให้ได้ลองไปชิมกัน

1. ร้านซึเคะเมงเอ็งจิ (Tsukemen Enji) / สถานีคิจิโจจิ

จุดเด่นของที่นี่ก็คือน้ำซุป ต้มด้วยกระดูกหมูและผสมกับอาหารทะเล ทำให้น้ำซุปที่ได้ออกมามีความเข้มข้นกลมกล่อม เมนูพื้นฐานของที่นี่ก็คือ “เบะจิโปตะ-ซึเคะเมง”

จากสถานีชิบุยะหรือชินจูกูก็สามารถตรงไปถึงสถานีคิจิโจจิได้โดยตรง ร้านนี้อยู่บริเวณสถานีโคจิโจจิ แหล่งชอปปิ้งอีกแห่งของกรุงโตเกียว จากสถานีโคจิโจจิ (Kochijoji Station) ทางออกฝั่งใต้ (Park Exit) เพียง 1 นาที จุดสังเกตร้านจะอยู่ติดกับแมคโดนัลด์

ร้านนี้ต้องกดสั่งจากเครื่องกดอัตโนมัติค่ะ หมดห่วงได้เลยว่าจะสั่งไม่ได้

เวลาเปิด-ปิด : จันทร์-ศุกร์ ช่วงกลางวัน 11.00-16.00 ช่วงเย็น 17.30-22.00(Late Order)

วันหยุด : เปิดตลอดทั้งปี ปิดเฉพาะช่วงเทศกาลโอบ้ง

ราคา : ไม่เกิน 1,000 เยน

2. ร้านโระคุรินชะ (Rokurin sya) / สถานีโตเกียว

ร้านนี้อยู่ที่สถานีโตเกียว (Tokyo station) ชั้น 1 โซน Tokyo Ramen Street ค่ะ  น้ำซุปของร้านต้มด้วยกระดูกหมูและไก่ ผสมกับปลาแห้งต่างๆ เคี่ยวได้ที่จนได้เป็นน้ำซุปที่มีลักษณะเฉพาะ

แน่นอนว่าเมนูเด็ดของร้านนี้คือ ซึเคะเมง เมื่อทานคู่กับปลาป่นจะยิ่งเพิ่มความอร่อยเข้าไปอีก

เวลาเปิด-ปิด : ช่วงเช้า 07.30-09.45(Late Order 09.30) ช่วงกลางวัน 10.30-23-00(Late Order 22.30)
วันหยุด : เปิดตลอดทั้งปีไม่มีวันหยุด
ราคา : ไม่เกิน 1,000 เยน

3. ร้าน TETSU / ย่านเซ็นดะงิ

ร้านนี้มีความต่างตรงที่ช่วงกลางวันและช่วงเย็นน้ำซุปจะไม่เหมือนกัน โดยที่ช่วงกลางวันจะเป็นน้ำซุปกระดูกหมู ส่วนช่วงเย็นเป็นน้ำซุปไก่ มีราเมงสองชนิดให้เลือกทานคือ “ฮิยะโมริ” (ราเมงแยกน้ำแบบแห้ง) และ “อะซึโมริ” (ราเมงแยกน้ำแบบมีน้ำขลุกขลิก)

นอกจากนี้ยังสามารถทานร่วมกันได้อีกด้วย และนั้นก็คือเมนูเด็ดของร้านนี้! “ซึเคะอะซึ” จะได้เส้นทั้ง 2 ชนิด เสิร์ฟพร้อมน้ำซุปเข้มข้นของทางร้าน รับรองว่าต้องอิ่มแน่นอน

ร้านนี้อยู่ค่อนข้างไกลจากสถานีรถไฟพอสมควร ใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาที ทั้งจากสถานีนิชิ-นิปโปะริ (Nishi-Nippori) โดยรถไฟ JR สายยามาโนะเทะ (Yamanote Line) และ จากสถานีเซ็นดะงิ (Sendagi) ทางออกที่ 2 โดยรถไฟใต้ดินสายชิโยดะ (Chiyoda Line)

เวลาเปิด-ปิด : ช่วงกลางวัน 11.00-17.00 (น้ำซุปกระดูกหมู+เส้นหนา) ช่วงเย็น 17.00-23.00 (น้ำซุปไก่+เส้นหนา)
วันหยุด : เปิดตลอดทั้งปีไม่มีวันหยุด
ราคา : ไม่เกิน 1,000 เยน 

4. ร้านซึเคะเมง มิจิ (Tsukemen Michi) / ย่านคาเมะอาริ

ร้านนี้อยู่ไกลจากตัวเมืองนิดหน่อยนะคะ ต้องนั่งรถไฟ JR สายโจบัน (Joban Line) ลงสถานีคาเมอาริ (Kameari Station) ทางออกเหนือ (North Exit) ใช้เวลาเดินประมาณ 2 นาทีจากสถานีรถไฟ ร้านนี้เป็นเคาท์เตอร์เล็กๆ ที่นั่งได้ครั้งละ 4 คนเท่านั้น จึงต้องต่อแถวรอหน่อยนะคะ

ด้วยน้ำซุปกระดูกหมูเข้มข้น ทานคู่กับเส้นหนานุ่มสูตรพิเศษ เท่านี้ก็คุ้มค่ากับที่เสียเวลารอแล้ว

เวลาเปิด-ปิด : พุธ-อาทิตย์ ตั้งแต่ 11.00 จนกว่าน้ำซุปจะหมด (ประมาณ 6 โมงเย็น- 1 ทุ่ม)
วันหยุด : จันทร์-อังคาร ขายเฉพาะชิโอะราเมงค่ะ
ราคา : ไม่เกิน 1,000 เยน

5. ร้านโอะโบโระซึคิ (Ginza Oboroduki) / ย่านกินซ่า

ความหอมจากน้ำซุปจากกระดูกหมูที่ผสมกับอาหารทะเลต่างๆสามารถเรียกน้ำย่อยได้เป็นอย่างดีเลยล่ะ การใส่หอมหัวใหญ่เพิ่มเข้าไป ทำให้เกิดเป็นรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์และมีเสน่ห์ เมนูยอดนิยมของที่นี่ก็คือ “โทะคุเซซึเคะเมง” หรือซึเคเมงสูตรพิเศษนั่นเอง

จุดสังเกตของร้านจะมีสัญลักษณ์เป็นสีขาวอย่างนี้ค่ะ

เวลาเปิด-ปิด : วันธรรมดา ช่วงกลางวัน 11.30-15.30 ช่วงเย็น 17.30-22.00

วันเสาร์-อาทิตย์ ช่วงกลางวัน 11.30-15.30 ช่วงเย็น 17.30-21.00

วันหยุด : ไม่มีวันหยุด
ราคา : ไม่เกิน 1,000 เยน

น่าสนใจใช่มั้ยล่ะคะ ถ้าได้ไปโตเกียวล่ะก็ อย่าลืมไปลองทานกันให้ได้นะคะ

 

เพิ่มเติม

Tsukemen Enji https://tabelog.com/en/tokyo/A1320/A132001/13104794/

Rokurin sya https://tabelog.com/en/tokyo/A1302/A130201/13093047/

TETSU https://tabelog.com/en/tokyo/A1311/A131105/13022583/

Tsukemen Michi https://tabelog.com/en/tokyo/A1324/A132403/13094595/

Ginza Oboroduki https://tabelog.com/en/tokyo/A1301/A130101/13118141/

แหล่งที่มาและภาพประกอบ : https://icotto.jp/presses/1844?lid=area_related_ranking_3



แจกพิกัด Tokyo Christmas Market! 4 ตลาดนัดวันคริสต์มาสในโตเกียว ประจำปี 2017

เผลอแป็บเดียวก็สิ้นปี เข้าสู่เดือนธันวาคมอีกแล้ว ในเดือนนี้มีเทศกาลแห่งความสุขที่ทำให้บรรยากาศภายในเมืองประดับประดาไปด้วยไฟระยิบระยับและต้นคริสต์มาสสวยงาม ...เทศกาลคริสต์มาสนั่นเองค่ะ!

ใครที่เที่ยวงานในบ้านเราจนพรุนแล้ว อยากไปสัมผัสบรรยากาศงานคริสต์มาสในต่างแดนบ้าง วันนี้เราจะพาไปเที่ยวกันค่ะที่ตลาดนัดคริสต์มาสในกรุงโตเกียว อีเว้นท์สวยๆ ในบรรยากาศยุโรปที่จะได้ชม ช็อป ชิม ชิลล์ และฉลองคริสต์มาสไปพร้อมๆ กัน

Roppongi Hills Christmas Market

ตลาดคริสต์มาสรปปงงิ จำลองมาจากตลาดคริสต์มาสที่มีชื่อเสียงในเมืองชตุทท์การ์ท ประเทศเยอรมนี ภายในงานตกแต่งสไตล์ยุโรป มีการประดับไฟ และตกแต่งซุ้มขายสินค้าให้เด็กๆ เพลิดเพลินด้วยรูปปั้นแซนตาคลอสและกวางเรนเดียร์ขนาดใหญ่

ในส่วนของการช็อปปิ้งก็มีสินค้าที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเทศกาลคริสต์มาสให้เลือกซื้อกว่า 2,000 รายการ ตั้งแต่อาหารพื้นเมืองเยอรมันไปจนถึงสโนว์บอลและเครื่องประดับตกแต่งต่างๆ รวมถึงสินค้าที่ระลึกอย่างแก้วมัคประจำปีด้วย

ที่อยู่: Roppongi Hills O-Yane Plaza, 6-11-1 Roppongi, Minato-ku, Tokyo

พิกัด: Roppongi Hills O-YANE PLAZA อยู่ติดกับทางเดิน Art Walk และ West Walk สถานี Roppongi Hibiya Line

วันและเวลา: วันนี้ - 25 ธันวาคม 2017 เวลา 11.00-21.00 น. (จันทร์-พฤหัสบดี), 11.00-22.00 น. (เสาร์-อาทิตย์)

Tokyo Christmas Market

ทุกๆ ปี โตเกียวคริสต์มาสมาร์เก็ตจะครอบครองสวนฮิบิยะเป็นเวลา 10 วันในเดือนธันวาคม เพื่อเปลี่ยนสถานที่ธรรมดาให้กลายเป็นโลกแห่งเทพนิยายเสมือนจริง โดยมีไฮไลท์อยู่ที่ต้นคริสต์มาสประดับไฟขนาดใหญ่ ความสูงกว่า 14 เมตร ที่นำเข้ามาจากเมืองเดรสเดน ประเทศเยอรมนี ตั้งตระหง่านส่องแสงสว่างไสวอยู่กลางงาน

นอกจากบรรยากาศที่อบอุ่นเหมือนยกยุโรปมาตั้งกลางกรุงโตเกียวแล้ว ตลอดทั้งงานยังจะได้พบกับอาหารและเครื่องดื่มมากมาย สินค้าจากนานาชาติ รวมถึงการแสดงบนเวทีที่น่าตื่นตาตื่นใจ

ที่อยู่: Hibiya Park, Hibiya Koen, Chiyoda-ku, Tokyo

พิกัด: Hibiya Park เดิน 2 นาทีจากสถานี Hibiya, Hibiya Line

วันและเวลา: 15 - 25 ธันวาคม 2017 เวลา 11.00-22.00 น.

Ebisu Garden Place Marche de Noel

บนเส้นทาง Skywalk จากสถานี JR Ebisu คุณจะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากต้นคริสต์มาสขนาดใหญ่ มองเห็นร้านรวงต่างๆ ที่ขายสินค้าประเภทงานฝีมือสไตล์ยุโรป อาหาร และของขวัญประจำเทศกาล นอกจากในส่วนของตลาดคริสต์มาสที่จำลองมาจากประเทศฝรั่งเศสแล้ว ที่นี่ยังเป็นสถานที่จัดงานประดับไฟที่อลังการที่สุดแห่งหนึ่ง ไฟประดับนับพันดวงจะส่องแสงรอบอาคารช็อปปิ้งมอลล์ พร้อมกับบาคาร่าต์แชนเดอเลียร์ ที่ทำให้บรรยากาศของตลาดแห่งนี้สวยงามและโรแมนติค

ที่อยู่: Ebisu Garden Place 4-20, Ebisu, Shibuya-ku, Tokyo

พิกัด: Ebisu Garden Place เดิน 5 นาทีมาตามทาง Ebisu Skywalk จากสถานี JR Ebisu East Exit

วันและเวลา: 25 ธันวาคม 2017 เวลา 12.00-20.00 น.

Tokyo Skytree Solamachi Christmas Market

ตลาดนัดคริสต์มาสแห่งใหม่ประจำปี 2017 นี้ จะจัดขึ้นที่ Tokyo Skytree ค่ะ โดยจะเปลี่ยนพื้นที่บริเวณด้านล่างของหอคอยที่สูงที่สุดในโตเกียวให้กลายเป็นตลาดนัดสไตล์ยุโรปที่เต็มไปด้วยร้านรวงที่มาวางขายสินค้าเกี่ยวกับเทศกาลคริสต์มาส งานหัตถกรรมและสินค้าพื้นเมืองจากประเทศเยอรมนี รวมถึงอาหาร-เครื่องดื่ม และการแสดงต่างๆ

ที่อยู่: Tokyo Skytree Solamachi, Sky Arena 4F, 1-1-2 Oshiage, Sumida-ku, Tokyo

พิกัด: Tokyo Skytree Solamachi เดิน 5 นาที จากสถานี Tokyo Skytree, Tobu Isesaki

วันและเวลา: วันนี้ - 25 ธันวาคม 2017

 

แหล่งที่มาและภาพประกอบ : https://savvytokyo.com/



UNSEEN TOKYO ออกไปค้นพบวิถีชิวิตเรียบง่ายของชุมชนเล็กๆในโตเกียว

แค่เพียงระยะเวลาชั่วโมงกว่า ๆ จากมหานครอันวุ่นวายอย่างโตเกียว ใครจะไปเชื่อว่ายังมีพื้นที่สีเขียวอันเงียบสงบของเมืองทามะ (Tama City) ที่ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยผืนป่าเขียวขจี สายน้ำเย็น และวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของชุมชนเล็ก ๆ ซ่อนตัวรอให้นักท่องเที่ยวไปค้นพบกันอยู่

การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นที่บริษัทเวิลด์โปร แทรเวิล ที่บอกมาว่าอยากจะพาไปสัมผัสกับโตเกียวในมุมมองแปลกใหม่ ที่อุดมไปด้วยธรรมชาติเหมือนไม่ได้อยู่ในโตเกียว ภายใต้คอนเซปต์ Unseen Tokyo …

เอาล่ะสิ โตเกียวที่ไม่มีที่ช้อปปิ้ง และความวุ่นวายแบบเมืองหลวงนั้นจะเป็นอย่างไร ลองตามมาเที่ยวไปพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

OUME

จุดแรกที่เราแวะพักหลังจากออกเดินทางจากความวุ่นวายของเมืองหลวง คือเมืองโออุเมะ (Oume) เมืองเก่าชานกรุงของโตเกียว ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยเอโดะ หมู่บ้านโออุเมะหรือที่แปลได้ว่าหมู่บ้านลูกท้อเขียวนั้น ในอดีตเคยเป็นเมืองแห่งเหมืองหินปูน เป็นเมืองเส้นทางการค้าที่เป็นจุดแวะพักของพ่อค้าแม่ค้าที่มักนำสินค้ามาแลกเปลี่ยน

ปัจจุบันเมืองโออุเมะนั้นยังคงสวยงาม เรียบง่าย และยังคงกลิ่นอายของอดีตไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งบางร้านที่เรามีโอกาสได้แวะเข้าไปพูดคุยนั้นเปิดกิจการค้าขายมายาวนานมากว่า 400 ปีเลยทีเดียว

OKUTAMA

หลังจากดื่มด่ำกับอดีตอันสวยงามและอิ่มท้องกับมื้ออาหารง่าย ๆ กันแล้ว เรามุ่งหน้าต่อสู่เมืองโอคุทามะ (Okutama) ที่เป็นเขตการเกษตร และแหล่งน้ำอันสำคัญของกรุงโตเกียว โดยที่เมืองโอคุทามะนี้มีแหล่งน้ำสำคัญอย่างทะเลสาบโอคุทามะ หรือทะเลสาบที่เกิดจากการสร้างเขื่อนโอโกอุจิ (Ogouchi Dam) เขื่อนหลักที่ส่งน้ำเข้าสู่เมืองตัวเมืองโตเกียว ซึ่งทะเลสาบแห่งนี้นั้นถูกโอบล้อมไว้ด้วยขุนเขา เราสามารถลงไปเดินเล่นบริเวณริมทะเลสาบ สูดอากาศบริสุทธิ์ และชมความงดงามยิ่งใหญ่ของธรรมชาติได้พร้อม ๆ กัน

นอกจากนั้นแล้ว หากเราลัดเลาะสายน้ำลงไปถึงลำธารด้านล่าง เรายังสามารถสนุกสนานไปกับกิจกรรมอย่างการพายเรือคายัคบนผืนน้ำอันสงบนิ่งกันได้อีกด้วย

KU-ROCHAYA

หากใครต้องการเพียงแค่นั่งเหม่อมองสายน้ำ ตลอดสายน้ำของแม่น้ำทามะยังมีร้านอาหาร คาเฟ่บรรยากาศดี ที่สามารถนั่งชิล ชมความงามของสายน้ำ และป่าไผ่ไปกับอาหารมื้ออร่อยที่มีให้เลือกอยู่มากมายหลายร้าน เช่น ร้าน Kurochaya ร้านอาหารญี่ปุ่น ในบ้านเก่าสวยงาม ที่ซ่อนตัวได้อย่างลงตัวสง่างามท่ามกลางธรรมชาติของป่าไผ่ โดยนอกจากความเคร่งขรึมและเงียบสงบของร้านอาหารตามสไตล์ร้านอาหารแบบญี่ปุ่นแท้ๆ แล้ว ที่นี่ยังขึ้นชื่อในเรื่องของอาหารที่มีการจัดแต่งและเสิร์ฟได้อย่างสวยงาม โดยอาหารขึ้นชื่อของที่นี่คือ ปลาอายุ ปลาแม่น้ำที่มีรสชาติอร่อยหวาน สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นย่างเกลือหรือ ซาชิมิ

SAWANOI GARDEN

และร้าน Sawanoi Garden หรืออดีตโรงกลั่นสาเกริมแม่น้ำทามะ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของสายน้ำ และการเกษตร อาหารขึ้นชื่อของที่นี่คือ เต้าหู ที่นำมาประกอบอาหารได้หลากหลายทั้งคาวและหวาน เรียกได้ว่ามาแวะโรงกลั่นสาเกแห่งนี้ เราจะได้อิ่มทั้งท้อง อิ่มตา และอิ่มใจไปพร้อมๆ กัน

AKISHIMA

เมื่อมาเยือนเมืองแห่งธรรมชาติ เมืองแห่งกิจกรรมกลางแจ้งกันทั้งที อีกหนึ่งเมืองที่ควรแวะเที่ยวเป็นอย่างยิ่งคือเมืองอะกิชิมะ (Akishima) ที่มีแหล่งท่องเที่ยวใหม่ล่าสุดที่ทางรัฐบาลญี่ปุ่นพัฒนาขึ้นเพื่อต้อนรับกีฬาโอลิมปิคอย่าง Mori Park Outdoor Village หรืออดีตโรงซ่อมเครื่องบินที่ปัจจุบันได้รับการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการให้ข้อมูล

และกิจกรรมเกี่ยวกับมหกรรมกีฬาโอลิมปิค ที่ญี่ปุ่นจะเป็นเจ้าภาพในปี 2020 โดยเฉพาะกับกีฬาปีนหน้าผาจำลอง ที่ศูนย์แห่งนี้ต่อไปจะใช้เป็นสนามแข่งขันกีฬาประเภทนี้ แต่หากกำลังแขนกำลังขาไม่เป็นใจ ก็สามารถไปเดินเล่นเย็นใจบริเวณรอบศูนย์ที่เขียวชอุ่มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ร้านค้า และคาเฟ่น่ารักมากมายได้เช่นกัน

Mt. MITAKE

ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เวิลด์โปร ทราเวิล ยังพาไปเที่ยวสองแหล่งธรรมชาติสำคัญที่ชาวโตเกียวมักแวะมาพักผ่อนหย่อนใจในช่วงวันหยุดอีกคือ ภูเขามิตาเกะ (Mt. itake) ที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 929 เมตร นับเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของชาวญี่ปุ่นที่เป็นที่ตั้งของศาลเจ้ามุซาชิมิตาเกะ (Mushashimitake Shrine) โดยสามารถนั่งเคเบิลคาร์ขึ้นไปได้จนเกือบถึงยอดเขา ส่วนใครอยากลอง Hiking หรือเดินสำรวจผืนป่าก็สามารถทำได้เช่นกัน

SHOWA KINEN PARK

สวนโชวะคินเนน (Showa Kinen Park) โดยสวนแห่งนี้นั้นใหญ่โตถึง 16,300 เอเคอร์ หรือใหญ่ขนาดที่อาจจะเรียกได้ว่าผืนป่าของชาวโตเกียวเลยก็ว่าได้ ภายในสวนสามารถแบ่งออกได้หลายโซน และเชื่อมต่อกันด้วยเส้นทางเท้า และเส้นทางจักรยานที่สามารถปั่นชื่นชมความงดงามของสวนกันได้แบบสบายๆ

นอกจากความสมบูณณ์ของต้นไม้ และกิจกรรมหลากหลายที่สามารถเลือกเล่นกันได้แล้ว อีกหนึ่งความพิเศษของสวนแห่งนี้ที่ไม่อยากให้พลาดกันคือ สวนบอนไซ ที่มีเซนเซ ซูซูกิ ศิลปินบอนไซที่มีชื่อเสียงระดับประเทศคอยดูแล โดยภายในบริเวณสวนบอนไซนั้นจะมีการจัดแสดงบอนไซรูปร่างสวยงาม อันแสดงถึงความทุ่มเท และความใส่ใจของอาจารย์ซูซูกิ โดยอาจารย์ได้เล่าให้ฟังว่า เพียงแค่การเรียนรู้เรื่องการให้น้ำบอนไซนั้นยังต้องฝึกฝนกันถึง 2 ปี และบอนไซที่สวยงามนั้นจะต้องเป็นบอนไซที่กิ่งโน้มลงมาด้านหน้า เปรียบเสมือนคนที่มีความอ่อนน้อมเหมือนชาวญี่ปุ่นนั่นเอง

นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของความแปลกใหม่ ตื่นตาตื่นใจกับโตเกียวในแบบ Unseen ที่เวิลด์โปร แทรเวิลได้พาเราไปรู้จัก ใครจะไปเชื่อว่าโตเกียวที่ใครต่อใครมักวาดภาพให้เป็นเมืองแห่งความวุ่นวาย จะมีมุมเงียบสงบอิงแอบธรรมชาติกันแบบนี้ เพราะฉะนั้นหากมีโอกาสได้ไปเยือนมหานครโตเกียว ก็อย่าลืมหาเวลาออกมาสัมผัสกับธรรมชาติและสายน้ำใกล้กรุงโตเกียวกันนะคะ

คลิ๊กที่แผนที่เพื่อดูภาพขนาดใหญ่



พี่ม้าพาเที่ยว 5 ร้านอาหารเหมาะสำหรับไปเดทในโตเกียว

พี่ม้ามีร้านเดทแนะนำบ้างไหม ไปไหนดีคะ บอกหนูหน่อย ไม่ต้องห่วง ม้ามีร้านเด็ดมาแนะนำ รับรองฟินชัวร์!

T.Y. HARBOR

ร้านริมน้ำ บรรยากาศเกิน 10 ร้านนี้ชื่อ T.Y Harbor (ภายในมีร้านอาหารหลายๆ ร้านอยู่รวมกัน ตั้งแต่ เบเกอร์รี่ ไปจนถึงโรงเบียร์คาเฟ่ บาร์ ร้านสลัด (ผักปลูกเอง น้ำผึ้งทำเอง) ร้านเดท ร้านหมู่ ลูกเล็กเด็กแดง มาได้หมดค่ะ) ปัญหาการรับประทานอาหารยากจะหมดไปเพราะ ที่นี่มีทุกอย่างเลยค่ะ กลางวันก็มาได้ กลางคืนก็โรแมนติกมาก ม้าแนะนำให้จองก่อน เว็บเป็นภาษาอังกฤษ ไม่ต้องห่วงเลยค่ะ

ร้านนี้เป็นร้านเก๋ไก๋ อยู่ริมน้ำ นั่งทอดอารมณ์ นั่งจกสเต็ก เด็ดขนมปัง ซู๊ดสปาเกตตี้เก๋ๆ ตามด้วยการนั่งจิบเบียร์สด ข้างๆ โรงกลั่นเบียร์เลย ฮิพมากๆ เลยค่ะ

การเดินทาง

ลงสถานี Shinagawa (เดินแอบไกลนิดนึง 15นาที จะนั่ง taxi ก็ได้ ประมาณ 5 นาทีค่ะ )หรือจะลงสถานี Tennozu Isle (ใกล้กว่าค่ะ)
 https://www.tysons.jp/tyharbor/en/

RENGA ZAKA

พาไปซอยเดทใกล้ชินจูกุเพียง 4 นาทีเองค่ะ ต้องมาตอนกลางคืนนะคะ มีร้านอาหารหลายร้านเลย และส่วนใหญ่ราคาไม่แพง เริ่มต้นที่1,000¥ แต่ร้านที่ม้าจะแนะนำคือ ร้านชื่อ Kanjinya (肝心屋 中野店)
ร้านนี้อยู่ในซอยเล็กๆ ม้าเรียกซอยนี้ว่า ซอยร้านเดท มีความสลัวๆ มีแสงไฟเป็นระลอกๆ ร้านที่เรียงรายเหมาะแก่การมาเดทมากออกแนวมาคนเดียวเปลี่ยวไปถึงชาติหน้า

วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์คนเยอะ แนะนำให้มาวันธรรมดา มาสัก 6 โมงฝ่าๆ ถึง 1 ทุ่มเนื้อ คือวากิวนุ่มนิ่ม เหมือนกินไขมันทั้งชิ้น ยิ่งกินยิ่งอ้วนมีแต่ความอ้วน ราคาอยู่ระดับค่อนข้าง 3,000-5,000¥ ต่อคน (แล้วแต่ความจุกระเพาะ ไม่มีบุฟเฟ่ต์นะคะ แต่ม้าบอกเลย เนื้อคือมีคุณภาพมากมาย )

การเดินทาง

สถานี Nakano ทางออก South gateที่ถนน Renga Zaka
https://s.tabelog.com/en/tokyo/A1319/A131902/13073343/?cid=google_yoyaku&from_google=1

Prince Hotel Tokyo Buffet Dining Porto

ร้านบุฟเฟ่ต์ขาปูบรรยากาศดี ทานในโรงแรม และที่สำคัญราคาไม่แพง คนไม่เยอะ ไม่พลุกพล่าน ราคาไม่แพง ม้าขอแนะนำที่ Prince Hotel Tokyo Buffet Dining Porto (คนละที่กับ Prince Shinjuku นะคะ อย่าสับสนนะคะ) ไปกินบุฟเฟ่ต์ขาปูที่โรงแรม Prince ใครว่าญี่ปุ่นอาหารแพง แพงจริงค่ะ แต่ถ้ากินที่โรงแรมราคาเท่าๆ กับที่ไทยเลย ยิ่งไปกินตามโรงแรม 4-5 ดาวเผลอๆ ราคาถูกกว่าไปกินร้าน Izakaya อีกค่ะ

นอกจากจะมีขาปูแล้ว ยังมี Roasted beef ซีฟู๊ด ปลาดิบ อร่อยแทบทุกอย่าง ของหวาน เค้ก ไอติม ผลไม้เชอร์รี่ ม้าบอกเลยราคานี้ถือว่าถูกมาก ของคุณภาพดีมาก วิวคือโตเกียว ทาวเวอร์ แบบใกล้ชิด เพราะโรงแรมอยู่ข้างๆ โตเกียวทาวเวอร์เลย ราคาคือดีมาก บอกเลยคุ้มสุด
Breakfast: 2,500¥ (6:30A.M. – 10:00A.M.)
Lunch: 3,200¥ (11:30A.M. – 3:00P.M.)
Dinner: 5,500¥ (5:30P.M. – 9:30P.M.)

การเดินทาง

ลงสถานี Shibakoen เดิน 4นาที (Exit A4)
ลงสถานี Onarimon เดิน 3นาที (Exit 12)
ลงสถานี Akabanebashi เดิน1นาทีหรือจะลงจากสถานี Shimbashi เดินประมาณ10นาทีค่ะ

CHINZANSO TOKYO

พี่ม้าพาไปจิบชา ออกเดท อ้อล้อในสวนสวย (อย่าเรียกว่าสวน ม้าขอเรียกว่าป่า) มีหรือพี่ม้าจะพาไปกินของแพง ไม่มีทางค่ะแต่อันนี้ คือดีงาม ที่สำคัญไม่แพง กินอยู่อย่างหรู ที่โรงแรม Chinzanso Tokyo โรงแรมอะไร มีป่ากลางโรงแรม มีหิ่งห้อย มี Pagoda ตอนกลางคืน ไปแล้วเกิดอาการอิจฉาริษยาได้ เพราะจะเจอคู่แต่งงานเยอะมาก อ้อล้อกันมาก เห็นแล้วอยากไปนั่งร้องไห้กระซิกข้างบ่อน้ำ

นั่งจิบชา Afternoon Tea ในราคา 3,800¥ แต่ถ้ามากลางคืน เหลือ 3,000 ¥ ต่อคน เริ่มแรกสั่งแชมเปญ (รวมอยู่ในเซท) ตบท้ายด้วยมาการอง ตับห่าน และอะไรไม่รู้อีกมากมาย จากนั้นเป็น Roasted Beef ก้อนใหญ่
แนะนำให้จองก่อน และไม่ต้องห่วงเรื่องภาษาปะกิด ที่นี่เป็นโรงแรมจึงไม่มีปัญหาใดๆ มิต้องห่วง

การเดินทาง

ของสวย และดี แต่เดินทางไม่ไกล ไม่ต้องห่วง จากสถานี Yurakucho นั่งรถไฟสาย Yurakucho มาลงที่สถานี Edokawabashi นะคะ แล้วเดินประมาณ 7 นาที 

HAYASHIYA

ม้าขอพากินข้าวหน้าปลาไหลที่คาวาโกเอะใกล้ๆ โตเกียว แต่จริงๆ อยู่จังหวัดไซตามะนะคะ ไม่ต้องไปไกลถึงนาโกย่าก็อร่อยได้ ใครมีโอกาสได้ไปคาวาโกเอะ มีร้านนึงที่ม้าอยากแนะนำใจจะขาด คือร้าน Hayashiya เป็นร้านข้าวหน้าปลาไหลใจกลางคาวาโกเอะ เป็นร้านเก่าแก่ ปกติต้องรอประมาณ 20-30 นาที ถ้าไปตอนเที่ยงนะคะ ม้าเลยขอแนะนำให้ไปหลังบ่ายโมง หรือไม่ก็สักประมาณ 11 โมงค่ะ

ทานแบบไหนดี ข้าวหน้าปลาไหลแบบปกติราคา 2,880¥ หรือแบบพิเศษมี 3ชิ้น ราคา 4,220¥ เชื่อม้า สั่งเยอะไปเลย ยังไงก็ทานหมด หรือใครกลัวเลี่ยนม้าแนะนำให้สั่งแบบ Hitsumabushi เป็นข้าวหน้าปลาไหลแบบอยู่ในโถ เอามาคลุกกับวาซาบิทาน ได้ลองสักครั้งจะติดใจ หรือจะราดน้ำซุปก็ได้ คือปลาไหลย่างกรอบกำลังดี ทานแล้วหาคำว่าเลี่ยนไม่เจอ มีแต่จะเติมยังไงให้เต็มกระเพาะ

การเดินทาง

ลงสถานี Hon-Kawagoe เดินประมาณ 10 นาที
เวลาทำการ 11.00-18.00
ข้อมูลเพิ่มเติม: https://s.tabelog.com/en/saitama/A1103/A110303/11025736/



When I was in Tokyo #2 : เริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย โตเกียวก็เช่นกัน

บทนำ

           เพื่อนๆของเราในเอกญี่ปุ่นเกือบ 30 คนพร้อมใจกันเลือกมหาวิทยาลัยที่จะไปแลกเปลี่ยนในจังหวัดต่างๆ ที่ไม่ใช่ ‘โตเกียว’ แต่เรากลับต่างกว่าคนอื่นเพราะเราตัดสินใจเลือกไปเรียนในเมืองหลวงของญี่ปุ่นแห่งนี้ ตอนที่บอกเพื่อนๆ ว่าเราจะไปโตเกียว ทุกคนพากันพูดว่า ‘โห ! โตเกียวเลยเหรอ แพงนะ’ หรือไม่ก็ ‘ไปโตเกียว ไปทำอะไร?’ เราเริ่มหวั่นว่าสิ่งที่เราเลือกมันถูกต้องไหม เราจะอยู่ยังไง แถมนอกจากเงินค่าเทอมที่มหาวิทยาลัยออกให้เราก็ไม่ได้เงินสนับสนุนอะไรอีก เงินจะพอไหม เตรียมใจไว้เลยว่าต้องลำบากแน่ๆ แต่เชื่อไหม ว่าสิ่งที่เราได้เจอ ได้เรียนรู้มาจากโตเกียว ให้อะไรเรามากกว่า ‘ของแพง’ ให้อะไรเรามากกว่า ‘เมืองหลวงที่ไม่มีอะไร’ เสียอีก When I was in Tokyo จะเป็นเรื่องที่ให้ทุกคนได้เห็นภาพของโตเกียวมากขึ้น จะทำให้ได้รู้ว่าชีวิตในโตเกียวไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด

Chapter 1

#1 : เปิดหอพักนักศึกษาราคา 17,000¥ ในเมืองที่ว่ากันว่าค่าครองชีพแพงที่สุดในโลก เปิดหอพักเด็กแลกเปลี่ยนในโตเกียวให้ดูกันทุกซอกทุกมุม นี่แหละที่ที่เราจะอยู่ตลอด 1 ปีนี้

#2 : เริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย โตเกียวก็เช่นกัน จะมาอยู่ญี่ปุ่นต้องทำอะไรบ้าง มีการต้อนรับเด็กนักเรียนแลกเปลี่ยนยังไงบ้าง มาหาคำตอบพร้อมกันเลย

#3 : มหาลัยของเราน่าอยู่  พาไปรู้จักกับมหาวิทยาลัยโคะคุชิคัง ที่ๆ คอยดูแลเรามาตลอด 1 ปี รวมถึงพาไปดูชีวิตในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่น สนุกขนาดไหนห้ามพลาด

#4 : ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นเริ่มต้นจาก ฮานามิ ใครจะไปรู้ว่าแค่ไปดูดอกไม้จะทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเรามันพัฒนาได้มากขนาดนี้

#5 : จนขนาดนี้ต้องไบโตะแล้วล่ะ!? เล่าเรื่องการทำไบโตะ (งานพิเศษ) ครั้งแรกในชีวิตเพื่อแลกกับความอยู่รอดในเมืองใหญ่ที่ทำให้เราได้เห็นคนญี่ปุ่นในมุมมองของลูกค้า

#2 : เริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย โตเกียวก็เช่นกัน  

   หลังจากที่เล่าเรื่องเปิดหอนักศึกษาให้ฟังในตอนที่แล้ว คราวนี้เราจะมาเล่าถึงช่วงแรกๆ ที่มาญี่ปุ่น ว่ามีอะไรบ้างที่เราจะต้องปรับตัวครั้งใหญ่ในชีวิต จากที่คิดว่าลำบากแต่สุดท้าย อยู่ไปอยู่มาก็ชิน และรู้สึกว่าไม่มีอะไรยากไปซะงั้น แต่กว่าจะถึงจุดนั้นก็ลองผิดลองถูกเยอะเหมือนกัน

   ค่าใช้จ่าย!

   ตอนแรกๆ นี่จ่ายเงินเหมือนเทน้ำทิ้งมาก โดยเฉพาะของกิน! ด้วยความที่มาแรกๆ ตื่นเต้นกับขนม และอาหารต่างๆ มากเลยซื้อมันทุกวัน วันนึงก็ 2,000 เยน (600บาท) ไม่ทำเองเลย แต่หลังๆ เริ่มรู้สึกแล้วว่าว่ามากไปนะ เริ่มงก เลยเริ่มคิดว่า เออ! เราควรซื้ออะไร ที่แบ่งเก็บได้หลายมื้อนะ

วันแรกๆ ที่ออกไปเดินสำรวจรอบๆ หอ

ขนม สิ่งล่อตาล่อใจในซูเปอร์

นานๆ ทีก็ตามใจปาก ยอมจ่ายเพื่อสิ่งที่ชอบบ้าง หลังๆ นี่เริ่มบ่อย 5555

      อย่างมื้อเช้า จากที่ตอนแรกชอบซื้อขนมปังแผ่นนุ่มๆ หนาๆ ถุงนึงมีอยู่ไม่กี่แผ่น ซึ่งก็แพงไงทุกคน เลยหันไปซื้อขนมปังยี่ห้อของซูเปอร์ 8 แผ่น 89 เยนเท่านั้นเอง มื้อกลางวันอาศัยข้าวโรงอาหารซึ่งถูก และดีอยู่แล้ว

      ส่วนมื้อเย็นจากข้าวกล่อง 500-700 เยน (ประมาณ 200 บาท) เปลี่ยนมาซื้อข้าวที่เป็นแพ็คๆ มี 3 กล่องประมาณ 300-400 เยนได้ (ประมาณ 100 บาท) อยู่ได้ 3-5 วันเลยทีเดียว กับข้าวก็มีที่เขาทำสำเร็จไว้แล้วบ้าง หรือซื้อหมู ไก่มาคิดค้นเมนูเองบ้าง อยู่ไปอยู่มาก็จะโปรไปเองค่ะทุกคน 5555 กลายเป็นว่าอาทิตย์นึงเราใช้จ่ายประมาณ 2,000-3,000 เอง (800-900 บาท)

สิ่งนี้คือชาที่เราชอบมาก ขวดใหญ่ อร่อย ราคาถูก และคุ้ม

ซูเปอร์ใกล้หอมีหลายเจ้า ต้องสำรวจเอาเองว่าที่ไหนอะไรถูก และกระจายไปซื้อเอา

โทษของการซื้อของถูกเกิน ได้หมูสับอะไรไม่รู้มาผัดกระเพรา แต่อร่อยน้า

ยำมาม่าที่ทำเองและอร่อย วัตถุดิบที่ซื้อมาก็แบ่งไว้ทำเมนูอื่นด้วย

อาหารเช้านอกจากขนมปังก็ต้องมีคอนเฟลค หรือกราโนร่าและนม

ผัก เห็ด ไก่ ของถูกประจำซูเปอร์

คารุบิด้ง อาหารในโรงอาหารของมาที่ทานบ่อยมากเพราะอร่อยและถูกที่สุด

      ค่าไฟเดือนมีนาคมเดือนแรก ด้วยความหนาวเลยเปิดฮีตเตอร์ทุกวัน ของจากซูเปอร์ก็ยัดตู้เย็นหมด มาม่าก็ใช้เตาไฟฟ้าในห้องต้ม ปรากฏว่า...บิลค่าไฟในเดือนแรกนั้นอยู่ที่ 4,000 กว่าเยน (1,000 กว่าบาท) เราคิดว่าเราโอเคนะ แต่พอเอาไปเทียบกับเพื่อนจีน ทำไมนางถูกกว่าเราตั้งครึ่งนึง!? เริ่มคิดอีก ทำไงดี

      อย่างแรกเลยต้องเป็นแอร์แน่ๆ โอเคฉันจะไม่ใช้แกแล้ว หนาวก็ใช้ผ้าห่มไฟฟ้ากับใส่เสื้อหนาๆ เอา เราทน(ก็)ได้ ต่อมา ตู้เย็น! จากที่แช่ทุกอย่างในห้องตัวเองก็เอาใส่ถุงมัดและติดป้ายชื่ออย่างดีและเอาไปแช่ครัวรวม ตู้ในห้องก็ปรับความเย็นให้ลดลง เอาไว้แช่พวกนมกับกาแฟที่ตื่นเช้ามาแล้วต้องหยิบทานได้เลย ถ้ามื้อเย็นอยากทำอาหารก็หอบลงไปใช้เตาข้างล่างเลยค่ะ ผลที่ออกมาก็ประทับใจมาก เพราะลดลงมาตั้งเกือบครึ่งนึงแหนะ

บิลค่าไฟที่ลดลงจากเดือนแรก นี่คือลดลงแล้ว-5555

เตาไฟฟ้าต้นเหตุค่าไฟ และขนมปังหนานุ่มแบบแพง

มาอยู่หอก็ต้องรู้จักเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าหยอดเหรียญ

     

      เพื่อนนานาชาติ!

      หอที่เราอยู่เป็นหอสำหรับเด็กแลกเปลี่ยนโดยเฉพาะ จะเจอทั้งเพื่อนจีน ไต้หวัน เกาหลี รัสเซีย คละกันไป เวลาใช้ครัวก็ต้องใช้ร่วมกัน ทำใจไว้เลยว่าจะมีคนที่ใช้กระทะแล้วไม่ล้าง ทำครัวสกปรก ในตู้เย็นจะแช่อะไรต้องติดชื่อไว้ไม่งั้นอาจจะหายได้ และเราก็ต้องเข้าใจธรรมชาติ หรือวัฒนธรรมของแต่ละชาติด้วย

Takoyaki Party ปาร์ตี้กระชับมิตรและทำความรู้จักกับเพื่อนนานาชาติในสัปดาห์แรกที่มาถึง

      จีนนี่เขาจะคุยกันเสียงดังเป็นปกติอยู่แล้ว ไม่ต้องตกใจนะว่าเขาทะเลาะกันหรือเปล่า เพราะเพื่อนเรายืนยันแล้วว่าคุยเล่นกันเฉยๆ เพื่อนเกาหลีจะพูดเร็ว และสำเนียงญี่ปุ่นฟังยากสุดๆ และบางทีเราก็ต้องระวังเรื่องละเอียดอ่อนด้วยอย่างเช่น จีน-ไต้หวัน อย่าได้ไปพูดเรื่องวัฒนธรรม หรือการปกครองอะไรของเขาเชียว ไม่งั้นอาจจะจบแบบไม่สวยได้

      แต่โดยรวมแล้วเพื่อนๆ ที่มาแลกเปลี่ยนด้วยกันน่ารักกันทุกคนเลย มีอะไรก็ช่วยเหลือกัน ไปเที่ยวด้วยกัน สนุกสนานเฮฮา ทำให้ชีวิตเราในญี่ปุ่นไม่เหงาเลยค่ะ 🙂

ตอนออกไปเที่ยวฮาราจูกุและศาลเจ้าเมจิพร้อมกับเพื่อนจีน รัสเซีย

เพื่อนๆ นานาชาติที่ชวนกันออกไปชมซากุระ



4 งานแสดงผลงานทางศิลปะ & นิทรรศกาลในโตเกียวไม่ควรพลาดในฤดูหนาวที่จะมาถึง

 ช่วงฤดูใบไม้ร่วงถึงฤดูหนาวมีงานนิทรรศกาลทางศิลปะที่น่าสนใจมากมายที่โตเกียว  ใครแวะไปญี่ปุ่นช่วงปลายพฤศจิกายน ถึง ต้นมกราคม ลองไปเช็คอินกันดูนะ เพราะมีงานแสดงภาพและงานอาร์ตยอดเยี่ยมที่แม้แต่คนที่ไม่ได้ชอบไปพิพิธภัณฑ์หรือหอศิลป์ก็สามารถเพลิดเพลินกับงานนิทรรศการเหล่านี้ได้ไม่ยากเลยล่ะ 

National Museum of Western Art “Hokusai to Japonisum” (Ueno) 

โฮคุไซ คัตซึชิกะ  ซึ่งเป็นนักวาดภาพอุคิโยะเอะที่โด่งดังไปทั่วโลกและเป็นตัวแทนของประเทศญี่ปุ่นท่านหนึ่ง ในช่วงระยะเวลากว่า 70 ปี เขาได้ทดลองคิดแนวทางใหม่ๆ มาโดยตลอด และผลิตผลงานออกมามากกว่าสามหมื่นชิ้น โดยผลงานสำคัญที่ทำให้  โฮะคุไซโด่งดังขึ้นมานั้นก็คือ ภาพภูเขาไฟฟูจิที่ชื่อว่า  Fugakusanjurokkei  นิทรรศการครั้งนี้จัดขึ้นที่พิพิธภัณฑ์เป็นนิทรรศการครั้งแรกที่จะแนะนำผลงานของ โฮคุไซ จากมุมมองของ "Japonism" คุณสามารถเปรียบเทียบผลงานของ Hokusai, Monet, Degas และ Gauguin และเห็นถึงอิทธิพลที่ โฮคุไซมีอิทธิพลต่อศิลปินชาวตะวันตก

รายละเอียด

National Museum of Western Art “Hokusai to Japonisum” (Ueno) 

วันที่: 21 ต.ค. 2017 (เสาร์) ถึง 28 ม.ค.  2018  (อาทิตย์)

เวลาทำการ: 9:30 - 17:30 น. (20:00 น. - ศุกร์และเสาร์ 11,18 - จนถึง 17:30 น.)

โทร: 03-5777-8600

URL: http: //hokusai-japonisme.jp/

Shinkai Makoto Exhibition (Roppongi) 

นิทรรศการนี้จะจัดขึ้นเพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 15 ปีของมาโกโตะ ชินไค สำหรับคนที่ชื่นชอบแวดวงแอนิเมชั่นของญี่ปุ่นต้องรู้จักดี เพราะโด่งดังและมีลายเซ็นเอกลักษณ์ในตัวผลงานอย่างชัดเจน สามารถติดตามผลงานของเขาได้จากนิทรรศการนี้ผ่านทางสตอรี่บอร์ด,ภาพวาดและเอกสารต่างๆ ทั้งเพลงและคำพูดของเขาผ่านทางงานและวีดีโอ มาสนุกกับการใช้เทคโนโลยีดิจิตอลที่ใส่เรืองราวทำให้แอนิเมชั่นดูน่าติดตามยิ่งขึ้น

รายละเอียด

The National Art Center

ที่อยู่: 〒106-8558  The National Art Center Exhibition Room 2E, 7-22-2, Roppongi, Minatoku, Tokyo

วันที่:  11 พ.ย. 2017  (เสาร์) ถึง 8 ธันวาคม (จันทร์)

เวลาทำการ: 10:00 - 18:00 น. ถึง 20:00 น. ในวันศุกร์และวันเสาร์

※ต้องเข้าก่อน 30 นาทีก่อนเวลาปิดทำการ

วันหยุด: วันอังคาร

การเข้าใช้: สถานีโตเกียวเมโทรชิโยดะ สถานี Nogizaka  ทางออกตั๋วตู้ที่ 6 ของ Aoyama Reien (เชื่อมต่อโดยตรงกับพิพิธภัณฑ์)

ใช้เวลาเดิน 5 นาทีจากสถานีรถไฟ Tokyo Metro Hibiya Roppongi ทางออก ,4a

เดิน 4 นาทีจาก Toei Chikatetsu Oedo Line, ทางออกที่ 7 สถานี Roppongi

URL: http: //shinkaimakoto-ten.com/tokyo/

Mitaka no Mori Ghibli Museum “Taberu wo Egaku” (Mitaka) 

ฉากอาหารเช้า ,มื้อกลางวัน และมื้อค่ำของผลงานที่สร้างสรรขึ้นโดย Studio Ghibli ยังคงตราตรึงในความสนใจของแฟนๆ อยู่เสมอ  อาหารแต่ละชนิดไม่เพียงแต่เป็นอาหารในชีวิตประจำวัน แต่อาหารที่ปรากฏในผลงานของ Studio Ghibli มีความหมายพิเศษ มีความหมายในตัวของมันในนิทรรศการนี้จะอธิบายว่าอาหารที่เป็นภาพเคลื่อนไหวในแบบแอนิเมชั่น น่าอร่อยกว่าอาหารในโลกแห่งความเป็นจริง

รายละเอียด

พิพิธภัณฑ์ Mitaka no Mori Ghibli

ที่อยู่: 〒181-0013, 1-83, 1st street, Shimorenjaku, Mitakashi, Tokyo

วันที่: 27 พ.ค. 2017  (เสาร์) – พ.ค. 2018 

เวลาทำการ: 10:00 - 18:00 น

วันหยุด: วันอังคารการเดินทาง: เดิน 12 นาทีจากสถานี JR Mitaka Station South Exit

โทร: 0570-055777 

URL: http: //www.ghibli-museum.jp/

Ota Memorial Museum of Art “Botsugo 150nen Kinen Eizan Kikukawa

 เออิซัง คิคุคาวะ  เป็นศิลปินที่ถ่ายทอดความสวยงามของผู้หญิงผ่านการตีความในแบบของเขา เช่น สตรีในสมัยเอโดะ  จุดสำคัญของผลงานของเขาก็คือผู้หญิงทุกคนมีความทันสมัยและสไตล์  ในช่วงเวลาดังกล่าวมีกฎว่าผู้หญิงจะแต่งหน้าให้ขึ้นกับช่วงอายุและสถานะทางสังคม   ผู้หญิงในยุคเอะโดะอยากรู้ว่าจะสนุกกับสไตล์ของพวกเขาในข้อ จำกัด ดังกล่าวได้อย่างไร  ทุกอย่างจะถูกถ่ายทอดออกมาทางผลงานของเออิซัง คิคุคาวะ

รายละเอียด

Ota Memorial Museum of Art

ที่อยู่: 〒150-0001, 1-10-10, Jingumae, Shibuyaku, Tokyo

วันที่ 3 พ.ย.  2017  (วันศุกร์ / วันหยุด) -  20 ธ.ค.  (พุธ)

เซคชั่นส่วนหน้า : 3  พ.ย. (วันศุกร์ / วันหยุด) ถึง 26  พ.ย. (อาทิตย์)

เซคชั่นส่วนหลัง: 1 ธ.ค. (วันศุกร์) ถึง 20  ธ.ค. (พุธ)

โทร: 03-5777-8600

URL: http: //www.ukiyoe-ota-muse.jp/

 

แหล่งที่มาและภาพประกอบ :  http://www.moshimoshi-nippon.jp/74577



โตเกียวดีสนีย์ซีประกาศจัดอีเว้นต์ใหม่รับปี 2018 กับ Pixar Playtime นำขบวนด้วย Toy Story เจ้าปลาน้อยนีโม่ และ 4 ล้อซิ่งซ่าท้าโลก!

เป็นปกติทุกปีเมื่อถึงช่วงท้ายปี ทาง Tokyo Disney Resort จะประกาศอีเว้นต์ต่างๆ ที่จะมีในปีถัดไปให้แฟนๆ ได้รู้เพื่อจะได้วางแผนกันล่วงหน้า โดยปีนี้จะมีอีเว้นต์ใหม่จาก Disney/Pixar เอาใจสาวก Pixar อย่าง นีโม่ ปลาเล็กหัวใจโต๊โต, Toy Story, 4 ล้อซิ่งซ่าท้าโลก จัดตั้งแต่วันที่ 11 ม.ค.- 19 มี.ค. 2018 มีการแสดงโชว์ กิจกรรมและจัดบู้ทเกมส์ในภายในสวนสนุก โดยแต่ละบู้ทก็จะแบ่งออกไปเป็นการ์ตูนแต่ละเรื่อง มีทั้งบู้ทที่เป็นบ้านขนาดจิ๋วจากเรื่อง UP (ปู่ซ่าบ้าพลัง), Car (4 ล้อซิ่งซ่าท้าโลก) และครัวจาก Ratatouille (ระ-ทะ-ทู-อี่ พ่อครัวตัวจี๊ด หัวใจคับโลก)

ตกแต่งในธีมของ Board Game

Up themed  gaming booth  concept  art @ Disney/Pixar

งานนี้น่าสนใจสุดๆ เพราะมีโปรแกรมน่าสนุกอีกมากมายเช่น Pixar Playtime Pals ที่เหล่าตัวละครจาก Pixar อย่าง นีโม่, Toy Story และ Mr. Incredible จะมารวมพลและพร้อมให้เราได้ใกล้ชิด เล่มเกมส์ในโซน Mediterranean Harbor นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Greeting จาก Lightning McQueen (เจ้ารถคันสีแดงหน้ายิ้ม) ที่จัดในโซนของ American Waterfront โดยจะมี 3-4 รอบต่อวัน รอบละ 20 นาที

ส่วนเจ้าหนูเรมี่จาก Ratatouille ก็จะเอนเตอร์เทนผู้ชมด้วยโชว์ทำอาหารตรงด้านนอกของร้านอาหารอิตาเลี่ยน Zambini Bros’ Ristorante ที่ตั้งอยู่ในโซน Mediterranean Harbor (MAP: ร้านอยู่บริเวณดาวตรงกลาง) โดยจะมี 2-4 รอบต่อวัน รอบละ 20 นาที และเพื่อเป็นการฉลอง Pixar Playtime แล้วยังมีสินค้าและเมนูพิเศษในธีมตัวการ์ตูนเรื่องต่างๆ ของ Pixar วางขายที่ DisneySea อีกด้วย พร้อมเซ็ตเมนูพิเศษที่ Miguel’s EL Dorado Cantina โดยได้แรงบันดาลใจมาจาก Coco หนังอนิเมชั่นแนวเพลงเรื่องใหม่ของ Pixar

เมนูอาหารออกใหม่ต้อนรับเทศกาลเพียบ!

จำหน่ายที่ร้าน Miguel's El Dorado Cantina  โซน Lost River Delta

จำหน่ายที่ร้าน Mamma Biscotti's Bakery โซน Mediterranean Harbor (เมนูด้านซ้าย) และ ร้าน Yucatan Base Camp Grill โซน Lost River Delta(เมนูด้านขวา)

จำหน่ายที่ร้าน Cafe Portofino โซน Mediterranean Harbor

จำหน่ายที่ร้าน Sultan's Oasis โซน Arabian Coast (เมนูด้านซ้าย) และ ร้าน Vulcania Restaurant โซน Mysterious Island (เมนูด้านขวา)

จำหน่ายที่ร้าน Newyork daily โซน American Waterfront (เมนูด้านซ้าย) และ ร้าน

จำหน่ายที่ร้าน Horizon Bay Restaurant โซน Port Discovery

ไอเท็มน่ารักๆ ที่ต้องห้ามพลาด

ช็อคโกแลตมาพร้อมกล่องเก็บ 780 เยน

เยลลี่มาพร้อมกล่องเก็บ 780 เยน

หมวกใบละ 1,800 เยน

เสื้อราคา 1,900 -2,900 เยน

แหล่งที่มาและภาพประกอบ : https://www.fashion-press.net/news/34437

https://sgs109.com/n/5358/d/



โตเกียว ไดน์นิ่ง 18

ใครที่กำลังมองหาร้านกินดื่มสไตล์อิซากายะในราคาเบาๆ ย่านห้วยขวางคงต้องถูกใจร้าน Tokyo Dining 18 ร้านน้องใหม่ในเครือของ Toban Dining 18 ไม่น้อย เพราะคุณภาพของวัตถุดิบที่ส่งตรงจากญี่ปุ่นนั้นคุ้มเกินราคา พร้อมเมนูทานเล่นและเมนูจานหลักที่หลากหลาย ภายในร้านมีพื้นที่ให้บริการทั้งหมด 2 ชั้น และมีบาร์เค้าน์เตอร์ไว้สำหรับผู้ที่อยากดื่มโดยเฉพาะ หากใครที่สนใจอยากจัดปาร์ตี้สังสรรค์ทางร้านก็มีบริการให้

Comments Off on โตเกียว ไดน์นิ่ง 18